Posted on กันยายน 25, 2007 by whitechair
1.
“แดดร้อนจัง” มาลีพูดกับเพื่อนของเธอ
เธอกำลังเล่นกองทรายอยู่ในพื้นที่ก่อสร้างแห่งหนึ่ง ใจกลางกรุงเทพมหานคร มาลีเป็นเด็กตัวเล็ก ผิวคล้ำ เหมือนกับเด็กผู้หญิงอายุ 6 ขวบทั่วไป เธอและเพื่อนไว้ผมทรงเดียวกันหมด คือตัดสั้นแค่ติ่งหู
วันนี้ก็เหมือนกับทุกวัน ที่นอกจากอากาศจะร้อนจัดแล้ว มาลียังต้องอยู่ตามลำพัง เพราะพ่อของเธอต้องทำงานอยู่ในไซท์ตั้งแต่มาลียังไม่ตื่น อันที่จริงเธอเองก็ไม่ได้อยู่ตามลำพังนักหรอก เพราะยังมีเพื่อนลูกคนงานก่อสร้างเหมือนกันอีก 4 คน คอยเล่นเป็นเพื่อน พวกเด็กทั้งหมดไม่ได้เข้าโรงเรียน
มาลีไม่มีแม่…แม่ของเธอทิ้งเธอไปตั้งแต่เธอเกิดในโรงพยาบาล ซึ่งเธอไม่ได้รู้สึกเสียใจแต่อย่างใด เพราะในหมู่คนที่เธอรู้จักแถวๆนี้ ก็ทิ้งกันเป็นเรื่องปรกติอยู่แล้ว ไม่ว่าจะทิ้งกันเพราะความอดอยาก ทิ้งเพื่อไปอยู่กับลูกใหม่(มาลีเข้าใจว่าอย่างนั้น) หรือจากกันด้วยอุบัติเหตุก็สุดแล้วแต่ ทุกวัน มาลีอาศัยเพื่อนคนงานของพ่อเป็นทั้งครู คนดูแล พ่อครัวไปในตัว แค่นี้เธอก็อยู่ได้แล้ว
2.
“ปั้นให้กลมๆ เลยนะ แต่อย่าให้ใหญ่กว่าของกูล่ะ ไหนดูเด่ะ”
เพื่อนคนหนึ่งในกลุ่มพูดขึ้น พวกเด็กๆกำลังจะเล่นดีดลูกหิน โดยขั้นแรกทุกคนต้องแอบไปเอาปูนที่เพิ่งผสมเสร็จจาก “ที่ทำงาน” ของพ่อแม่มาปั้นเป็นลูกกลมๆ เสร็จแล้วก็เอาไปฝังไว้ในกองทราย รอให้ปูนแข็ง ก็เป็นอันเสร็จ มาลีชอบปั้นปูนมากกว่าเล่นลูกหินซะอีก เธอปั้นไว้หลายลูกกะว่าจะเก็บเอาไว้เล่นคนเดียวตอนกลางคืนที่เพิงพักคนงาน เวลาที่พ่อของเธอไปกินเหล้าแล้วกลับดึก…เธอปั้นได้ 3 ลูกแล้ว
ช่วงระหว่างนั่งรอให้ลูกหิน(ลูกปูน)แข็ง มาลีนั่งกอดเข่ามองกองทราย…เธอชอบกองทรายเพราะมันคือของเล่นของเธอ “เกิดมาก็เห็นกองทรายแล้ว” เด็กน้อยฝันถึงที่ราบกว้างใหญ่ที่เต็มไปด้วยทราย ทะเลทรายนั่นเองที่มาลีอยากไป เธอเคยเห็นทะเลทรายจากในทีวี แต่เธอคงต้องหารองเท้ามาใส่ เพราะทะเลทรายที่เธอเห็นนั้นมีทั้งงู และแมงป่องอยู่ด้วย
แต่ที่มาลีเห็นตอนนี้มีแต่ตึก ตึกที่รายล้อมพื้นที่ที่เธออยู่ โดยมีแผงสังกะสีกั้นเป็นกำแพง “เขากั้นไว้ไม่ให้เด็กออกไปซน เดี๋ยวโดนรถชนตาย” [...]
