‘ฮาร์ตบีต’สื่อรักรูปหัวใจ

ผมคิดว่าผมคงต้องตายผมกำลังคิดเช่นนั้นจริง ๆ

          เธอกำลังจะทิ้งผมไปทั้ง ๆ ที่ไม่มีข้อขัดแย้งหรือลางบอกเหตุใด ๆ เป็นสัญญาณเตือนล่วงหน้าให้ผมเตรียมทำใจได้เลย และทั้ง ๆ ที่เธอก็รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น

          ทุกอย่างมันฉุกละหุกฉุกเฉินเกินกว่าที่ผมจะตั้งตัวได้ทัน

          ความรู้สึกแรก

          ต้นฟังเรานะ พรุ่งนี้เราจะไปจากที่นี่ไม่เป็นไร ไม่ต้องตกใจ…”

เหมือนร่างกายจมหายไปในช่องน้ำแข็งขั้วโลก เงียบงัน เยียบเย็น ชาด้าน ความรู้สึกทั้งสามพลุ่งพล่านระคนกัน บอกไม่ถูกว่าอะไรเกิดขึ้นก่อน บอกไม่ถูกว่าตัวเองรู้สึกอย่างไร มันคงรวม ๆ กันหลอมกายให้อึ้งอั้นเป็นท่อนน้ำแข็ง

          “…มันไม่ใช่ความผิดของเธอ มันอาจเป็นความผิดของเรา ใช่! ทั้งหมดเป็นความรู้สึกของเราเอง เราจะไม่บอกเธอถึงเหตุผล แต่จะบอกให้เธอรู้ว่าเราคิดเรื่องนี้มานานแล้ว คิดทุกวัน คิดรอบคิดครอบทุกเหตุผลทั้งมวล กรอกคำถามมากมายลงไปในความคิดของเรา มันแปลงผลลัพธ์ออกมาเป็นคำตอบว่า stop, it’s enough …”

          ความรู้สึกต่อมาคือการพยายามตั้งคำถามกับดวงตาเด็ดเดี่ยวคู่นั้น แต่เหมือนช่องปากจะอัดแน่นไปด้วยก้อนหิน แขนขาถูกถ่วงด้วยตุ้มเหล็กที่มองไม่เห็น ทุกถ้อยคำที่เธอพลั่งพรูออกมาคมกริบราวใบมีด กรีดเฉือนลิ้นผมสั้นด้วน จนไม่สามารถกระดกคำพูดออกมาได้สักคำ

          “…แต่มันคงจะดีกว่าใช่ไหมที่เธอต้องรู้ อย่างน้อยก็เพื่อตัวเธอเอง และเธอก็จะได้ไม่มองว่าเราเป็นคนไม่มีเหตุผล เธอชอบบ่นเสมอว่าผู้หญิงไม่มีเหตุผล แต่นั่นล่ะคือเป็นเหตุผลหนึ่งในความไม่มีเหตุผลของผู้หญิงที่เธอชอบทำท่ารำคาญเสมอ โอเคแต่ก่อนคำว่าผมรักคุณของเธอมันอาจหวานซึ้งกินใจจนเราโง่งม จนคิดว่าคำนี้เพียงพอที่สุดแล้วสำหรับชีวิตรัก และชีวิตคู่ในอนาคต ไม่ต้องพูด ! เรารู้ว่าเธอจะบอกว่าเธอก็ยังพูดมันอยู่ทุกวัน นี่ยังไงที่เธอไม่มีเหตุผล เธอทำเป็นว่าท่องประโยคนี้ทุกวันแล้วรักมันจะหวานแหววตลอดกาลหรือไง มันก็เหมือนพระสวดมนต์น่ะแหละ ท่องบ่นทุกวี่วันโดยไม่รู้ว่ามันแปลว่าอะไร…”

