กวีซีไรต์’มนตรี ศรียงค์’

fea3.jpgfea2.jpgfea1.jpg

‘เบื้องหน้าคือหม้อน้ำบนเตาไฟ ที่คายไอร้อนผ่าวมาอ้าวหน้า
จึงผุดเหงื่อราวแมงลัก-ทะลักมา และเกาะบนขนตาเป็นหยาดดวง
เขายกแขนเสื้อเช็ดหยดเม็ดน้ำ ก่อนหยดฉ่ำเม็ดใสจะไหลร่วง
ลึกลึกรู้สึกได้ถึงในทรวง ว่ากำลังขับท่วงทำนองเพลง
โอบทเพลงเปล่งเสียงมาเลี้ยงหล่อ เลือดหนอก็เวียนไวก็ไหลเร่ง
บทเพลงแห่งการงานยังบรรเลง เขายังเคร่งคร่ำต่อหน้าหม้อน้ำ

เป็นคนขายก๋วยเตี๋ยวก็ต้องขายก๋วยเตี๋ยว กระเทียมเจียวต้องเหลืองให้เรืองก่ำ
เส้นเล็กแห้งหมูแดงไก่เส้นใหญ่ต้มยำ ทุกคำหอมเกรียมกระเทียมเจียว
ราววาทยกรได้ฟ้อนมือ
แต่เริ่มฝึกปรือจนมือเชี่ยว
คือชีวิตเอาจริงเพียงสิ่งเดียว ก๋วยเตี๋ยวเป็ดตุ๋นรสคุ้นลิ้น
ทุกเม็ดน้ำพราวเนื้อคือเหงื่องาน อันผลิบานหวานชื่นกว่าอื่นสิ้น
สัมมาอาชีวะ-เหงื่อระริน เขาทำมาหากินด้วยยินดี
โรยหอมซอย ตังฉ่ายแล้วใส่กับ พร้อมพร้อมกับผักกาดหอมล้อมรอบหมี่
มหาเสน่ห์นางกวัก-มิพักมี
เขาเชื่อมั่นเต็มที่ในฝีมือ

ยังก้มหน้าดูหม้ออยู่ต่อไป หมูแดงไก่เป็ดตุ๋นอันกรุ่นชื่อ
ล้วนมาจากพลังที่ถั่งฮือ โหมกระพือเร้าเร่งของเพลงงาน
เพลงงานที่ประสานเสียงมาเลี้ยงหล่อ เลือดหนอก็เวียนไวก็ไหลพล่าน
เป็นจังหวะจะโคนเพื่อดลดาล การผลิบานหวานชื่นกว่าอื่นใด
โถมชีวิตเอาจริงเพียงสิ่งเดียว ก๋วยเตี๋ยวหมี่เป็ดเส้นเล็กเส้นใหญ่
เขาลวกเสร็จสะเด็ดพลันในทันใด หอมซุปตุ๋นกรุ่นไอชื่นใจแท้’

(บทกวี “คนหน้าหม้อ”, จากเล่ม “ดอกฝัน ฤดูฝนที่แสนธรรมดา”)

