มี’ประสบการณ์’มาขาย!

กรอบนโยบาย การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย” (ททท.) ช่วง 3-4 ปีข้างหน้ากำหนดไว้คร่าวๆ จะวางแผนดึงตลาดกลุ่ม นักท่องเที่ยวคุณภาพให้มาเยือนเมืองไทยมากขึ้น

สอดคล้องกับผลการสำรวจในหลายประ เทศ อาทิ สหรัฐอเมริกาและออสเตรเลีย ที่พบว่า กลุ่มนักท่องเที่ยวระดับคุณภาพ มีเงินถุงเงินถังนี่แหละ นับวันยิ่งขยายตัวมากขึ้น

นอกจากนั้น ยังเป็นตลาดที่เต็มใจควักเงินเป็นแสนๆ บาท เพื่อซื้อแพ็กเกจเข้ามาท่องเที่ยวลิ้มลอง ประสบการณ์ใหม่ในต่างแดน หลีกหนีความจำเจในประเทศตัวเองนักเที่ยวประเภทนี้เรียกว่ากลุ่ม เอ็กซ์พีเรียนเชียล แทรเวล

มีความต้องการคล้ายกับกลุ่มนักท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม (คัลเจอร์รัล ทัวริซึ่ม) เพียงแต่เปิดมุมมองกว้างกว่าแง่มุมการท่องเที่ยวเฉพาะด้านศิลปะวัฒนธรรม

พูดให้เห็นภาพก็คือ กลุ่ม เอ็กซ์พีเรียนเชียล แทรเวลถ้าจะให้เที่ยวเชิงวัฒนธรรมก็ชอบแต่ถ้ามีทัวร์จัดพาเดินบุกป่าฝ่าดง อะเมซอนเพื่อสำรวจระบบนิเวศและเก็บสมุนไพรในป่ามาต้มชงดื่มเองนั่นยิ่งชอบใหญ่ ซึ่งทัวร์แบบนี้มีขายจริงๆ ในสหรัฐ

สมาคมศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยเยลก็มีธุรกิจนำเที่ยวลักษณะข้างต้นเช่นกัน โดยทำร่วมกับบริษัทเอกชน คิดค่าหัวคนละเกือบ 2 แสนบาท หนึ่งในโปรแกรมทัวร์ที่จัดเตรียมไว้ เช่นพาตระเวนดูศิลปะการทำอาหารอันเลื่องชื่อของแคว้นทัสกานี ประเทศอิตาลี เจาะลึกเมนูอาหารท้องถิ่น รวมถึงกระบวนการผลิตไวน์และกรรมวิธีคั่วกาแฟสไตล์ทัสกานี่

ว่าไปแล้วสำหรับตลาด เอ็กซ์พีเรียนเชียล แทรเวลนั้นไทยเรามีศักยภาพไม่แพ้ชาติไหนในโลก.. เพียงแต่ขอให้เป็นการมอบประสบการณ์ดีๆ ให้นักท่องเที่ยวก็แล้วกัน เรื่องโด่งดังแนวโลกียะในอดีตจะได้เพลาๆ ลงหน่อย!

วันเสาร์

‘ฮาร์ตบีต’สื่อรักรูปหัวใจ

ผมคิดว่าผมคงต้องตายผมกำลังคิดเช่นนั้นจริง ๆ

          เธอกำลังจะทิ้งผมไปทั้ง ๆ ที่ไม่มีข้อขัดแย้งหรือลางบอกเหตุใด ๆ เป็นสัญญาณเตือนล่วงหน้าให้ผมเตรียมทำใจได้เลย และทั้ง ๆ ที่เธอก็รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น

          ทุกอย่างมันฉุกละหุกฉุกเฉินเกินกว่าที่ผมจะตั้งตัวได้ทัน

          ความรู้สึกแรก

          ต้นฟังเรานะ พรุ่งนี้เราจะไปจากที่นี่ไม่เป็นไร ไม่ต้องตกใจ…”

เหมือนร่างกายจมหายไปในช่องน้ำแข็งขั้วโลก เงียบงัน เยียบเย็น ชาด้าน ความรู้สึกทั้งสามพลุ่งพล่านระคนกัน บอกไม่ถูกว่าอะไรเกิดขึ้นก่อน บอกไม่ถูกว่าตัวเองรู้สึกอย่างไร มันคงรวม ๆ กันหลอมกายให้อึ้งอั้นเป็นท่อนน้ำแข็ง

          “…มันไม่ใช่ความผิดของเธอ มันอาจเป็นความผิดของเรา ใช่! ทั้งหมดเป็นความรู้สึกของเราเอง เราจะไม่บอกเธอถึงเหตุผล แต่จะบอกให้เธอรู้ว่าเราคิดเรื่องนี้มานานแล้ว คิดทุกวัน คิดรอบคิดครอบทุกเหตุผลทั้งมวล กรอกคำถามมากมายลงไปในความคิดของเรา มันแปลงผลลัพธ์ออกมาเป็นคำตอบว่า stop, it’s enough …”

          ความรู้สึกต่อมาคือการพยายามตั้งคำถามกับดวงตาเด็ดเดี่ยวคู่นั้น แต่เหมือนช่องปากจะอัดแน่นไปด้วยก้อนหิน แขนขาถูกถ่วงด้วยตุ้มเหล็กที่มองไม่เห็น ทุกถ้อยคำที่เธอพลั่งพรูออกมาคมกริบราวใบมีด กรีดเฉือนลิ้นผมสั้นด้วน จนไม่สามารถกระดกคำพูดออกมาได้สักคำ

          “…แต่มันคงจะดีกว่าใช่ไหมที่เธอต้องรู้ อย่างน้อยก็เพื่อตัวเธอเอง และเธอก็จะได้ไม่มองว่าเราเป็นคนไม่มีเหตุผล เธอชอบบ่นเสมอว่าผู้หญิงไม่มีเหตุผล แต่นั่นล่ะคือเป็นเหตุผลหนึ่งในความไม่มีเหตุผลของผู้หญิงที่เธอชอบทำท่ารำคาญเสมอ โอเคแต่ก่อนคำว่าผมรักคุณของเธอมันอาจหวานซึ้งกินใจจนเราโง่งม จนคิดว่าคำนี้เพียงพอที่สุดแล้วสำหรับชีวิตรัก และชีวิตคู่ในอนาคต ไม่ต้องพูด ! เรารู้ว่าเธอจะบอกว่าเธอก็ยังพูดมันอยู่ทุกวัน นี่ยังไงที่เธอไม่มีเหตุผล เธอทำเป็นว่าท่องประโยคนี้ทุกวันแล้วรักมันจะหวานแหววตลอดกาลหรือไง มันก็เหมือนพระสวดมนต์น่ะแหละ ท่องบ่นทุกวี่วันโดยไม่รู้ว่ามันแปลว่าอะไร…”

          ขณะที่รู้สึกว่าตัวตนแข็งขืน ชาด้านและเยียบเย็นสุดขั้วหัวใจ แต่เหงื่อกาฬกลับปุดปูดเต็มหนังหัวล้านเลี่ยน หลอมไหลเป็นทางเข้าเบ้าตา แสบพร่าจนม่านน้ำตาไหล เป็นน้ำตาในความแตกตื่นงุนงงที่ไม่สามารถปิดก๊อกได้แล้ว

         