Filed under: 'long way round', เรื่องสั้น | Leave a Comment »
Posted on กันยายน 20, 2007 by whitechair
ขณะนั้นเป็นเวลาใกล้จะหกโมงเช้าแล้ว..
อณูรู้สึกว่าอากาศรอบตัวหนาวเย็นเหมือนกับอยู่ในฤดูหนาว ทั้งที่จริงแล้ว ช่วงเดือนนี้อยู่ในฤดูที่ฝนตกเกือบทุกวัน และเดือนหน้าก็จะเข้าสู่เดือนน้ำท่วมประจำปี ที่บ้านของเขาก็ไม่รอดสภาพการกลายเป็นบ่อปลาขนาดย่อมเหมือนกัน
“หนาวก็ยังดีกว่าร้อนล่ะวะ!”
อณูคิดในใจพลางใช้มือดึงผ้านวมผืนเก่าที่เขาใช้ตั้งแต่สมัยเรียนขึ้นห่มจนถึงอก จากนั้นจึงเอนหลังบิดขี้เกียจ ด้วยท่าทางคล้ายกับแมวที่เขาเห็นบ่อยๆ บนหลังคาของเพื่อนบ้าน
สายตาเขามองไปรอบๆ ห้อง ห้องของเขามีสภาพแตกต่างจากห้องอื่นๆ ในบ้านเล็กน้อย ตรงที่มันถูกกั้นจากที่ว่างใต้บันไดเป็นทางยาว ตัวห้องจึงมีลักษณะเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้า คล้ายกับห้องโดยสารรถเมล์ ส่วนเตียงนอนอยู่ปลายสุดด้านใน เขาเลือกวางเตียงไว้ตรงนั้นโดยที่ไม่รู้เหตุผลเหมือนกัน
“ทุ่งราบอันกว้างใหญ่”
เสียงของความคิดดังก้องอยู่ในหัว หลังจากที่เขาเพิ่งอ่านหนังสือที่ชื่อ ‘long way round’ จบ
มันทำให้เขาเสียเวลาไปเกือบสองวัน
เป็นสองวันที่ทำให้เขาอดทำกิจกรรมโปรดอื่นๆ
แต่เขาก็ยอมแลกมัน เพราะเขาตั้งใจแล้วว่าต้องอ่านให้จบ และที่สำคัญหนังสือเล่มนี้ไม่ได้มีเขาเป็นเจ้าของคนเดียว เพราะมีเงินจำนวน 35 บาทจากเพื่อนรุ่นพี่ที่ให้เขายืมไปซื้อ สมทบรวมเป็นราคาค่าตัวของมันอยู่ด้วย
‘Chasing shadow across the world’
คำโปรยหัวหนังสือฉบับภาษาอังกฤษ เป็นเหตุผลสำคัญที่ดึงให้เขาตัดสินใจซื้อมันมา
“ใช่ซิ การไล่ตามเงาตัวเอง ทั้งๆ ที่มันเกิดขึ้นจากตัวเรา บางทีต้องหากันไกลถึงรอบโลก หรือบางที การออกค้นหา นั้น สำคัญกว่าสิ่งที่เจอมากมายนัก”
…เป็นคำที่เขาใช้พูดกับเจ้าของเงิน 35 บาท
“มันเริ่มต้นจากฝันกลางวัน หลังการเพ่งมองแผนที่โลกในบ้านตอนบ่ายวันเสาร์อันเงียบสงบ ผม(ยวน แม็คเกรเกอร์) สังเกตเห็นความเป็นไปได้ที่จะขี่มอเตอรไซค์ระยะทางไกลรอบโลก ประจวบกับที่ชาร์ลี(บอร์แมน) เพื่อนนักแสดงที่คลั่งไคล้มอเตอร์ไซค์เหมือนกัน โทรศัพท์มาพอดี ชาร์ลี ฉันว่านายควรมากินมื้อค่ำกับเรา”
เริ่มต้นแบบนั้นเอง จากนั้นคนทั้งคู่ต้องขี่มอเตอรไซค์กว่า 20,000 ไมล์ ข้ามภูมิประเทศทุรกันดารผ่าน [...]