———-

มนตรี ศรียงค์ พ่อค้าหมี่เป็ดตุ๋น เมืองหาดใหญ่ สงขลา

ได้รับรางวัลวรรณกรรมสร้างสรรค์ยอดเยี่ยมแห่งอาเซียน (ซีไรต์) ประจำปี 2550 จากรวมบทกวี “โลกในดวงตาข้าพเจ้า”เป็นลูกครึ่งไทย-จีน เกิด 6 มี.ค.2511 บิดาอพยพจากจีนแผ่นดินใหญ่ มาตั้งรกรากที่หาดใหญ่ มารดาเป็นชาวหัวไทร นครศรีธรรมราช มนตรีมีชื่อภาษาจีนว่า “เฉินเสี่ยวย้ง” แปลว่า “ไอ้เสือน้อย”ชีวิตวัยรุ่นสมบุกสมบันพอควร เคยหัดมวยจีนกับอาเจ็กใกล้บ้าน แต่ชอบขี่บีเอ็มเอ็กซ์ยกล้ออยู่หลังตลาดกิมหยง ก่อนจะเริ่มแสดงอิทธิฤทธิ์สมฉายา “ไอ้เสือน้อย” เมื่อเข้าร่วม “แก๊งสี่คน” ในชั้นมัธยมฯ ปลายในโรงเรียนมหาวชิราวุธ ลบภาพไอ้เด็ก “ขี้แพ้” ไปอย่างสิ้นเชิง เคยเกเรหนักถึงขนาดถูก “ขาใหญ่” ควงปืนถึงสามกระบอก มีดสปาร์ตาอีกหนึ่งบุกจี้หัวกลางสนามฟุตบอลไปเรียนต่อมนุษยศาสตร์ เอกภาษาไทย ที่รามคำแหง ก็ยังคงเส้นคงวาบนเส้นทางนักเลง เคยโดนรุมสกรัมจนสลบเหมือด นอนหยอดน้ำข้าวต้มอยู่ร่วมสองเดือน

สอบตกวิชาร้อยกรองและวรรณกรรมวิจารณ์หลายครั้งจนระอา เลยย้ายไปเรียนรัฐศาสตร์

มนตรีเริ่มแสดงความเป็นเจ้าบทเจ้ากลอนมาตั้งแต่ชั้นมัธยมฯ 2 เพื่อนหลายคนขอกลอนรักไปจีบหญิงจนได้เป็นแฟน ขณะคนเขียน จีบไม่เคยติด ซ้ำไม่เคยรู้ตัวด้วยซ้ำตัวเองมีดีทางกลอนกวี ชีวิตเลยเตลิดในเส้นทางนักเลง แทบจะกู่ไม่กลับ

จึงเมื่อกระแสชีวิตพัดพามาเจอเพื่อน ประดิษฐ์ เรืองดิษฐ์ ในกลุ่ม “รามภูเขา” แนะนำให้อ่านหนังสือสองเล่ม “ปีศาจ” กับ “ความรักของวัลยา” ของ เสนีย์ เสาวพงศ์ จึงเริ่มเป็นผู้เป็นคน และตะลุยอ่านวรรณกรรมดีๆ อีกมากมาย ทั้งของไทยและของโลก

ทนเรียนรัฐศาสตร์อยู่ 4 ปี ก็ตัดสินใจคืนกลับบ้านเกิด ตามคำเรียกร้องของแม่ ที่อยากให้ลูกชาย “ใจนักเลง” สืบทอดกิจการก๋วยเตี๋ยวเป็ดตุ๋น ร้านหมี่เป็ดศิริวัฒน์ ถนนละม้ายสงเคราะห์ หาดใหญ่

ก่อนกลับหาดใหญ่ มนตรี ศรียงค์ มานั่งคุยในบ่ายวันหนึ่งในร้านกาแฟย่านประชาชื่น

ชีวิตก่อนจะได้อ่านของ เสนีย์ เสาวพงศ์ ดุเดือดแค่ไหน

พอสมควร มันเป็นช่วงวัยหนุ่มที่เราไม่รู้สึกว่ามันอันตราย ไม่รู้ว่ามันน่ากลัวเพียงใด เราเชื่อมั่นในเรี่ยวแรง การตัดสินใจของเรา เดินหน้าอย่างเดียว ไม่สนใจ ว่าอันตรายอยู่ไหน

จะบอกว่าเคยเดินบนเส้นทางนักเลงได้ไหม

ผมบอกอย่างนี้ดีกว่า ชีวิตผมช่วงนั้น ไม่ได้เป็นพวกเดียวกับที่หนีบกระเป๋านักเรียนไปเรียน ไม่เรียบร้อยเท่าไหร่ ค่อนข้างเกเร หนักหนาพอสมควร