“…ฟังนะเราไม่เคยมีคนใหม่ ไม่เคยมีใครในชีวิตเราเลยนอกจากเธอ ความรักแรกและรักเดียวของเราก็คือเธอ ความผิดเดียวที่เธอทำให้เราตัดสินใจอย่างนี้ก็คือการเป็นตัวเธอ ความเสมอต้นเสมอปลายเกินไปของเธอที่ไม่เคยคิดเปลี่ยนแปลงอะไรเพื่อใครนั่นล่ะคือคำตอบที่เธอต้องครวญใคร่ เราก็ได้แต่หวังว่าจะได้พบใครในเร็ววันที่จะมาทำให้รักแรกของเราเลือนลางจางหายไปจากใจแห้งละโหยของเราเสียที

          เราคิดว่านี่ดีที่สุดแล้วสำหรับเราทั้งสองคน ต่างคนก็จะได้ทำในสิ่งที่ต้องการอย่างอิสระ เราจะยังเป็นเพื่อนกันก็ได้ ถ้าเธอใจกว้างขึ้น เราว่าถ้าเธอได้อยู่กับตัวเองมากขึ้น เหงามากขึ้น บางทีเธออาจจะคิดได้และเลิกคิดว่าตัวเองเป็นศูนย์กลางเสียที ที่สำคัญเธอจะได้มีเวลาเป็นของตัวเองสักที เธอจะได้ไม่ต้องมายุ่งกับเรามาก ไม่ต้องมาคอยง้อเรา ไม่ต้องเสียเวลามานั่งคุยโทรศัพท์กับเรา เธอชอบไม่ใช่เหรอ ทุกวันเธอจะบ่นอยู่เรื่องเดียวว่าไม่มีเวลา โครงการร้อยแปดพันเก้าที่เธอร่างมันไว้ในอากาศจะได้เป็นจริงเสียที เธอจะเอาเรื่องนี้ไปเขียนก็ได้นะ เอาไปเพิ่มกับอีกร้อยพล็อตที่เธอเริ่มบรรทัดแรกมันไว้เมื่อสิบปีก่อน

          นี่ล่ะเรื่องจริง ที่เธอคิดฝันไม่ถึง ไม่เหมือนนิยงนิยายที่กองพะเนินถมหัวเธออยู่นั่น เราจะทิ้งให้เธอกินความบ้าของเธอต่อไปคนเดียว อยู่คนเดียวอย่างที่เธอชอบแล้วนั่นเลิกกินซะทีได้ไหมไอ้ลูกอมนั่น เราขอร้องกี่ครั้งแล้ว เธอก็รู้ว่าเราไม่ชอบกลิ่นของมัน เธอก็ยังจะอมอยู่ได้ เห็นไหมแค่เล็ก ๆ น้อย ๆ เธอก็ทำให้เราไม่ได้…”

ถึงตอนนี้ผมยิ่งแน่ชัดแล้วว่าปรารถนาความตายยิ่งกว่าแม่โขงสักแบน ทุกครั้งเวลาเครียด หรือวันไหนที่ทะเลาะกับเธอรุนแรง ผมก็จะหลบออกไปกรอกแม่โขงสักแบน เติมความเมามายให้คลายอารมณ์แล้วค่อยกลับมางอนง้อ แต่พักหลังผมดื่มได้ไม่มากหัวใจมันคอยแต่จะตุ้ยช่องอกให้จุกกระอักจนกลืนไม่ค่อยลง หมอเคยบอกให้หันมาดื่มไวน์ พ่อแม่หมอคงไม่รู้ว่าไวน์ขวดหนึ่งมันหมายถึงข้าวสารกี่กระสอบ

          วันนี้ทุกคำพูดของเธอโบยตีก้อนหัวใจผมจนปวดแปลบ สิ่งที่เธอพูดคือความจริงแท้ที่ราดรดลงในก้นบึ้งดวงจิตของผมจนลุกร้อน ความจริงที่ผมพยายามปิดซ่อนหรือพยายามลืมมันจากชีวิต กักมันไว้ในส่วนลับเร้นของจิตใจ แล้วเอาเหตุการณ์เฉพาะหน้า และหน้าระรื่นฉาบทาไว้

          ดูเธอสิ เธอเหมือนเป็นใครที่ไม่เคยรู้จัก เธอไม่เคยว่าอะไรผมสักคำมาก่อน เธอเป็นคนพูดน้อย เป็นคนใจเย็น เป็นคนอ่อนหวาน แต่นี่มันอะไรกัน เธอกลายเป็นคนคิดเล็กคิดน้อย พูดมากและกล้าบ้าบิ่น นี่ใครเอาอะไรมาหว่านลงในความคิดของเธอกันนะ โดยเฉพาะเรื่องที่เธอกำลังบอกกับผม

         

ผมพยายามอยู่กับวันนี้ อยู่อย่างนี้ไปเรื่อย ๆ เคยมีหลายคนเคยบอกว่าผมล้อเล่นกับชีวิตเกินไป ไม่รู้จักวางแผนชีวิต บางคนว่าผมหลงเข้าไปอยู่ในนิยายที่อ่าน คิดว่าตัวเองเป็นแดนนี่ของผองเพื่อน คิดว่าตัวเองเป็นอ็อตโต แม้แต่ยายของผมก็เคยเตือนสติว่าผมชักเหมือนจักจั่นเข้าไปทุกที หลงร้องเพลงและชื่นชมกับความเพลิดเพลินของเสียงตัวเอง จนลืมไปว่าชีวิตจักจั่นนั้นมันสั้นยิ่งกว่าวงจรชีวิตยุงเสียอีก เผลอแวบเดียวจักจั่นเสียงใสก็แห้งตายคาต้นไม้ สุดท้ายมันก็เหลือเพียงร่างกลวง ๆ โปร่งใส และปลิดปลิวไปกับสายลมในที่สุด

          ผมยิ้มกับความช่างคิดของยาย และขบขันนิทานที่อีสปไม่ได้แต่งเรื่องนี้

ใครและใครอีกหลายคนต่างพร่ำเตือนผม พวกเขาสนใจอะไรผมนัก ก็นี่มันชีวิตผม สุดท้ายชีวิตผมจะจบลงแบบไอ้ฟัก ก็ไม่เห็นเป็นไร ฟักหัวแม่มึงสิ!

แต่พอเธอเดิน ไม่สิ เธอพุ่งเข้ามาในชีวิต ผมก็เริ่มที่จะนึกถึงถ้อยคำของผู้หวังดี และทบทวนถึงชีวิตของตนขึ้นมาบ้าง แต่นั่นมันก็ชั่วขณะ เพราะเธอเองก็ไม่เคยบ่นว่าเดือดร้อนอะไร

ชีวิตผมก็ดำเนินมาอีหรอบนี้ เหมือนเส้นประที่ค่อย ๆ ปะติดปะต่อไปเรื่อย ดวงอาทิตย์ก็ยังลอยข้ามหัวไปมานับได้ ๗๓๑ ครั้ง เข็มสั้นนาฬิกาหมุนได้ ๕๗๒ ครั้ง

แต่จู่ ๆ วันนี้ วันที่ดวงอาทิตย์โผล่ที่เส้นขอบฟ้า กำลังจะเริ่มต้นรอบที่ ๗๓๒ ของมันอย่างปกติวิสัย ท้องฟ้ากลับดำมืดกลบกลืนแสงเรืองรองสิ้น ราวกับมันถูกผลักจนตกจักรวาล เหลือบมองนาฬิกาบนผนังซีดจาง เข็มอันซื่อตรงที่ไม่เคยโกหกใครนอกจากตัวมันเอง ก็ดูเหมือนจะหมุนคว้าง เข็มสั้นไล่ตามเข็มยาวราวกับพยายามจะกัดกินกันเอง