Filed under: 'long way round' | 3 Comments »
Posted on กันยายน 17, 2007 by whitechair
หากใช้รางวัลต่างๆเป็นเครื่องการันตีความสำเร็จชื่อชั้นของ “ชาติ กอบจิตติ” ก็เคยได้ซีไรต์มาแล้วถึง 2 ครั้ง ไม่นับรวมถึงอีกสารพัดความสำเร็จจากหลายสถาบัน ไม่ว่าจะเป็นรางวัลศิลปินแห่งชาติ รางวัลศิลปาธร ฯลฯ
แต่ท้ายที่สุดแล้ว “รางวัล” มันก็ไม่ใช่สิ่งที่ควรยึดติด เหตุเพราะที่ชาติลงมือเขียนหนังสือก็เพียงเพราะ “เขารักการเขียนหนังสือ” สั้นๆ ง่ายๆ เท่านั้นเอง!
หนังสือของชาติทั้ง 14 เล่มนั้น ถือว่าเป็นงานคุณภาพ ถ้าเทียบอายุงานกับหนังสือที่ออกมาสู่สายตาผู้อ่าน ชาติเป็นคนที่ทำงานน้อย จนบางคนบอกว่า “ช้า” แต่จะไม่ให้ช้าได้อย่างไรล่ะ เจ้าตัวบอก แค่รดน้ำต้นไม้ กวาดใบไม้ ก็ปาเข้าไปครึ่งวันแล้ว (ฮา)
ถอยหลังกลับไปประมาณ 4 ปีก่อน ชาติ กอบจิตติ ทำให้คนที่อยากเป็นนักเขียนได้กระดี๊กระด๊า อื้อหือ อ้าฮา ! เมื่อเขาเปิดอบรม แนะนำเกี่ยวกับการเขียนหนังสือ ซึ่งทุกวันนี้ผู้คนรู้จักกันดีในชื่อ “โรงเรียนนักเขียนบ้านชาติ กอบจิตติ” (แม้เขาจะไม่อยากให้มันเป็นโรงเรียนเป็นสถาบันก็ตาม)
ชาติเปิดบ้านต้อนรับคนที่จะมาอบรมประมาณช่วงเดือนตุลาคมของแต่ละปี ผ่านไป 3 รุ่นแล้วสำหรับการใช้ชีวิต 10 วัน 10 คืน กิน อยู่ หลับนอน ฟรี [...]
Filed under: สัมภาษณ์ | 3 Comments »
Posted on กันยายน 17, 2007 by whitechair
‘วรรณไร’ ลงบันไดบ้านมาหาผม พร้อมกับหนังสือเล่มหนา หน้าปกสวยตามสมัย ชื่อ The wind-up bird chronicle ของ Haruki Murakami ชื่อในภาษาไทยว่า ‘บันทึกนกไขลาน’ สำนวนแปลของพ่อมดนักแปล ‘นพดล เวชสวัสดิ์’
“อ่านจบแล้วเหรอ?” “จบมาหลายวันแล้วพี่”
“เป็นไงบ้างล่ะ?”
“เรื่องมันยาวน่ะพี่”
“เฮ้ย … หนังสือมันหนาขนาดนี้ คงไม่สั้นหรอก!”