          ขณะที่รู้สึกว่าตัวตนแข็งขืน ชาด้านและเยียบเย็นสุดขั้วหัวใจ แต่เหงื่อกาฬกลับปุดปูดเต็มหนังหัวล้านเลี่ยน หลอมไหลเป็นทางเข้าเบ้าตา แสบพร่าจนม่านน้ำตาไหล เป็นน้ำตาในความแตกตื่นงุนงงที่ไม่สามารถปิดก๊อกได้แล้ว

         

“…ฟังนะเราไม่เคยมีคนใหม่ ไม่เคยมีใครในชีวิตเราเลยนอกจากเธอ ความรักแรกและรักเดียวของเราก็คือเธอ ความผิดเดียวที่เธอทำให้เราตัดสินใจอย่างนี้ก็คือการเป็นตัวเธอ ความเสมอต้นเสมอปลายเกินไปของเธอที่ไม่เคยคิดเปลี่ยนแปลงอะไรเพื่อใครนั่นล่ะคือคำตอบที่เธอต้องครวญใคร่ เราก็ได้แต่หวังว่าจะได้พบใครในเร็ววันที่จะมาทำให้รักแรกของเราเลือนลางจางหายไปจากใจแห้งละโหยของเราเสียที

          เราคิดว่านี่ดีที่สุดแล้วสำหรับเราทั้งสองคน ต่างคนก็จะได้ทำในสิ่งที่ต้องการอย่างอิสระ เราจะยังเป็นเพื่อนกันก็ได้ ถ้าเธอใจกว้างขึ้น เราว่าถ้าเธอได้อยู่กับตัวเองมากขึ้น เหงามากขึ้น บางทีเธออาจจะคิดได้และเลิกคิดว่าตัวเองเป็นศูนย์กลางเสียที ที่สำคัญเธอจะได้มีเวลาเป็นของตัวเองสักที เธอจะได้ไม่ต้องมายุ่งกับเรามาก ไม่ต้องมาคอยง้อเรา ไม่ต้องเสียเวลามานั่งคุยโทรศัพท์กับเรา เธอชอบไม่ใช่เหรอ ทุกวันเธอจะบ่นอยู่เรื่องเดียวว่าไม่มีเวลา โครงการร้อยแปดพันเก้าที่เธอร่างมันไว้ในอากาศจะได้เป็นจริงเสียที เธอจะเอาเรื่องนี้ไปเขียนก็ได้นะ เอาไปเพิ่มกับอีกร้อยพล็อตที่เธอเริ่มบรรทัดแรกมันไว้เมื่อสิบปีก่อน

          นี่ล่ะเรื่องจริง ที่เธอคิดฝันไม่ถึง ไม่เหมือนนิยงนิยายที่กองพะเนินถมหัวเธออยู่นั่น เราจะทิ้งให้เธอกินความบ้าของเธอต่อไปคนเดียว อยู่คนเดียวอย่างที่เธอชอบแล้วนั่นเลิกกินซะทีได้ไหมไอ้ลูกอมนั่น เราขอร้องกี่ครั้งแล้ว เธอก็รู้ว่าเราไม่ชอบกลิ่นของมัน เธอก็ยังจะอมอยู่ได้ เห็นไหมแค่เล็ก ๆ น้อย ๆ เธอก็ทำให้เราไม่ได้…”

ถึงตอนนี้ผมยิ่งแน่ชัดแล้วว่าปรารถนาความตายยิ่งกว่าแม่โขงสักแบน ทุกครั้งเวลาเครียด หรือวันไหนที่ทะเลาะกับเธอรุนแรง ผมก็จะหลบออกไปกรอกแม่โขงสักแบน เติมความเมามายให้คลายอารมณ์แล้วค่อยกลับมางอนง้อ แต่พักหลังผมดื่มได้ไม่มากหัวใจมันคอยแต่จะตุ้ยช่องอกให้จุกกระอักจนกลืนไม่ค่อยลง หมอเคยบอกให้หันมาดื่มไวน์ พ่อแม่หมอคงไม่รู้ว่าไวน์ขวดหนึ่งมันหมายถึงข้าวสารกี่กระสอบ