เธอกำลังพูดอะไรนะ ผมพยายามฟัง แต่เสียงที่ผมได้ยินคือคามเงียบงัน ปากเธอพะงาบ ๆ เหมือนปลาในตู้ที่ผมเคยพยายามฟังว่ามันกำลังพูดอะไรกับผม ผมเคยนั่งจ้องหัดอ่านปากมันนานนับวัน ได้ความหมายเดียวเพียงว่า ปล่อย ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ

ใช่ เค้าลางมันเริ่มแต่วันนั้น เธอกลับมาจากทำงาน และไม่พูดพร่ำฟังเพลงไม่ว่าร็อกหรือแร็บ เธอกรอกเสียงเขียวอี๋ลงในช่องหูผมทันทีว่านั่งทำอะไรอยู่ พอได้คำตอบเท่านั้น หน้าเธอก็เขียวยิ่งกว่าเสียง เดินลงส้นวัดความสั่นสะเทือนได้ ๗ ริกเตอร์ไปนั่งนิ่งที่ระเบียง

เราแค่พยายามจะหัดเป็นล่ามให้มันเท่านั้น ถ้าเราฟังมันรู้เรื่องเราก็จะมีชื่อเสียงที่สุดในโลกผมเดินไปโอบเธอจากด้านหลังนี่เราแปลได้คำนึงแล้วนะ มันพูดว่าปล่อย ๆๆๆ ไม่เชื่อไปดูปากมันสิ

เธอนั่นแหละปล่อย เธอบอกเราว่าวันนี้จะทำงานให้ได้สักชิ้น แต่เธอกลับเอาเวลาทั้งวันมานั่งดูปลาหายใจ เธอก็แค่ปลาตู้ที่หายใจพะงาบ ๆ ไปวัน ๆ

ตอนนี้ปากเธอเหมือนปลาตัวนั้น ปลาตัวที่ผมเอาลูกอมรูปหัวใจสุดโปรดของผมหย่อนให้มันกิน เชื่อไหมมันเป็นปลาตะกละจริง ๆ มันฮุบคำเดียวไม่ต้องเคี้ยวเลย และคืนเดียวกันนั้นมันก็ลอยหงายท้องอวดพุงขาว ๆ ของมันให้เธอดู

ต้นต้นต้นนี่เธอไม่ได้ฟังเราเลยใช่ไหม เห็นไหมว่าเธอไม่เคยเปลี่ยนแปลง เธอมักไม่ฟังเราเสมอเวลาที่เราพูดความจริงเกี่ยวกับตัวเธอ เธอจะหนีมันทุกครั้ง หนีทวนไปกับลมในรูหูของเธอ เมื่อเธอไม่ฟังที่เราอธิบายเลย มันก็ไม่จำเป็นแล้วที่จะต้องพูดอะไรกันให้มากความ ลาก่อน เธอนึกทบทวนดูเอาเองก็แล้วกันว่าทำไมเหตุการณ์นี้ถึงเกิดขึ้นได้ แต่ขอให้เธอรู้ไว้เท่านั้นว่าเราประคับประคองมันไปไม่ไหวแล้ว มันหนัก มันเหนื่อย เพราะเธอปล่อยให้เราทำมันอยู่คนเดียว ส่วนเธอก็ลอยอยู่เหนือปัญหาทั้งมวลมาตลอด ในเมื่อเกมนี้ต้องเล่นกันสองคน อีกคนหนึ่งไม่พร้อม เราก็จำเป็นต้องถอนตัว เพราะชีวิตของเรายังมีอีกหลายเกมที่ยังไม่ได้เล่น เธอฟังอยู่ใช่ไหมต้น …”

เสียงเธอเงียบหายไปอีกแล้ว ได้ยินแต่เสียงลมหายใจของตัวเอง และจังหวะเต้นของหัวใจที่ไวเหมือนหัวใจไก่ แรงราวกับกระบอกลูกสูบของเครื่องยนต์ ๑๕๐ แรงม้า จนแทบจะพุ่งพล่านออกมาจากช่องอก

วันนั้น วันแห่งเค้ารางนั้น หลังคำพูดที่เธอไม่เคยพูดอย่างนั้นกับผมมาก่อน ผมนั่งหายใจไม่ออก ก้าวขาไปไหนไม่ได้ หัวใจบีบรัดระรัวยิ่งกว่ากองศึก รู้สึกชาด้านไปทั้งร่าง แยกไม่ออกว่ารู้สึกร้อนหรือหนาวมากกว่ากัน สายตาพร่ามัวด้วยม่านน้ำตา

ผมถูกส่งเข้าโรงพยาบาลเพราะเธอหันมาเห็นพอดี นาทีนั้นผมไม่อาจเห็นได้ว่าสีหน้าเธอเป็นอย่างไร นอกจากเสียงแตกตื่นและร่ำไห้

ผมยังจำได้เธอสัญญาว่าจะไม่ทำให้ผมเป็นอย่างนี้อีก เธอเพิ่งจะรู้ เธอขอโทษ ผมเองก็บอกเธอว่าไม่ต้องขอโทษ เพราะผมเองก็เพิ่งรู้เช่นกันว่าผมเป็นโรคฮาร์ตบีตอ่อนแอ

วันนี้ วันแห่งดวงอาทิตย์ดับ เธอเดินหันหลังให้ผม ทั้งที่เคยสัญญาไว้ และทั้ง ๆ ที่รู้ ผมค่อย ๆ ทรุดร่างลงนอนกับพื้นหมดสิ้นเรี่ยวแรง

ผมผิดมากหรือ ผมทบทวน ผมไม่รักเธอจริง ๆ เหรอ ถ้าผมไม่รักเธอแล้วทำไมมันถึงได้เจ็บอย่างนี้ เธอจะรู้ไหมนะว่าผมทรมานแค่ไหน

นี่ผมกำลังจะตายกระนั้นหรือ ผมกำลังจะเป็นเช่นนั้นจริง ๆ เหรอ

ผมแกะเม็ดลูกอมอย่างยากเย็นมือสั่นยึกยือ ผมต้องกินลูกอม ผมจะต้องไม่เป็นไร ลูกอมช่วยให้ชุ่มคอ ผมจะต้องหาย ผมยังไม่ได้พูด ยังไม่ได้บอกเธอหลายสิ่งหลายอย่าง

ใช่ สิ่งที่เธอพูดมานั้นถูกต้องพันเปอร์เซนต์ มันถูกจนกระทั่งก่อนที่เธอจะเดินเข้าในห้อง

ผมเพิ่งจบจดหมายที่เป็นข่าวดีที่สุดในชีวิต

เธอเดินออกไปแล้ว ไม่เหลียวกลับมามองอย่างที่เคย

ผมหยิบจดหมายขึ้นมาจากพื้นด้วยมือสั่นเทา แล้วกำมันไว้ด้วยอุ้งมือ ส่วนปลายนิ้วหงิกงอแข็งขืนก็ช่วยกันแกะลูกอมรูปหัวใจสีแดงออกมา

ผมไม่มีเวลาแล้ว เลือดในกายราวถูกต้มด้วยไฟอเวจี แต่เหงื่อกาฬกลับเย็นเยียบ ตอนนี้ผมได้แต่นอนเหยียดหงายมองพัดลมเพดานที่กำลังจะล่วงลงมาใส่

ผมค่อย ๆ ประคองลูกอมอย่างยากเย็นหย่อนลงในปาก แต่มันกลับไหลลื่นไปค้างนิ่งเหนือลิ้นไก่ กลายเป็นจุกก๊อกขวดไวน์อัดแน่นในช่องคอ