ก่อนหน้านั้น เคยอ่านอะไรมาบ้าง

ประสาเด็กๆ เช่น พล นิกร กิมหงวน ของ ป.อินทรปาลิต ยืมจากห้องสมุดประชาชนหาดใหญ่ ตอนนั้นประถมฯ 5 จนได้มาเจอเพื่อน ประดิษฐ์ เรืองดิษฐ์ คงเห็นว่าผมไร้สาระเกินไป หานิยาย “ปีศาจ” และ “ความรักของวัลยา” มาให้อ่าน นั่นคือการเปิดประตูสู่แวดวงวรรณกรรมครั้งแรกจากน้ำมือของมิตร ตอนอยู่รามฯ ปีสอง

อ่านนิยาย เรื่องสั้นมาตั้งเยอะ ทำไมเลือกเป็นกวี ชอบฟังเพลงครับ โดยเฉพาะเพลงลูกทุ่ง บทกวีมันมีจังหวะคล้ายๆ เพลง กลอนแปดที่ผมหยิบมาใช้ผมเลือกจังหวะให้เป็นลักษณะเดียวกับเพลงลูกทุ่งเก่าๆ บทกวีของคนอื่นๆ อาจจะมีกลิ่นอายของร็อก บลูส์ แต่ผมเลือกจะสื่อด้วยกลอนที่มีกลิ่นอายเพลงลูกทุ่ง ด้วยความชื่นชอบในน้ำเสียงของมัน ผมเขียนกวีตั้งแต่มัธยมฯ ต้น มาจริงจังช่วงพฤษภาทมิฬ ปี 2536 เริ่มมีชื่อตามหน้านิตยสาร เช่น อาทิตย์ ข่าวพิเศษ ที่มี “นายพรานผี” คุมคอลัมน์กวี ตอนนั้นกลับไปอยู่บ้านแล้ว เรียนไม่จบ แม่เรียกกลับบ้านก่อน สาเหตุส่วนหนึ่งผมเกเรเกินไป และที่บ้านไม่มีคนดูแลกิจการ เตี่ยกับแม่อายุเริ่มมาก หมี่เป็ดสืบทอดจากเตี่ย เป็นสูตรที่เตี่ยคิดขึ้นมาเอง เตี่ยหัดให้ผมค้าขายมาตั้งแต่ผมสิบกว่าขวบ หัดให้ทำบะหมี่ช่วงนั้น

สมัยเรียนรามฯ เคยคิดไหมต้องมาขายหมี่เป็ด

ช่วงเรียนรามฯ เป็นช่วงวัยหนุ่ม เราเชื่อมั่นในเรี่ยวแรงของเรา และเชื่อว่าโลกนี้จะทำงานอะไรก็ได้ แต่ไอ้อาชีพขายบะหมี่เหมือนเตี่ยเหมือนแม่ ไม่เคยอยู่ในความคิด ผมปฏิเสธมาตลอด มันเป็นอาชีพที่คนดูถูกว่าต่ำต้อย ผมต้องการอะไรมากกว่านั้น

ตอนนั้นอยากเป็นอะไร

ตามในอุดมคติของวัยหนุ่มสมัยนั้น อยากเป็นครูชนบทไปอยู่บนดอย แต่ก็เป็นเพียงแค่อุดมคติ เอาเข้าจริงผมก็คงทำไม่ได้ ผมอาจจะได้รับการซึมซับบรรยากาศในรามฯ มาก็ได้ ผมยังทันยุคหนุ่มสาวในวัยแสวงหา ได้รับรู้รับฟังมาบ้าง

ใครเป็นต้นแบบกวี

มันเริ่มต้นมาจากเพลงลูกทุ่ง ครูไพบูลย์ บุตรขัน เป็นหลัก คนอื่นเช่น สุรพล สมบัติเจริญ เบญจมินทร์ จูเลี่ยม กิ่งทอง ครูเพทาย ทางใต้ เป็นต้นแบบที่แท้จริง แต่จะละเลย เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ สถาพร ศรีสัจจัง ไม่ได้เลย รวมทั้งนักกลอนเก่าๆ ทุกอย่างผสมผสานกลายเป็นน้ำเสียงของผม