          วันนี้ทุกคำพูดของเธอโบยตีก้อนหัวใจผมจนปวดแปลบ สิ่งที่เธอพูดคือความจริงแท้ที่ราดรดลงในก้นบึ้งดวงจิตของผมจนลุกร้อน ความจริงที่ผมพยายามปิดซ่อนหรือพยายามลืมมันจากชีวิต กักมันไว้ในส่วนลับเร้นของจิตใจ แล้วเอาเหตุการณ์เฉพาะหน้า และหน้าระรื่นฉาบทาไว้

          ดูเธอสิ เธอเหมือนเป็นใครที่ไม่เคยรู้จัก เธอไม่เคยว่าอะไรผมสักคำมาก่อน เธอเป็นคนพูดน้อย เป็นคนใจเย็น เป็นคนอ่อนหวาน แต่นี่มันอะไรกัน เธอกลายเป็นคนคิดเล็กคิดน้อย พูดมากและกล้าบ้าบิ่น นี่ใครเอาอะไรมาหว่านลงในความคิดของเธอกันนะ โดยเฉพาะเรื่องที่เธอกำลังบอกกับผม

         

ผมพยายามอยู่กับวันนี้ อยู่อย่างนี้ไปเรื่อย ๆ เคยมีหลายคนเคยบอกว่าผมล้อเล่นกับชีวิตเกินไป ไม่รู้จักวางแผนชีวิต บางคนว่าผมหลงเข้าไปอยู่ในนิยายที่อ่าน คิดว่าตัวเองเป็นแดนนี่ของผองเพื่อน คิดว่าตัวเองเป็นอ็อตโต แม้แต่ยายของผมก็เคยเตือนสติว่าผมชักเหมือนจักจั่นเข้าไปทุกที หลงร้องเพลงและชื่นชมกับความเพลิดเพลินของเสียงตัวเอง จนลืมไปว่าชีวิตจักจั่นนั้นมันสั้นยิ่งกว่าวงจรชีวิตยุงเสียอีก เผลอแวบเดียวจักจั่นเสียงใสก็แห้งตายคาต้นไม้ สุดท้ายมันก็เหลือเพียงร่างกลวง ๆ โปร่งใส และปลิดปลิวไปกับสายลมในที่สุด

          ผมยิ้มกับความช่างคิดของยาย และขบขันนิทานที่อีสปไม่ได้แต่งเรื่องนี้

ใครและใครอีกหลายคนต่างพร่ำเตือนผม พวกเขาสนใจอะไรผมนัก ก็นี่มันชีวิตผม สุดท้ายชีวิตผมจะจบลงแบบไอ้ฟัก ก็ไม่เห็นเป็นไร ฟักหัวแม่มึงสิ!

แต่พอเธอเดิน ไม่สิ เธอพุ่งเข้ามาในชีวิต ผมก็เริ่มที่จะนึกถึงถ้อยคำของผู้หวังดี และทบทวนถึงชีวิตของตนขึ้นมาบ้าง แต่นั่นมันก็ชั่วขณะ เพราะเธอเองก็ไม่เคยบ่นว่าเดือดร้อนอะไร

ชีวิตผมก็ดำเนินมาอีหรอบนี้ เหมือนเส้นประที่ค่อย ๆ ปะติดปะต่อไปเรื่อย ดวงอาทิตย์ก็ยังลอยข้ามหัวไปมานับได้ ๗๓๑ ครั้ง เข็มสั้นนาฬิกาหมุนได้ ๕๗๒ ครั้ง

แต่จู่ ๆ วันนี้ วันที่ดวงอาทิตย์โผล่ที่เส้นขอบฟ้า กำลังจะเริ่มต้นรอบที่ ๗๓๒ ของมันอย่างปกติวิสัย ท้องฟ้ากลับดำมืดกลบกลืนแสงเรืองรองสิ้น ราวกับมันถูกผลักจนตกจักรวาล เหลือบมองนาฬิกาบนผนังซีดจาง เข็มอันซื่อตรงที่ไม่เคยโกหกใครนอกจากตัวมันเอง ก็ดูเหมือนจะหมุนคว้าง เข็มสั้นไล่ตามเข็มยาวราวกับพยายามจะกัดกินกันเอง