ภาพวัยเด็ก พ่อ แม่ ยาย ผู้คนรอบกาย ดินแดนที่เคยไปเที่ยวท่องมาทุกแห่งหนล้วนเป็นสีเทามืด ภาพเธอผุดขึ้นมารวดเร็วเหมือนกรอเทปวิดีโอ ผมรักเธอ ผมอยากสิ่งหนึ่งกับเธอ

สิ่งสุดท้ายที่ผมจะบอกเธอก็คือเรื่องสั้น ฮาร์ตบีต สื่อรักรูปหัวใจของผมได้รับการตีพิมพ์แล้ว ผมไม่ได้เป็นอย่างที่เธอกล่าวหาแล้ว รูปวาดเกิดขึ้นบนผืนผ้าใบแล้ว มันมิได้ว่างเปล่าแล้ว

สิ่งที่ดีที่สุดเกิดขึ้นแล้ว

บุญพา วาสนาส่ง

ดอกไม้กับดาวดวงหนึ่ง

ดอกไม้ดอกหนึ่ง
อยู่ในป่า
เกิด เติบโต และรอวันผลิบาน
แต่วันหนึ่งดอกไม้เศร้าโศก
ไม่อยากเติบโต ผลิบาน
ร้าวรานเพราะไม่มีใครเห็น
แล้วฉันจะบานเพื่อใคร-ดอกไม้ถาม
จนวันหนึ่ง มีเสียงกระซิบมาจากเบื้องบน
ดังมาจากดาวดวงหนึ่งบนฟากฟ้า
บอกว่า-อย่าเศร้าไปเลยดอกไม้
เจ้าเกิดมาก็เพื่อผลิบาน-ไม่ใช่หรือ
เติบโต ผลิบาน เพื่อตัวเองไม่ได้หรือ
ดอกไม้สะท้านสะทก
ก่อนหัวใจสั่นไหวเมื่อมองขึ้นไปท้องฟ้าเบื้องบน
ดาวดวงนั้น เล็กกระจิดริด
ริบหรี่ราวแสงจากหิ่งห้อยในยามค่ำคืน
เจ้าเห็นข้าหรือไม่-ดวงดาวถาม
เห็นมั๊ยเล่า-ข้าเป็นเพียงดาวอับแสงดวงหนึ่ง
เป็นเพียงจุดเล็กๆบนฟ้าที่ดารดาษไปด้วยดาวพราวแสง
แต่ถึงอย่างไรข้าไม่เคยหม่นเศร้ากับตัวเอง
อย่างน้อยข้าเกิดมาเพื่อส่องแสง
ข้ารู้เพียงเท่านั้น
ดอกไม้แย้มยิ้มให้กับดวงดาว
พบคำตอบให้ตัวเอง
ข้าพร้อมแล้วจะผลิบาน
เพื่อตัวเอง เพื่อโลก และเจ้าด้วย
ดวงดาว…

ชิกไก้ปั่ว

‘โอเปก’ประท้วง!

opec.jpg

วิกฤตราคา ‘น้ำมันดิบ’ พุ่งกระฉูดขึ้นไปเกือบติด 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล เป็นปัญหาใหญ่ที่คนเดินถนนทั่วโลกต้องก้มหน้ารับกรรมอย่างไร้ทางสู้

งานนี้องค์กร โอเปก หรือกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมันรายใหญ่ ตกเป็นเป้าโดนชี้นิ้วประณามอยู่เนืองๆ ว่า เป็นตัวการทำให้ราคาน้ำมันวิ่งเดินหน้าไม่หยุด

ระหว่างงานสัมมนานาชาติเรื่อง น้ำมันและการเงิน ในกรุงลอนดอน ซึ่งจัดโดยหนังสือพิมพ์ยักษ์ใหญ่ อินเตอร์เนชั่นแนล ทรีบูน

นายอับดุลเลาะห์ บิน หะหมัด อัล อัตติยาห์ รัฐมนตรีกระทรวงพลังงานการ์ตา ในฐานะชาติสมาชิกโอเปกรุ่นบุกเบิก จึงได้โอกาสลุกขึ้นชี้แจงเสียงดังๆ..

ตลอด 50 ปีที่ผ่านมา โอเปกโดนกล่าวหาว่า เป็นมารร้ายจ้องสูบเลือดสูบเนื้อเพื่อนมนุษย์

แต่วันนี้ถึงเวลาที่ตนต้องพูดความจริงเกี่ยวกับ ปัญหาราคาน้ำมัน จากมุมมองโอเปกให้รู้ดำรู้แดงเสียที!

ท่านรัฐมนตรีการ์ตา ฟันธงว่า ต่อให้โอเปกเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมันอีกวันละ 5 แสน หรือล้านบาร์เรล ราคาน้ำมันก็ใช่จะลดลงง่ายๆ เพราะมีสาเหตุอีกหลายประการด้วยกันนอกเหนือจากปริมาณความต้องการบริโภคน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นทุกขณะตามธรรมชาติอยู่แล้ว นั่นก็คือ

1. บรรดานักลงทุนรายใหญ่สูญเสียเงินไปมหาศาลจากการลงทุนด้านอสังหาริมทรัพย์ หุ้น และตราสาร/พันธบัตรต่างๆ จึงหันมาซื้อขายเก็งราคาน้ำมัน รวมถึงผลิตภัณฑ์ในหมวดปิโตรเคมีแบบล่วงหน้าแทน ส่งผลให้เกิดการ ปั่นราคาน้ำมัน ขึ้นในตลาดโลก

2. แต่ละประเทศก็มี โรงกลั่นน้ำมัน ของตัวเองอยู่แล้ว แต่ไม่รู้จักปรับปรุงศักยภาพของระบบการกลั่นให้เพิ่มมากขึ้น ทีนี้พอกลั่นน้ำมันออกมาป้อนโรงงาน หรือ ป้อนเครื่องจักรทั้งหลายไม่ทัน ราคาเชื้อเพลิงจึงต้องทะยานสูงขึ้นโดยอัตโนมัติ ยิ่งไปกว่านั้นโรงกลั่นหัวหมอส่วนใหญ่ก็ไม่ยอมลดกำไรค่ากลั่น โดยอ้างราคากลางตลาดโลกยันเต

3. รัฐบาลแต่ละชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งรัฐบาลชาติแถบทวีปยุโรป คือตัวการใหญ่ในมหกรรม โก่งราคาน้ำมัน เช่นกัน เนื่องจากไม่ยอมลดอัตรา ภาษี น้ำมันลงมาเพื่อช่วยเหลือประชาชน เพราะตัวรัฐบาลเองกลัวเสียรายได้เข้าคลัง

วิธีเอาตัวรอดจากมหาภัยน้ำมันระลอกล่าสุดสำหรับชาวบ้านอย่างเราๆ ท่านๆ คงอยู่ที่การท่องคาถา ‘ประหยัด’ เอาไว้ให้มั่น…

เพราะดูท่าจะหวังพึ่งคนอื่นลำบาก!