เจอค้อนไปหนึ่งขวับ ผมหุบปากฉับ เตรียมเบิ่งหูรับถ้อยคำที่พร่างพรูจากแม่สาววรรณไร ไรริ้นแห่งวรรณกรรมผู้ wanna write
“มูรากามิ ก็ยังเป็นมูรากามิอยู่ มีเรื่องโลกพิลึกพิลั่นซ่อนอยู่ในบรรยากาศของโลกที่ดูเหมือนจะเป็นโลกจริงๆ แต่เล่มนี้ เขาทำการบ้านมาเยอะ มีแทรกเกร็ดประวัติศาสตร์มาด้วย”
“เรื่องราวเป็นยังไง”
“คร่าวๆ ก็เป็นบันทึกของผู้ชายวัยสามสิบคนนึงที่แต่งงานแล้ว เขาลาออกจากงานเสมียนบริษัทกฎหมายมาอยู่กับบ้านเฉยๆ เอ้อ.. ที่จริงก็ไม่เฉยๆ หรอก พี่แกก็ทำงานบ้าน ซักผ้า ซื้อของใช้เข้าบ้าน เตรียมอาหาร ไปรับเสื้อผ้าจากร้านซักแห้งให้เมีย”
“น่าเบื่อแย่ ชีวิตพ่อบ้านอย่างนั้นจะเขียนได้ยาวเหยียดอย่างนี้เชียวเหรอ”
“นี่ อย่าเพิ่งสรุปอะไรได้มั้ย นั่นมันแค่ปูพื้นของสถานการณ์ของอีกตานี่เท่านั้นแหล่ะ เรื่องราวเริ่มมีแอคชั่นมากขึ้นเมื่อเมียแกบอกให้ไปตามหาแมวที่บ้านที่หายไปในตรอกละแวกนั้น ตรอกนั่นน่ะ ร้อยวันพันปีแกก็ไม่ค่อยได้เข้าไปหรอก เพราะเป็นตรอกตันแล้วก็มีบ้านร้างอยู่หลังนึง วันนั้นแกไม่อยากขัดใจเมียก็เลยแวะไปดู”
“แล้วโดนผีในบ้านร้างหลอก”
“เปล่า แกไปเจอเด็กสาวคนนึงชื่อเมย์”
“คงเกิดเดือนพฤษภา”
“โหพี่ ถามเหมือนอีตานั่นเลยเด้ะเลย คนชื่อเมย์ คงจะเกิดเดือนมิถุนาหรอก [...]
Filed under: บทความ, วิจารณ์ | 1 ความคิดเห็น »
Posted on กันยายน 13, 2007 by whitechair
‘เบื้องหน้าคือหม้อน้ำบนเตาไฟ ที่คายไอร้อนผ่าวมาอ้าวหน้า
จึงผุดเหงื่อราวแมงลัก-ทะลักมา และเกาะบนขนตาเป็นหยาดดวง
เขายกแขนเสื้อเช็ดหยดเม็ดน้ำ ก่อนหยดฉ่ำเม็ดใสจะไหลร่วง
ลึกลึกรู้สึกได้ถึงในทรวง ว่ากำลังขับท่วงทำนองเพลง
โอบทเพลงเปล่งเสียงมาเลี้ยงหล่อ เลือดหนอก็เวียนไวก็ไหลเร่ง
บทเพลงแห่งการงานยังบรรเลง เขายังเคร่งคร่ำต่อหน้าหม้อน้ำ
เป็นคนขายก๋วยเตี๋ยวก็ต้องขายก๋วยเตี๋ยว กระเทียมเจียวต้องเหลืองให้เรืองก่ำ
เส้นเล็กแห้งหมูแดงไก่เส้นใหญ่ต้มยำ ทุกคำหอมเกรียมกระเทียมเจียว
ราววาทยกรได้ฟ้อนมือ
แต่เริ่มฝึกปรือจนมือเชี่ยว
คือชีวิตเอาจริงเพียงสิ่งเดียว ก๋วยเตี๋ยวเป็ดตุ๋นรสคุ้นลิ้น
ทุกเม็ดน้ำพราวเนื้อคือเหงื่องาน อันผลิบานหวานชื่นกว่าอื่นสิ้น
สัมมาอาชีวะ-เหงื่อระริน เขาทำมาหากินด้วยยินดี
โรยหอมซอย ตังฉ่ายแล้วใส่กับ พร้อมพร้อมกับผักกาดหอมล้อมรอบหมี่
มหาเสน่ห์นางกวัก-มิพักมี