เธอกำลังพูดอะไรนะ ผมพยายามฟัง แต่เสียงที่ผมได้ยินคือคามเงียบงัน ปากเธอพะงาบ ๆ เหมือนปลาในตู้ที่ผมเคยพยายามฟังว่ามันกำลังพูดอะไรกับผม ผมเคยนั่งจ้องหัดอ่านปากมันนานนับวัน ได้ความหมายเดียวเพียงว่า ปล่อย ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ

ใช่ เค้าลางมันเริ่มแต่วันนั้น เธอกลับมาจากทำงาน และไม่พูดพร่ำฟังเพลงไม่ว่าร็อกหรือแร็บ เธอกรอกเสียงเขียวอี๋ลงในช่องหูผมทันทีว่านั่งทำอะไรอยู่ พอได้คำตอบเท่านั้น หน้าเธอก็เขียวยิ่งกว่าเสียง เดินลงส้นวัดความสั่นสะเทือนได้ ๗ ริกเตอร์ไปนั่งนิ่งที่ระเบียง

เราแค่พยายามจะหัดเป็นล่ามให้มันเท่านั้น ถ้าเราฟังมันรู้เรื่องเราก็จะมีชื่อเสียงที่สุดในโลกผมเดินไปโอบเธอจากด้านหลังนี่เราแปลได้คำนึงแล้วนะ มันพูดว่าปล่อย ๆๆๆ ไม่เชื่อไปดูปากมันสิ

เธอนั่นแหละปล่อย เธอบอกเราว่าวันนี้จะทำงานให้ได้สักชิ้น แต่เธอกลับเอาเวลาทั้งวันมานั่งดูปลาหายใจ เธอก็แค่ปลาตู้ที่หายใจพะงาบ ๆ ไปวัน ๆ

ตอนนี้ปากเธอเหมือนปลาตัวนั้น ปลาตัวที่ผมเอาลูกอมรูปหัวใจสุดโปรดของผมหย่อนให้มันกิน เชื่อไหมมันเป็นปลาตะกละจริง ๆ มันฮุบคำเดียวไม่ต้องเคี้ยวเลย และคืนเดียวกันนั้นมันก็ลอยหงายท้องอวดพุงขาว ๆ ของมันให้เธอดู

ต้นต้นต้นนี่เธอไม่ได้ฟังเราเลยใช่ไหม เห็นไหมว่าเธอไม่เคยเปลี่ยนแปลง เธอมักไม่ฟังเราเสมอเวลาที่เราพูดความจริงเกี่ยวกับตัวเธอ เธอจะหนีมันทุกครั้ง หนีทวนไปกับลมในรูหูของเธอ เมื่อเธอไม่ฟังที่เราอธิบายเลย มันก็ไม่จำเป็นแล้วที่จะต้องพูดอะไรกันให้มากความ ลาก่อน เธอนึกทบทวนดูเอาเองก็แล้วกันว่าทำไมเหตุการณ์นี้ถึงเกิดขึ้นได้ แต่ขอให้เธอรู้ไว้เท่านั้นว่าเราประคับประคองมันไปไม่ไหวแล้ว มันหนัก มันเหนื่อย เพราะเธอปล่อยให้เราทำมันอยู่คนเดียว ส่วนเธอก็ลอยอยู่เหนือปัญหาทั้งมวลมาตลอด ในเมื่อเกมนี้ต้องเล่นกันสองคน อีกคนหนึ่งไม่พร้อม เราก็จำเป็นต้องถอนตัว เพราะชีวิตของเรายังมีอีกหลายเกมที่ยังไม่ได้เล่น เธอฟังอยู่ใช่ไหมต้น …”