วันเสาร์

สงคราม ‘เทสโก้’

tesco.jpg

ทุกวันนี้ คงไม่มีใครไม่รู้จักชื่อห้างซูเปอร์มาร์เก็ตยักษ์ใหญ่ ‘เทสโก้’  

ห้างเทสโก้มีต้นกำเนิดอยู่ในประเทศอังกฤษ ก่อนแผ่ขยายสาขากว้างใหญ่ไปทุกมุมโลก มีพนักงานร่วมๆ 3 แสนคน

เทสโก้ถูกโจมตีว่าเป็นตัวการทำลาย ธุรกิจชุมชน หรือที่บ้านเราเรียกว่าร้านโชห่วยทั้งหลาย

ในอังกฤษเอง กระแสต้านเทสโก้ก็แรงไม่แพ้ที่เกิดขึ้นในโคราช เชียงใหม่ กระบี่ อุดรธานี พะเยา ฯลฯ

ยกตัวอย่างเช่นเมืองเชอริ่งแฮม เขตนอร์ฟอล์ก ชุมชนที่นั่นต่อสู้คัดค้านไม่ให้เทสโก้เข้ามาเปิดดำเนินกิจการนานถึง 10 ปีเต็ม

ล่าสุด ไม่กี่วันที่ผ่านมา กลุ่มต่อต้านเทสโก้ก็เพิ่งได้รับชัยชนะครั้งสำคัญ หลังจากสภาเทศบาลเมืองเชอริ่งแฮม ลงมติคัดค้านแผนก่อสร้างห้างเทสโก้ไปเรียบร้อยแล้ว

อย่างไรก็ตาม ชัยชนะครั้งนี้อาจมีเวลาดีใจได้ไม่นาน เนื่องจากยังต้องไปต่อสู้กันอีกครั้งในชั้นพิจารณาของคณะกรรมการชุดใหญ่!

ผลกระทบจากการรณรงค์ต่อต้านเทสโก้ ซึ่งดำเนินมาอย่างยาวนานได้ทำให้ ชุมชุมเชอริ่งแฮม ที่เคยอยู่กันอย่างสงบสุขแตกเป็น 2 ฝ่าย

ฝ่ายหนึ่งบอกว่า เทสโก้จะช่วยให้ชาวบ้านซื้อของถูก มีลดแลกแจกแถม

ส่วนอีกฝ่ายแย้งว่า การเปิดเทสโก้นั้นไม่ต่างอะไรกับการ ‘ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์’ ร้านค้าในพื้นที่ ซึ่งเป็นแหล่งกระจายรายได้ของชาวเมือง และยังเป็นจุดดึงดูดนักท่องเที่ยวอีกด้วย

สำหรับกลเม็ด-เทคนิคระดมเสียงสนับสนุนของเทสโก้ก็จัดว่าไม่ธรรมดา มีทั้งทำผ่านการส่งจดหมาย โทรศัพท์ รวมถึงบุกไป ล็อบบี้ สมาชิกสภาเทศบาลเชอริ่งแฮมถึงบ้าน พร้อมกับส่งคนเข้าไปล่ารายชื่อขอความเห็นใจกับชาวเมือง โดยเอาผลประโยชน์หลากหลายชนิดเข้าไปล่อใจ

ประเด็นปัญหาความขัดแย้งระหว่างการขยายตัวไม่หยุดยั้งของเทสโก้ กับ แรงต่อต้านจากชุมชนต่างๆ ทั่วโลก จะยังคงเป็นหนังเรื่องยาวที่ไม่ยุติลงง่ายๆ อย่างแน่นอน!

วันเสาร์

‘เชตวัน เตือประโคน’ ตะวันที่กำลังสาดแสง

che

ลมหนาวเริ่มพัดผ่านกระทบต้องผิวกาย ปุยเมฆขาวนวลบนท้องฟ้าสีคราม เคลื่อนคล้อยตัวเข้าบดบังแสงแดดอบอุ่นจากพระอาทิตย์ดวงโต ถึงแม้อากาศจะเพิ่งเริ่มหนาวนิดๆ แต่เพราะไม่เคยชมชอบไอเย็น เราจึงรีบเดินจ้ำอ้าวไปยังร้านเล็กๆ ที่กรุ่นไปด้วยกลิ่นกาแฟ อย่างน้อยจังหวะของการก้าวเดินก็ช่วยเพิ่มไออุ่น และที่สำคัญ ณ จุดนัดหมายแห่งนั้น ยังมีดวงตะวันที่กำลังฉายแสงรออยู่

อ๊ะ อ๊ะ ไม่ต้องตกใจไป ใช่ว่าพระอาทิตย์จะงอนก้อนเมฆ จนหนีมาเที่ยวเล่นหรอกนะ แต่เราหมายถึงชายหนุ่มหน้าตาคมเข้มคนหนึ่ง ที่ความสามารถของเขาก็กำลังฉายแสงมากขึ้นเรื่อยๆ ในบรรณพิภพ ไม่แตกต่างจากพระอาทิตย์ที่ค่อยๆ โผล่พ้นขอบฟ้าเช่นกัน

เชตวัน เตือประโคน

ก่อเกิดดวงตะวัน…

“เป็นคนที่ไม่ค่อยมีพื้นฐานการอ่านหนังสือมากนัก เพราะเติบโตมาในครอบครัวธรรมดามาก พ่อแม่ทำนาอยู่ที่บุรีรัมย์ ที่บ้านก็ไม่มีหนังสือให้อ่าน มีอยู่เล่มเดียวมั้ง วารสารกำนันผู้ใหญ่บ้านของพ่อ เพราะพ่อเป็นผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน” เชตวันทอดสายตาไปยังถนนเบื้องหน้าเมื่อเล่าเรื่องราวในวัยเยาว์ ก่อนที่จะเสริมอีกว่าเห็นนิ่งๆ อย่างนี้นะ ตอนเด็กๆ เขาก็ร้ายไม่ใช่เล่นเหมือนกัน

“คล้ายจะเชื่อฟังพ่อแม่แต่ไม่ค่อยเชื่อ เป็นพวกเพื่อนชวนไปไหนไปหมด โดดเรียนก็บ่อย ทำกิจกรรมก็เยอะทั้งเป่าทรัมเป็ตในวงโยธวาทิต ทั้งเป็นนักกีฬาฟุตบอล ไม่ค่อยสนใจเรื่องเรียน ทำแต่กิจกรรม แต่แปลกอยู่ห้องเด็กเก่งตลอด จนกระทั่งอยู่ ม.2 เพื่อนซื้อหนังสือให้เป็นของขวัญ เป็นหนังสือวรรณกรรมเยาวชนธรรมดา ก็อ่านจบแล้วเกิดประเด็นที่ว่า เฮ้ยอย่างนี้เราเขียนได้นี่หว่า เป็นความหยิ่งยโสแบบเด็กๆ” เชตวันเล่าให้ฟังด้วยรอยยิ้มกว้าง แต่เขาก็บอกว่านั่นไม่ใช่จุดเริ่มต้นของการเขียนอย่างที่เราคิด เพราะแม้ว่าจะถึงกับขนาดตัดกระดาษ วาดภาพประกอบเสร็จสรรพแต่เพราะไม่เคยมีพื้นฐานการอ่านมาก่อน คลังคำจึงว่างเปล่า สุดท้ายก็เขียนไม่สำเร็จ และทิ้งไปเลยจนกระทั่งก้าวเข้าสู่รั้วมหาวิทยาลัย ในฐานะน้องใหม่ของคณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

“มีพี่คนหนึ่งชวนไปทำชมรมทางความรู้นนทรี เป็นยุคแรกๆ ของชมรมเลย ไม่ใช่ชมรมค่ายอาสาธรรมดา แต่เรามีความตั้งใจที่จะให้การศึกษา พอดีมีเด็กสถาปัตย์สร้างโรงเรียนไว้ที่นครสวรรค์ ชื่อโรงเรียนปางข้าวสาร เราก็ไปสอนหนังสือ สอนแบบให้เด็กเรียนรู้วิถีชุมชน เรียนรู้คุณค่าในวัฒนธรรมตัวเอง แต่คิดว่าน่าจะมีครูสอนจริงจังด้วย เพื่อดึงเด็กไม่ให้ต้องเดินทางไปเรียนไกลๆ เลยจ้างครูไว้คนหนึ่งซึ่งต้องให้เงินเดือนละ 6 พันกว่าบาท เงินตรงนี้ก็อาศัยเปิดหมวกเอา”