เขาเชื่อมั่นเต็มที่ในฝีมือ
ยังก้มหน้าดูหม้ออยู่ต่อไป หมูแดงไก่เป็ดตุ๋นอันกรุ่นชื่อ
ล้วนมาจากพลังที่ถั่งฮือ โหมกระพือเร้าเร่งของเพลงงาน
เพลงงานที่ประสานเสียงมาเลี้ยงหล่อ เลือดหนอก็เวียนไวก็ไหลพล่าน
เป็นจังหวะจะโคนเพื่อดลดาล การผลิบานหวานชื่นกว่าอื่นใด
โถมชีวิตเอาจริงเพียงสิ่งเดียว ก๋วยเตี๋ยวหมี่เป็ดเส้นเล็กเส้นใหญ่
เขาลวกเสร็จสะเด็ดพลันในทันใด หอมซุปตุ๋นกรุ่นไอชื่นใจแท้’
(บทกวี “คนหน้าหม้อ”, จากเล่ม “ดอกฝัน ฤดูฝนที่แสนธรรมดา”)
———-
มนตรี ศรียงค์ พ่อค้าหมี่เป็ดตุ๋น เมืองหาดใหญ่ สงขลา
ได้รับรางวัลวรรณกรรมสร้างสรรค์ยอดเยี่ยมแห่งอาเซียน (ซีไรต์) ประจำปี 2550 จากรวมบทกวี “โลกในดวงตาข้าพเจ้า”เป็นลูกครึ่งไทย-จีน เกิด 6 มี.ค.2511 บิดาอพยพจากจีนแผ่นดินใหญ่ มาตั้งรกรากที่หาดใหญ่ มารดาเป็นชาวหัวไทร นครศรีธรรมราช มนตรีมีชื่อภาษาจีนว่า “เฉินเสี่ยวย้ง” แปลว่า “ไอ้เสือน้อย”ชีวิตวัยรุ่นสมบุกสมบันพอควร เคยหัดมวยจีนกับอาเจ็กใกล้บ้าน แต่ชอบขี่บีเอ็มเอ็กซ์ยกล้ออยู่หลังตลาดกิมหยง ก่อนจะเริ่มแสดงอิทธิฤทธิ์สมฉายา “ไอ้เสือน้อย” เมื่อเข้าร่วม “แก๊งสี่คน” ในชั้นมัธยมฯ ปลายในโรงเรียนมหาวชิราวุธ ลบภาพไอ้เด็ก “ขี้แพ้” [...]
Filed under: สัมภาษณ์ | 1 ความคิดเห็น »
Posted on กันยายน 13, 2007 by whitechair
เมื่อเร็วๆ นี้ กระทรวงการต่างประเทศเชิญ ศ.ดร.เอ็ม ดิน ซัมซูดิน ประธานองค์กร มูฮัมมาดิยาห์ องค์กรมุสลิมใหญ่อันดับ 2 ของประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งมีสมาชิก 35 ล้านคน มาเยือนประเทศไทย เพื่อลงพื้นที่สำรวจสถานการณ์ “ไฟใต้”
ในการนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภูมิพลอดุลยเดช พระราชทานพระราชวโรกาสให้ศ.ดร.ซัมซูดิน เข้าเฝ้าฯ ณ พระราชตำหนักจิตรลดารโหฐาน
ก่อนเดินทางกลับอินโดนีเซีย ศ.ดร.ซัมซูดิน ยังได้เข้าหารือกับพล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรี และพล.อ.สนธิ บุญรัตกลิน ประธานคมช. และผบ.ทบ. เพื่อแลกเปลี่ยนทัศนะ รวมทั้งมอบข้อเสนอแนะในการแก้ปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ พร้อมให้สัมภาษณ์พิเศษ ซึ่งหนึ่งในทีมงาน ‘WhiteChair’ ได้มีโอกาสเข้าไปพูดคุยกับศ.ดร.ซัมซูดิน มีสาระสำคัญดังนี้
-ท่านลงพื้นที่จังหวัดใดและพบปะหารือกับใครบ้าง?