เสียงเธอเงียบหายไปอีกแล้ว ได้ยินแต่เสียงลมหายใจของตัวเอง และจังหวะเต้นของหัวใจที่ไวเหมือนหัวใจไก่ แรงราวกับกระบอกลูกสูบของเครื่องยนต์ ๑๕๐ แรงม้า จนแทบจะพุ่งพล่านออกมาจากช่องอก

วันนั้น วันแห่งเค้ารางนั้น หลังคำพูดที่เธอไม่เคยพูดอย่างนั้นกับผมมาก่อน ผมนั่งหายใจไม่ออก ก้าวขาไปไหนไม่ได้ หัวใจบีบรัดระรัวยิ่งกว่ากองศึก รู้สึกชาด้านไปทั้งร่าง แยกไม่ออกว่ารู้สึกร้อนหรือหนาวมากกว่ากัน สายตาพร่ามัวด้วยม่านน้ำตา

ผมถูกส่งเข้าโรงพยาบาลเพราะเธอหันมาเห็นพอดี นาทีนั้นผมไม่อาจเห็นได้ว่าสีหน้าเธอเป็นอย่างไร นอกจากเสียงแตกตื่นและร่ำไห้

ผมยังจำได้เธอสัญญาว่าจะไม่ทำให้ผมเป็นอย่างนี้อีก เธอเพิ่งจะรู้ เธอขอโทษ ผมเองก็บอกเธอว่าไม่ต้องขอโทษ เพราะผมเองก็เพิ่งรู้เช่นกันว่าผมเป็นโรคฮาร์ตบีตอ่อนแอ

วันนี้ วันแห่งดวงอาทิตย์ดับ เธอเดินหันหลังให้ผม ทั้งที่เคยสัญญาไว้ และทั้ง ๆ ที่รู้ ผมค่อย ๆ ทรุดร่างลงนอนกับพื้นหมดสิ้นเรี่ยวแรง

ผมผิดมากหรือ ผมทบทวน ผมไม่รักเธอจริง ๆ เหรอ ถ้าผมไม่รักเธอแล้วทำไมมันถึงได้เจ็บอย่างนี้ เธอจะรู้ไหมนะว่าผมทรมานแค่ไหน

นี่ผมกำลังจะตายกระนั้นหรือ ผมกำลังจะเป็นเช่นนั้นจริง ๆ เหรอ

ผมแกะเม็ดลูกอมอย่างยากเย็นมือสั่นยึกยือ ผมต้องกินลูกอม ผมจะต้องไม่เป็นไร ลูกอมช่วยให้ชุ่มคอ ผมจะต้องหาย ผมยังไม่ได้พูด ยังไม่ได้บอกเธอหลายสิ่งหลายอย่าง

ใช่ สิ่งที่เธอพูดมานั้นถูกต้องพันเปอร์เซนต์ มันถูกจนกระทั่งก่อนที่เธอจะเดินเข้าในห้อง

ผมเพิ่งจบจดหมายที่เป็นข่าวดีที่สุดในชีวิต

เธอเดินออกไปแล้ว ไม่เหลียวกลับมามองอย่างที่เคย

ผมหยิบจดหมายขึ้นมาจากพื้นด้วยมือสั่นเทา แล้วกำมันไว้ด้วยอุ้งมือ ส่วนปลายนิ้วหงิกงอแข็งขืนก็ช่วยกันแกะลูกอมรูปหัวใจสีแดงออกมา

ผมไม่มีเวลาแล้ว เลือดในกายราวถูกต้มด้วยไฟอเวจี แต่เหงื่อกาฬกลับเย็นเยียบ ตอนนี้ผมได้แต่นอนเหยียดหงายมองพัดลมเพดานที่กำลังจะล่วงลงมาใส่

ผมค่อย ๆ ประคองลูกอมอย่างยากเย็นหย่อนลงในปาก แต่มันกลับไหลลื่นไปค้างนิ่งเหนือลิ้นไก่ กลายเป็นจุกก๊อกขวดไวน์อัดแน่นในช่องคอ