น่าเสียดายนักที่ตอนนี้โรงเรียนไม่ผ่านเกณฑ์ประเมินจากกระทรวงศึกษาธิการจนต้องปิดตัวไป หลังจากเปิดได้ประมาณ 5-6 ปี แต่อย่างน้อยช่วงที่เชตวันคลุกคลีอยู่กับค่ายและโรงเรียนนี้ก็ได้จุดไฟฝันของการขีดเขียนอักษรให้ลุกโชนขึ้นอีกครา

“ช่วงที่ทำค่ายก็มีสมุดเล่มหนึ่งวางไว้ เรียกว่าหนังสือพิมพ์ค่าย ให้ไปเขียนอะไรต่างๆ เราก็มักไปเขียนโน่นนี่ ปรากฏว่ามีคนชอบคนตามอ่าน ก็รู้สึกดีนะแต่ไม่ได้อะไรมากมาย กลับมาเรียนตามปกติ ตอนนั้นกำลังจะขึ้นปี 2 เราก็บังเอิญอ่านเรื่องสั้นในการ์ตูนขายหัวเราะ อ่านจบปั๊บกลับมาเลย ความคิดว่าเราก็เขียนได้ คราวนี้ลงมือจริงจัง เป็นเรื่องสั้นๆ 2 หน้า

พอเขียนจบเสร็จ เพื่อนคนหนึ่งก็เห็นเลยขอไปอ่าน แล้วกลับมาพร้อมกับต้นฉบับที่เขาเขียนไว้ทั้งกวี เรื่องสั้น มาเลยปึ๊งหนึ่ง เราเปิดๆ อ่านๆ ก็ทึ่ง เขาก็เลยชวนทำหนังสือทำมือกัน 2 คน เขียนเอง พิมพ์เอง จัดจำหน่ายเอง ขาดทุนตลอด เนื้อหาข้างในเหมือนดวลเรื่องสั้นกัน 2 คน แต่เรามาประสบปัญหาเหมือนตอนเด็ก ที่พอเขียนแล้วคิดคำไม่ออก ไม่รู้จะเขียนยังไง” เชตวันเล่าพลางส่ายหน้ายิ้มๆ และเพราะคำว่า คลังคำน้อย นั่นเอง เขาจึงตัดสินใจวางมือจากการเขียน และตะลุยอ่านหนังสือเพื่อเพิ่มรากฐานการอ่านให้เข้มแข็ง เพราะนับจากวันนั้นเขาตัดสินใจแล้วว่า เส้นทางในชีวิต คือเส้นทางสายอักษร

เมื่อดวงตะวันเริ่มสาดแสง….

“ทิ้งการเขียนไปเลย อ่านอย่างเดียวซื้อหนังสืออ่านทุกอาทิตย์ พอเราอ่านมากๆ ก็จะพอรู้ว่าเล่มไหนน่าอ่าน คนนี้ได้ซีไรต์ เล่มนี้ได้รางวัลโน่นนี่ ก็ซื้อกลับมาอ่าน อ่านแบบจริงจังมากเลยนะ เลิกเรียนกลับมา เตะบอล กินข้าวเสร็จ ก็กลับห้องแต่ไม่อ่านหนังสือเรียน กองไว้ก่อน อ่านนิยายนี่ล่ะ ตี 2 ตี 3 ก็ไม่นอน อ่านถึงเที่ยงถึงบ่าย อ่านแบบเล่มต่อเล่ม และด้วยความที่เราตั้งใจจะเขียนหนังสืออยู่แล้ว เลยไม่ใช่การอ่านเอาเรื่อง แต่จะดูว่าวิธีการเขียนเป็นอย่างนี้นะ เราเก็บหมด

มีช่วงที่ไม่ไปเรียน หายไปเลย จนเพื่อนถึงกับทักตอนเจอว่า เฮ้ย! ยังอยู่อีกหรอ จบมาด้วยเกรด เอยันเอฟ มีหมด แต่ก็จบ 4 ปีนะ น่าแปลกจริงๆ” เชตวันพูดพลางหัวเราะในลำคอ

เมื่อสั่งสมประสบการณ์การอ่านมากพอ เชตวันก็พร้อมที่จะลงสนามอีกครั้ง โดยนอกจากจะร่วมทำหนังสือทำมือกับเพื่อน เข้าค่ายอบรมการเขียนสารพัดค่าย ลงเรียนวิชาหนังสือพิมพ์เป็นวิชาโท ไปเรียนรู้งานที่นิตยสารแนวฮาร์คอร์อย่างฟ้าเดียวกัน,ปาจารยสาร ไปเป็น บก.บห นิตยสาร P+itch Bookazine ซึ่งเน้นการทำเรื่องยากอย่างประเด็นการศึกษา ให้เป็นเรื่องที่ย่อยง่ายสำหรับวัยรุ่น ตั้งแต่ยังเรียนไม่จบ และเขียนงานส่งไปตามหน้านิตยสารต่างๆ แล้ว อีกเวทีที่เขาสนใจคือการส่งงานเข้าประกวด

“ก็ส่งประกวดตั้งแต่สมัยเรียน ให้ตื่นตัวตื่นเต้นๆ ได้ร่วมสนุกกับเขา แต่ก็ไม่ได้เคยตั้งใจว่าจะเขียนเพื่อรางวัล โดยเราต้องมีเรื่องอยู่แล้วถึงจะส่ง ไม่ได้ตั้งใจจะส่งประกวดอย่างเดียว แต่เคยคิดเหมือนกันนะว่าพอเห็นการประกวดนี้ปุ๊บก็ตั้งใจจะเขียนเลย แต่พอรีบเรื่องมันก็ไม่ดี” เชตวันอธิบายถึงทัศนคติของเขาต่อการประกวด และแม้ว่าจะตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตาม ผลงานของเขาก็ได้ทำให้เขากลายเป็นที่ถูกจับตามองในแวดวงวรรณกรรมด้วยระยะเวลาอันรวดเร็ว

ทั้ง 2589 : เราเพียงผู้มาเยือน นิยายวิทยาศาสตร์รางวัลจันตรี ศิริบุญรอด,รางวัลเซเว่นบุ๊ค อวอร์ด และรางวัลชมเชยจากการประกวดหนังสือดีเด่น

และล่าสุด “Young Thai Artist Award 2007” รางวัลยอดเยี่ยม สาขาศิลปะสาขาวรรณกรรม ก็ได้มอบให้แก่ “พระเจ้าองค์ใหม่ในหมู่บ้านตื่นกลางวัน และหมู่บ้านตื่นกลางคืน” ผลงานของเชตวันนั่นเอง

“คือดร็อปเรียน ป.โท ที่คณะวารสารศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ แล้วไปสมัครเป็นทหารเกณฑ์ที่สัตหีบ งานชุดนี้ก็เขียนช่วงนั้น ใช้เวลาเขียนประมาณ 3 เดือนสุดท้าย ฝึกน้อยแล้ว เลยมีเวลาว่างมากขึ้น ตื่นเช้ามาทำงานทุกอย่างเสร็จก็นั่งมองฟ้ามองน้ำแล้วก็เขียน”