ศ.ดร.ซัมซูดิน : จังหวัดปัตตานี ได้พบกับทั้งผู้ว่าฯ ปัตตานี ยะลา นราธิวาส รวมถึงผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการบริหารชายแดนใต้ (ศอ.บต.) และผู้นำมุสลิมประมาณ 500-600 คน
ข้อสังเกตที่ได้จากการพูดคุย สอบถาม พบว่า ผู้นำมุสลิมในภาคใต้ส่วนใหญ่เป็นพวก “สายกลาง” ไม่นิยมความรุนแรง ไม่ได้สนับสนุนกลุ่มคนที่ก่อความรุนแรงทางภาคใต้ [...]
Filed under: สัมภาษณ์ | Leave a Comment »
Posted on กันยายน 13, 2007 by whitechair
วัฒนธรรมดนตรีของโลกเลื่อนไหล ผันแปรไม่มีวันสิ้นสุด
เมื่อวานอาจเป็นวันของร็อก เฮฟวี่เมทัล อัลเทอร์เนทีฟ วันนี้อาจเป็นวันของแร็พ ฮิพฮอพ ชิลล์ เอาต์ การาจ ร็อก ไปจนถึง อีเล็กโทรแคลชแต่วันพรุ่งนี้กระแสดนตรีโลกจะพุ่งไปทางไหนเหลือจะคาดเดา ร่ำๆว่าดนตรียุค 70 กำลังจะกลับมาเป็นเทรนด์ใหม่เสียด้วยซ้ำไป
กล่าวอย่างถึงที่สุด ไม่ว่าจะเป็นดนตรีแนวไหน กาลเวลาพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า “ของจริง” เท่านั้นถึงจะอยู่รอดได้
ของจริงที่ว่านี้ไม่จำกัดรุ่น ไม่จำกัดเพศหรือวัย อยู่ที่ว่ามี “ตัวตน” ที่แท้หรือไม่ สามารถปรุงแต่งความเป็นตัวเองเข้ากับยุคสมัยได้หรือไม่เท่านั้น
ใครคนไหนมี “ลายเซ็น” ของตัวเองก็มักจะอยู่ยั้งยืนยง เป็นศิลปินที่ “ตายยาก” อยู่เสมอ
วงดนตรีที่ครั้งหนึ่งได้ชื่อว่าเป็น “คันทรี่ร็อก ทางเลือก” อย่าง The Jayhawks น่าจะเป็นตัวอย่างได้ชัดเจนที่สุด
The Jayhawks ก่อตั้งวงขึ้นมาเมื่อเดือนก.พ.ปี 1985 แกนหลักสำคัญของวงคือ มาร์ก โอลสัน อดีตมือเบสมากฝีมือของวงสแตกเกอร์ ลี ในมินนิอาโปลิส,มินเนโซต้า ส่วนสมาชิกรุ่นก่อตั้งคือ มาร์ก เพิร์ลแมน (กีตาร์),นอร์ม โรเจอร์ส (กลอง) และสมาชิกสำคัญอีกคนคือ แกรี่ ลูริส อดีตมือกีตาร์และนักแต่งเพลงฝีมือดีจากวงเซฟตี้ ลาสต์
The [...]