ภาพวัยเด็ก พ่อ แม่ ยาย ผู้คนรอบกาย ดินแดนที่เคยไปเที่ยวท่องมาทุกแห่งหนล้วนเป็นสีเทามืด ภาพเธอผุดขึ้นมารวดเร็วเหมือนกรอเทปวิดีโอ ผมรักเธอ ผมอยากสิ่งหนึ่งกับเธอ

สิ่งสุดท้ายที่ผมจะบอกเธอก็คือเรื่องสั้น ฮาร์ตบีต สื่อรักรูปหัวใจของผมได้รับการตีพิมพ์แล้ว ผมไม่ได้เป็นอย่างที่เธอกล่าวหาแล้ว รูปวาดเกิดขึ้นบนผืนผ้าใบแล้ว มันมิได้ว่างเปล่าแล้ว

สิ่งที่ดีที่สุดเกิดขึ้นแล้ว

บุญพา วาสนาส่ง

หลุมบ่อ

1.

“แดดร้อนจัง” มาลีพูดกับเพื่อนของเธอ

เธอกำลังเล่นกองทรายอยู่ในพื้นที่ก่อสร้างแห่งหนึ่ง ใจกลางกรุงเทพมหานคร มาลีเป็นเด็กตัวเล็ก ผิวคล้ำ เหมือนกับเด็กผู้หญิงอายุ 6 ขวบทั่วไป เธอและเพื่อนไว้ผมทรงเดียวกันหมด คือตัดสั้นแค่ติ่งหู

วันนี้ก็เหมือนกับทุกวัน ที่นอกจากอากาศจะร้อนจัดแล้ว มาลียังต้องอยู่ตามลำพัง เพราะพ่อของเธอต้องทำงานอยู่ในไซท์ตั้งแต่มาลียังไม่ตื่น อันที่จริงเธอเองก็ไม่ได้อยู่ตามลำพังนักหรอก เพราะยังมีเพื่อนลูกคนงานก่อสร้างเหมือนกันอีก 4 คน คอยเล่นเป็นเพื่อน พวกเด็กทั้งหมดไม่ได้เข้าโรงเรียน

มาลีไม่มีแม่…แม่ของเธอทิ้งเธอไปตั้งแต่เธอเกิดในโรงพยาบาล ซึ่งเธอไม่ได้รู้สึกเสียใจแต่อย่างใด เพราะในหมู่คนที่เธอรู้จักแถวๆนี้ ก็ทิ้งกันเป็นเรื่องปรกติอยู่แล้ว ไม่ว่าจะทิ้งกันเพราะความอดอยาก ทิ้งเพื่อไปอยู่กับลูกใหม่(มาลีเข้าใจว่าอย่างนั้น) หรือจากกันด้วยอุบัติเหตุก็สุดแล้วแต่ ทุกวัน มาลีอาศัยเพื่อนคนงานของพ่อเป็นทั้งครู คนดูแล พ่อครัวไปในตัว แค่นี้เธอก็อยู่ได้แล้ว

2.

“ปั้นให้กลมๆ เลยนะ แต่อย่าให้ใหญ่กว่าของกูล่ะ ไหนดูเด่ะ”

เพื่อนคนหนึ่งในกลุ่มพูดขึ้น พวกเด็กๆกำลังจะเล่นดีดลูกหิน โดยขั้นแรกทุกคนต้องแอบไปเอาปูนที่เพิ่งผสมเสร็จจาก “ที่ทำงาน” ของพ่อแม่มาปั้นเป็นลูกกลมๆ เสร็จแล้วก็เอาไปฝังไว้ในกองทราย รอให้ปูนแข็ง ก็เป็นอันเสร็จ มาลีชอบปั้นปูนมากกว่าเล่นลูกหินซะอีก เธอปั้นไว้หลายลูกกะว่าจะเก็บเอาไว้เล่นคนเดียวตอนกลางคืนที่เพิงพักคนงาน เวลาที่พ่อของเธอไปกินเหล้าแล้วกลับดึก…เธอปั้นได้ 3 ลูกแล้ว