เชตวันเป็นนักเขียนคนหนึ่งที่เขียนผลงานได้หลากแนวทั้งวิทยาศาสตร์ เซอเรียลลิสม์ เรียลลิสติก และวรรณกรรมเยาวชน แถมไม่ใช่เขียนได้เฉยๆ นะ แต่เขียนได้ดีซะด้วย เพราะถึงแม้ว่าภาษาของเขาจะไม่เด่นมากนัก แต่กลวิธีการดำเนินเรื่อง การผูกเรื่อง และพล็อตเรื่องของเขาน่าสนใจไม่น้อยเลย และตัวเขาเองแม้จะบอกว่าชื่นชอบงานทุกแนว และตั้งใจจะเขียนงานให้หลากหลาย แต่โดยส่วนตัวแล้วคิดว่างานแนววิทยาศาสตร์เป็นงานที่ท้าทายไม่น้อย

“ท้าทายดีเพราะต้องหาข้อมูล ต้องจินตนาการ เราไม่ได้เขียนแนวไซไฟแฟนตาซีไง เราเขียนเพียวไซน์ ก็ต้องทำงานหนักในเรื่องความเป็นไปได้ในทิศทางที่ควรจะเป็น ตรงนี้ล่ะที่สนุก”

แต่เขาก็ยืนยันนะว่า ถึงจะชื่นชอบงานวิทยาศาสตร์ แต่การเขียนงานหลายครั้งก็ขึ้นอยู่กับสภาวะ ณ เวลานั้น อย่างงานเขียนเล่มล่าสุดที่กำลังจะพิมพ์กับสำนักพิมพ์มติชนนั้น ก็ตั้งใจจะเล่นเรื่องรูปแบบ และวิธีการเขียนใหม่ๆ

ส่วนงานตามหน้านิตยสารนั้น แฟนๆ คงต้องรอเก้อสักนิด เพราะเชตวันกระซิบมาว่าตอนนี้ในสมองมีแต่พล็อตลอยไปลอยมาเต็มไปหมด แต่ยังไม่มีข้อมูลที่จะประกอบให้พล็อตเป็นจริงเลย

“เมื่อก่อนเวลาจะทำงานก็นั่งหน้าคอมพิวเตอร์เลย เตรียมเขียน นั่งนึกเอา แล้วมันก็มาเอง แต่ช่วงนี้ไม่ค่อยมีความพยายามที่จะทำอย่างนั้น เพราะเรารู้สึกว่ามีอย่างอื่นต้องทำ เมื่อทำวันนี้ไม่ได้ ก็ทำวันอื่นดีกว่า แต่มันเป็นข้อแก้ตัวในการไม่เขียนให้ตัวเองมั้ง เพราะเมื่อเดือนที่แล้วมี 2-3 เรื่องอยู่ในหัว ก็เขียนนะ เหนื่อยกลับมาก็ต้องเขียน” เชตวันยักไหล่ด้วยความไม่แน่ใจ ก่อนที่จะส่งยิ้มไม่ค่อยเต็มปากมาให้ และย้อนถามเราว่า ถ้าอยากเขียนอย่างมีวินัยต้องอย่าให้อารมณ์เป็นใหญ่ จริงไหม?

แต่ถึงอย่างนั้นก็ใช่ว่าจะปล่อยวางซะสนิทนะ เพราะเชตวันบอกว่าตอนนี้กำลังเก็บข้อมูลเรื่องสถานการณ์ทางภาคใต้ เพื่อถ่ายทอดเป็นนวนิยาย แต่เรื่องราวจะไม่ได้เกิดที่ภาคใต้

ขอเวลาสักพักแล้วกัน เพื่อที่จะได้อ่านงานดีๆ ที่เขากลั่นกรองและสร้างสรรค์จากใจไง

เมื่อดวงตะวันมุ่งมั่นและตั้งใจ…..

“ใช่ ชีวิตไม่ราบเรียบ เป็นหลุมเป็นบ่อด้วยความตั้งใจของเราเอง เพราะไม่เคยเชื่อเรื่องของโชคชะตา แต่เชื่อในความสามารถของมนุษย์ เชื่อในศักยภาพของตัวเอง มาถึงวันนี้ได้เพราะความตั้งใจ” เขาอธิบายแนวคิดในชีวิตให้ฟัง และเมื่อเราย้อนถามกลับไปว่ารวมถึงการก้าวเข้ามารับผิดชอบหน้าที่ในฐานะนักข่าว หนังสือพิมพ์มติชนด้วยหรือ เขาก็รีบพยักหน้า พร้อมกับบอกว่า

“ตั้งใจไว้แล้วว่าจะทำหนังสือพิมพ์ตั้งแต่เรียนปี 2 แล้วควบคุมให้มาถึงปัจจุบันตอนนี้ อยากทำข่าวอยากเขียนหนังสืออยากเป็นนักสื่อสารมวลชนก็ทำ เชื่อในตัวเอง”

เคยเกรงไหมว่าความเชื่อมั่น วันหนึ่งจะย้อนกลับมาเป็นอัตตา

“ทุกคนมีอัตตานะ หยิ่งยโสมากบ้างน้อยต่างกันไป แต่โดยสถานการณ์โดยสังคมอาจต้องปรับตัวกันไป ซึ่งเราก็คิดว่าปรับตัวได้ค่อนข้างดี”

แล้วในฐานะของนักเขียนรุ่นใหม่ไฟแรง เชตวันวางอนาคตทางงานเขียนไว้อย่างไรบ้างนะ

“ไม่ซีเรียสว่าใครอ่านหนังสืออะไร หรือใครอ่านหนังสือเรา แต่เรามีความชอบที่จะทำอย่างนี้ แล้วเป็นสิ่งที่ไม่ไปกระทบกับใคร พยายามที่จะตอบแทน และทำให้อะไรให้สังคมบ้าง หลังจากตอบสนองความอยากเขียนของตัวเองแล้ว

ไม่ได้คิดว่าจะทำงานที่เปลี่ยนแปลงโลก แต่ก็เชื่อว่ามนุษย์ตัวเล็กจะเปลี่ยนแปลงโลกได้ อะคิมิดิสกล่าวไว้ว่า จงชี้จุดที่ข้ายืนอยู่ให้มั่นแล้วข้าจะเคลื่อนโลก” เชตวันกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่นยืนยันความมั่นใจที่มาพร้อมรอยยิ้มกว้าง

และแน่นอนไม่มีอะไรที่จะหักเหทิศทางของเขาได้อีกแล้ว

ส่วนอนาคตนั้น ใจที่มุ่งมั่นดวงนี้วางไว้แล้วว่า อยากจะเป็นชาวนาที่เขียนหนังสือได้

จับตาดวงตะวันดวงนี้ให้ดี เพราะแสงที่สาดส่องให้ทั้งความอบอุ่นและร้อนแรงอย่างไม่ธรรมดา

นิทรรศการ”นู้ด”ปฏิวัติสังคมเวียดนาม!?