Filed under: วิจารณ์ | Leave a Comment »
Posted on กันยายน 13, 2007 by whitechair
หนังสือ “อื่อ..จา..จา จรัล มโนเพ็ชร” พิมพ์ครั้งแรกเมื่อเดือนก.ย.2527 โดยนิตยสาร “เพื่อนเดินทาง” ช่วงนั้นจรัลกำลังโด่งดังสุดขีด นับตั้งแต่ผลงานชุดแรก “โฟล์คซองคำเมือง ชุดอมตะ 1″ ออกวางตลาดเมื่อปี 2520หนังสือเล่มนี้ “สิเหร่” และ “ฌาน” ร่วมกันเรียบเรียง ประกอบด้วยบทสัมภาษณ์เบื้องหลังการทำเพลงโฟล์คซองคำเมืองและผลงานเพลงตั้งแต่ชุดแรก จนถึงชุดหลังสุดที่ออกมาในช่วงนั้น คือ “เอื้องผึ้ง จันผา”
บุคคลสำคัญที่มีส่วนผลักดันหรือจะเรียกว่าค้นพบจรัลก็ว่าได้ คนนั้นคือ มานิต อัชวงศ์ เจ้าของร้านเทปในเชียงใหม่ ซึ่งต่อมากลายเป็นผู้จัดการส่วนตัวจนถึงวาระสุดของจรัล มโนเพ็ชร
จรัลเล่าถึงจุดกำเนิดโฟล์คซองคำเมืองว่า ประมาณเดือนม.ค.20 ไปเล่นดนตรีงานวันเกิดเพื่อน เล่นกันคนละเพลง มาถึงผมเป็นคนสุดท้าย ก็ไม่มีเพลงจะเล่นแล้ว เลยงัดเอาเพลง “น้อยใจยา” ขึ้นมาเล่น พอร้อง เจ้าของวันเกิดกับแม่ของเพื่อนลุกขึ้นรำ
ทุกคนร้องตามได้เป็นบางช่วง บางวรรค แต่ส่วนใหญ่ฮัมทำนองได้หมด ผมจึงรู้ว่าเพลงพวกนี้มันอยู่ในจิตใจของทุกคน ถึงแม้ว่าพวกเขาจะเล่นเพลงสากลกันอยู่ก็ตาม
คืนนั้น คุณมานิต อัชวงศ์ ไปในงานเลี้ยงด้วย ก็เลยชวนผมทำเพลงคำเมือง”
มานิตเล่าถึงเหตุการณ์เดียวกันว่า พบกับจรัลในลักษณะที่แปลกมาก จำได้ดีวันนั้น 10 ม.ค.20 ในงานวันเกิดเพื่อนคนหนึ่ง
“ผมเดินขนลุกเกรียวเข้าไปในงาน ใครนะร้อง “น้อยใจยา” ได้ขนาดนี้”
นั่นคือจุดเริ่มต้นของผลงานชุด [...]
Filed under: เก็บเรื่องมาเล่า | 1 ความคิดเห็น »
Posted on กันยายน 13, 2007 by whitechair
สี่ทุ่ม ห้าทุ่ม เริ่มมองหน้า
เริ่มสบตา ลอดช่อง เครื่องคอมพ์กั้น
ได้เวลา เลิกงาน เรารู้กัน
มีฉัน มีเธอ ไม่(ค่อย)มีตังค์
จุ๊ๆๆ แอบย่องผ่าน หมูปิ้งแก้ว
ไม่ได้มา นานแล้ว ฉันแทบบ้า
ไม่ได้กิน ยำหนมจีน เป็นสัปดาห์
พี่แอ๋วจ๋า อย่าว่าเลย ฉันอยากกิน
เก้าอี้เอย เก้าอี้ นั้นสีขาว
นั่งดูดาว ความอ่อนล้า มลายสิ้น
หาดความคิด กลับพรั่งพรู คล้ายปีกบิน
ไม่ได้กิน ไม่ได้มา ไม่รู้เลย
ตีสี่ ตีห้า เริ่มมองหน้า
หัวเริ่มล้า ขาเริ่มเซ ตาเริ่มสั้น
ได้เวลา กลับบ้าน เรารู้กัน
มีความฝัน ทั้งของฉัน และของเธอ
ปอล นาโช่
Filed under: กวีกระวาด | 1 ความคิดเห็น »