ช่วงระหว่างนั่งรอให้ลูกหิน(ลูกปูน)แข็ง มาลีนั่งกอดเข่ามองกองทราย…เธอชอบกองทรายเพราะมันคือของเล่นของเธอ “เกิดมาก็เห็นกองทรายแล้ว” เด็กน้อยฝันถึงที่ราบกว้างใหญ่ที่เต็มไปด้วยทราย ทะเลทรายนั่นเองที่มาลีอยากไป เธอเคยเห็นทะเลทรายจากในทีวี แต่เธอคงต้องหารองเท้ามาใส่ เพราะทะเลทรายที่เธอเห็นนั้นมีทั้งงู และแมงป่องอยู่ด้วย

แต่ที่มาลีเห็นตอนนี้มีแต่ตึก ตึกที่รายล้อมพื้นที่ที่เธออยู่ โดยมีแผงสังกะสีกั้นเป็นกำแพง “เขากั้นไว้ไม่ให้เด็กออกไปซน เดี๋ยวโดนรถชนตาย” พ่อบอกเธออย่างนั้น พวกผู้ใหญ่นี่ถ้าจะกลัวรถกันมาก

มาลีมองเห็นระเบียงห้องๆหนึ่งข้างหน้าเธอ…เห็นเด็กในวัยเดียวกันกับเธอและเพื่อนๆกำลังนั่งห้อยขากินอะไรบางอย่าง มาลีไม่มีมื้อเที่ยง ที่นี่มีแต่เช้ากับเย็น แต่วันนี้เธอกลับรู้สึกหิว “เป็นเพราะเจ้าเด็กคนนี้รึเปล่านะ” เธอคิด เด็กน้อยใช้มือคุ้ยกองทรายคว้าลูกหินทั้ง 3 ลูกแล้วลุกยืน เธอรู้สึกคิดถึงพ่อขึ้นมา…

3.

สมบูรณ์เงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าที่ตอนนี้มีภาพเป็นกรอบสี่เหลี่ยมขอบดำ แดดส่องแรง เขาอยู่ในหลุมเสาเข็มใจกลางของตึกในอนาคตที่เขากับเพื่อนคนงานช่วยกันสร้าง แต่คงไม่ได้มาอยู่ตอนมันสร้างเสร็จ

สมบูรณ์จากบ้านมาตั้งแต่ยังหนุ่ม เขาทำมาแล้วเกือบทุกอย่างในมหานครแห่งนี้ แต่ส่วนใหญ่จะเป็นงานรับจ้าง หลังจากพบรักกับสาวบ้านเดียวกันที่มาทำงานโรงงานในกรุงเทพฯ และมีลูกสาวด้วยกันหนึ่งคน เมียที่เด็กกว่าเขาเกือบ 10 ปี ก็ทิ้งเขากับลูกไว้ให้อยู่กันตามลำพัง เขาไม่มีเงินส่งลูกเรียน ที่ทำได้ก็แค่เลี้ยงไม่ให้อดตายเท่านั้นเอง

แต่เขามีแผนการสำหรับอนาคตแล้ว ชายกลางคนฝันถึงทุ่งนากว้างใหญ่ ทุ่งนาที่เต็มไปด้วยรวงข้าว นาที่มีเขาเป็นเจ้าของ การทำนาเป็นสิ่งเดียวที่เขารู้จักดี เพราะเกิดมาเขาก็เห็นท้องนาเป็นสิ่งแรก สมบูรณ์ต้องการชีวิตที่ดีกว่านี้ ฐานะสูงขึ้น แต่ที่เขาต้องทำตอนนี้คือขุดให้ลึกลงไป มันช่างขัดแย้งกันเสียจริง สมบูรณ์คิด

4.