ระบอบการปกครองแบบ “คอมมิวนิสต์” ในโลกนี้กล่าวได้ว่า มีหลงเหลืออยู่แค่ไม่กี่ประเทศ

“เวียดนาม” คือ หนึ่งในนั้น

รัฐบาลฮานอยยังคงยึดมั่นแนวทางคอมมิวนิสต์ สังคมนิยม และอนุรักษ์นิยม อย่างเหนียวแน่น นับตั้งแต่กลุ่มคอมมิวนิสต์ นำโดยโฮจิมินห์ ขึ้นปกครองเวียดนามแบบเบ็ดเสร็จเมื่อปี 2519

แม้เวียดนามจะเป็น “สังคมปิด” แต่เมื่อโลกเดินเข้าสู่ยุคทุนนิยมสุดขั้ว ผู้มีอำนาจก็จำเป็นต้องพยายามปรับตัวเพื่อรับมือกับ “ค่านิยม” ที่ทะลักมาจากภายนอก

อดีตอันโหดร้ายสมัยเวียดกงจับปืนรบทหารอเมริกันมีคนตายนับแสนถูกทิ้งไว้เบื้องหลัง เพื่อเปิดทางให้ทั้งสองชาติทำมาค้าขายในกระแสทุนได้โดยสะดวก

ปรากฏการณ์ใหม่ๆ ทางสังคมที่ไม่น่าเชื่อว่าจะเกิดขึ้นกับเวียดนาม ก็เริ่มตกเป็นข่าวตามสื่อเป็นระยะๆ

ตัวอย่างเช่นกรณี “คลิปสวาทเขย่าโลก” ซึ่งดาราสาวชื่อดัง น.ส.เหวียน ถวี่ลิงห์ วัย 19 ปี ถ่ายคลิปวิดีโอขณะร่วมรักกับแฟนหนุ่มนักเรียนนอกเอาไว้ด้วยความคึกคะนอง และผลสุดท้ายก็หลุดออกมาสู่สายตาสาธารณชน จนส่งผลให้ถวี่ลิงห์ต้องจบชีวิตนักแสดง

แตกต่างจากคลิปเซ็กซ์สุดฉาว ปารีส ฮิลตัน ไฮโซอเมริกัน ซึ่งเมื่อหลุดไปตามเว็บไซต์ต่างๆ กลับทำให้เธอดังเป็นพลุแตก มีงานวงการบันเทิงติดต่อเข้ามามากมาย

ล่าสุด เมื่อสัปดาห์ก่อน ข่าวใหญ่ในเวียดนามอีกข่าวที่สื่อระดับสากลให้ความสนใจหยิบยกไปเผยแพร่ต่อ ได้แก่

กรณี “สำนักงานวัฒนธรรมและข้อมูลข่าวสาร” นครโฮจิมินห์ อนุญาตให้ นายไท เฟวียน ศิลปิน/ช่างภาพชื่อดัง เปิดแสดงนิทรรศการภาพถ่าย “นู้ด” ได้ เป็นครั้งแรกในเวียดนาม ระหว่างวันที่ 24-27 พฤศจิ กายนนี้

สำนักข่าวเวียดนามเน็ต ถึงกับระบุว่า ความสำเร็จในการขอเปิดงานโชว์ภาพถ่ายนู้ดฝีมือนายไท คือการปฏิวัติสังคมเวียดนามครั้งใหญ่!

นิทรรศการภาพนู้ดของนายไท ใช้ชื่อว่า “ฤดูใบไม้ผลิแห่งวัยหนุ่มสาว”

นำเอาภาพเปลือยที่ถ่ายด้วยทั้งกล้องยุคเก่า (ฟิล์ม) และกล้องยุคใหม่ (ดิจิตอล) 48 ภาพมาเปิดแสดงให้ผู้สนใจเข้าชม ณ แกลลอรี่บริเวณถนนเทียนฮอง กรุงฮานอย

“ผมจะได้เป็นช่างภาพคนแรกของเวียดนามที่ได้รับใบอนุญาตให้จัดนิทรรศการประเภทนี้ได้ ถือว่าโชคดีที่เจ้าหน้าที่ยอมรับผลงานของผม..

“สำหรับผลตอบรับ คิดว่าคงมีทั้งคนที่ชื่นชมยอมรับและคนต่อต้าน ผมเตรียมพร้อมรับมือกับเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากทั้งสองฝ่าย เพียงแค่หวังลึกๆ ฝั่งเสียงชื่นชมคงจะมีเกิน 51 เปอร์เซ็นต์ เท่านั้นผมก็ถือว่าประสบความสำเร็จ..

“อย่างไรก็ตาม ผมเชื่อมั่นว่า ผู้ชนะที่แท้จริงจากการที่ทางการอนุญาตให้ผมแสดงภาพนู้ดเป็นครั้งแรกนี้ก็คือ วงการศิลปะภาพถ่ายของประเทศเรา ซึ่งจะได้ก้าวไปสู่การพัฒนาสิ่งใหม่ๆ..

“ผมต่อต้านการผลิตภาพโป๊ ภาพลามกอนาจาร แต่เราต้องยอมรับว่าภาพศิลปะก็คือภาพศิลปะ ไม่เหมือนกับภาพพวกนั้นนะครับ..

“มันไม่จริงเลยถ้ามีใครบอกว่า แค่จับคนมาถอดเสื้อผ้าเราก็ถ่ายภาพนู้ดได้ ถ้าจะให้เปรียบเทียบ มันคงเป็นเรื่องตลกที่สุดถ้าวันไหนเกิดเหตุไฟไหม้บ้านขึ้นมา แล้วทางการจะออกคำสั่งห้ามประชาชนใช้ไฟ แช็ก! ” นายไท เปิดใจให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวเวียดนาม

ขณะที่สำนักข่าว “เอเอฟพี” ของฝรั่งเศส มองว่า การแสดงภาพนู้ดโดยนายไทจัดเป็นมิติใหม่ เนื่องจากที่ผ่านมา เวียดนามมีสังคมที่เคร่งครัดมาก

หนังสือ หนัง หรือภาพที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับเซ็กซ์ มักถูกภาครัฐห้ามเผยแพร่มาโดยตลอด ไม่มีทางได้หลุดจากตลาดใต้ดินมาถึงมือประชาชนได้ง่ายๆ

สาเหตุอีกประการที่ทำให้ข่าวนิทรรศการภาพนู้ดของนายไท สร้างความตกตะลึงให้กับสังคมเวียดนาม ก็เพราะช่วงต้นปีเดียวกันนี้เอง เคยมี “ช่างภาพหญิง” คนหนึ่ง ทำเรื่องขออนุญาตจัดแสดงงานภาพถ่ายนู้ด คล้ายคลึงกับงานนายไทอย่างมาก แต่ทางสำนักงานวัฒนธรรมและข้อมูลข่าวสารนครโฮจิมินห์ไม่ยอมอนุมัติ โดยให้เหตุผล ว่า

“ภาพนู้ดไม่เหมาะกับวัฒนธรรม ประเพณี รวมถึงอุปนิสัยของชาวเวียดนาม”

ดังนั้น การที่สำนักงานวัฒนธรรมฯ ผ่อนปรนให้นายไทเปิดแสดงภาพนู้ดได้ จึงอาจมีเรื่อง “เพศ” ของผู้จัดแสดงผลงานเข้ามาเกี่ยวข้อง

ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องติดตามดูกันต่อไปในอนาคตว่า ศักดิ์ศรีศิลปินหญิงเวียดนามจะได้รับการเชิดชูจากภาครัฐและสังคมมากขึ้นขนาดไหน

“เจ้าหน้าที่มักระมัดระวังมากเกี่ยวกับการจัดแสดงศิลปะแนวนี้ เพราะแยกความแตกต่างระหว่างภาพศิลปะและภาพโป๊เปลือยได้ยาก” นายชู ชิ-ทานห์ นายกสมาคมช่างภาพเวียดนาม กล่าว

สอดคล้องกับความเห็นของนายไท ที่ว่า

บางครั้งเส้นแบ่งระหว่าง “ภาพอนาจาร” กับ “ภาพศิลปะ” นั้นเป็นเส้นที่บางมาก ขึ้นอยู่กับมุมมองของแต่ละคน!

for20041150p2.jpg