สมบูรณ์ผูกเหล็กเส้นเล็กรอบแกนเหล็กเสาเข็มเรียบร้อยแล้ว เขาลุกยืน รู้สึกหน้ามืดนิดๆ เขาคงจะแก่ลงไปมากไม่ค่อยแข็งแรงเหมือนเก่า เขาคิด นี่ก็บ่ายกว่าแล้ว วันนี้เขาจะหุงข้าวเหนียวให้มาลีลูกสาวได้กินเป็นพิเศษ อาจเป็นเพราะภาพทุ่งนาในหัวก็ได้ที่ทำให้เขาหิวเร็วกว่าปรกติ

เขาปีนขึ้นมาถึงปากหลุมแล้ว โดยใช้เท้าเหยียบเสาเข็มไว้ข้างหนึ่ง อีกข้างยันกับขอบดินรอบหลุม ที่เหลือก็แค่คว้าขอบหลุมให้มั่น แล้วยกตัวขึ้นก็เท่านั้นเอง พลันเท้าข้างที่เหยียบขอบดันเกิดลื่น เขาตกลงไปในบ่อเสาเข็ม มือไม้ตวัดมั่ว คว้าได้แต่อากาศ ห้วงเวลานั้นเองเขาคิดถึงมาลี…

5.

“ฮ้าวววว” อณูนั่งหาวหวอดๆ บนรถเมล์ เขาดูนาฬิกาข้อมือ

“วันนี้ก็สายอีกกู”

สภาพการจราจรบนถนนจรัลสนิทวงศ์ช่างนิ่งสนิทเหมือนชื่อ ยิ่งตอนนี้เป็นช่วงเช้าตรู่อันเป็นช่วงเวลาที่ทุกคนพร้อมกายกันออกจากบ้านไปทำงาน(แต่ไม่พร้อมใจหรอก อย่างน้อยก็อณูคนหนึ่งล่ะ)

เขาจ่ายเงินค่าโดยสาร เก็บตั๋วรถเมล์ไว้ในกระเป๋าเสื้อ แต่พอกระเป๋ารถเมล์หันหลังไปเขาก็เอาตั๋วมาเหน็บไว้ตรงเบาะข้างหน้าตัวเอง พลางเตรียมหลับตาไว้ก่อนเผื่อมีเด็กนักเรียนขึ้นรถมา อณูมีข้ออ้างกับตัวเองเสมอ เวลาทำเช่นนี้

“เรานั่งนานกว่า ไปไกลกว่า เด็กเดี๋ยวก็ลงแล้ว ใครมันจะเลือกเรียนโรงเรียนไกลบ้านตัวเองเกิน5-6ป้ายรถเมล์” (เป็นต้น)

แต่วันนี้เขาโชคดีกว่าทุกวัน เพราะตาลุงที่มานั่งข้างๆ กางหนังสือพิมพ์ออกอ่านซะเต็มที่

“ช่วยบังได้ดีจริงๆ เยี่ยมมากลุง” อณูคิด

การที่ต้องนั่งข้างคนอ่านหนังสือพิมพ์บนรถเมล์นั้น ทำให้เขาอดไม่ได้ที่จะต้องเหลือบตาไปดูบ้าง พลันตาก็ไปพบเห็นกับภาพข่าวที่ดูน่าสนใจ(ตามความคิดของเขา) เป็นภาพคนโดนเหล็กเสียบ เขาอ่านใต้ภาพ

เสียบจู๋ - หนุ่มคนงานก่อสร้างดวงกุด พลัดตกลงไปในบ่อเสาเข็ม โดนเหล็กเสียบอวัยวะเพศทะลุไปออกข้างหลังที่ก้น ต่อหน้าลูกสาว เจ้าหน้าที่ต้องช่วยกันตัดเหล็กออกอย่างทุลักทุเลเพื่อนำคนเจ็บส่งโรงพยาบาลต่อไป เมื่อวันก่อน

อณูตาสว่าง หายง่วงแล้ว เขาเลือกที่จะชมวิวนอกหน้าต่าง หากแต่หัวเข่าทั้งสองข้างเริ่มหุบเข้าหากัน..

ปอล นาโช่

ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.