เคยดูนักร้องลูกทุ่งคนไหนบ้างที่ประทับใจ

สายัณห์ สัญญา เขามาเล่นวิกเฉลิมไทย ในตลาดกิมหยง เมื่อก่อนผมอยู่แถวนั้น โตขึ้นมาหน่อยมีวงสตริง แกรนด์เอ็กซ์มาเล่น ผมซื้อบัตรเข้าไปดูเลย มาเรียนรามฯ ได้ดูอีกหลายวง

ขายบะหมี่ไปด้วย เขียนกวีไปด้วย สับสนไหม

ไม่ครับ ผมเป็นอัจฉริยะ แยกสมองซ้ายขวาได้ หูฟังลูกค้า บะหมี่น้ำสองก้อน เป็ดตุ๋น แต่สมองผมกำลังเขียนบทกวี หูของผมจะฟังเสียงของสมองนั้น ว่างผมก็จะรีบไปนั่งที่โต๊ะของผม จดๆ ผมเป็นคนขี้ลืมอย่างร้ายกาจ ลูกค้าจะคุ้นชินตากับภาพผมนั่งหน้าร้าน จดยิกๆ ลูกค้าบางคนสงสัย เรียนอะไรต่อ เขียนอะไร บางทียิ้มตอบไป บางคนที่สนิทกันจริงๆ มีรสนิยมอ่านหนังสือเหมือนกันจะรู้เราเป็นกวี นักเขียน มันไม่ใช่เรื่องน่าอาย เขาถามผมก็จะบอกว่า ผมเขียนบทกวีอยู่ ลูกค้าร้านผมมีหลายรูปแบบ บางทีผมต้องตอบปัญหาชีวิตด้วย สามีมีเมียน้อย ลูกเกเรอะไรพวกนี้ รับฟังปัญหาลูกค้าด้วย

ชอบฟังเพลง ถ้าไม่ได้เป็นกวี เคยคิดอยากเป็นนักร้องบ้างไหม

ผมร้องเพลงไม่เป็น เพี้ยนตลอด แต่เขียนเพลงได้ ใช้กีตาร์หาเมโลดี้ แล้วให้เพื่อนที่มีความรู้ใส่ทำนอง เรียบเรียงเสียงประสาน ใส่ดนตรี เคยทำเดโมไปแล้ว 95 เปอร์เซ็นต์แต่ยังไม่เคยเผยแพร่ ตอนนี้กำลังคิดว่าจะเสนอที่ไหนดี ผมแต่งเพลงไว้หลายแนว ทั้งลูกทุ่ง เมื่อก่อนเคยเร่ขายแต่ไม่มีใครเอา ตอนนี้ถ้าขายคงคิดแพงหน่อย เพราะผมได้ซีไรต์แล้ว

เหนื่อยไหม ขายบะหมี่ไป เขียนกวี

ทุกงานมันเหนื่อยหมดแหละครับ

แต่การงานของคุณมันขัดแย้งกันมาก

ใช่ครับ อย่างที่ว่าการงานทุกอย่างมันเหนื่อยหมด แม้แต่งานที่เราไม่อยากทำ ไม่หนื่อยกาย เรายังเหนื่อยใจ แต่ในเมื่อผมเลือกที่จะขายก๋วยเตี๋ยว เขียนบทกวีไปด้วย ผมต้องสร้างความสุขให้ตัวเอง ลวกก๋วยเตี๋ยวไป เขียนหนังสือไปอย่างละเมียดละไม

เคยบอกกับตัวเองไหมว่าเราเป็นกวี

บอกครับ เราต้องบอกตัวเอง ว่าเราเป็นกวี ในชีวิตเราต้องมีสิ่งเชื่อมั่นสักอย่าง มีคนคิดว่าผมพูดเล่นๆ ว่า ผมเชื่อว่าผมรูปหล่อ นั่นคือการสร้างความเชื่อมั่นให้ตัวเองเพื่อทรงตัวยืนอยู่ในโลกนี้ เพียงแต่ว่าในการหาความเชื่อมั่นนั้นต้องมีสติด้วย เราต้องมีสติกำกับอยู่เสมอ

แสดงว่ามั่นใจในงานแต่ละชิ้นมากว่าต้องโดน

มั่นใจครับ เพราะผมเกลาแล้วเกลาอีก อ่านแล้วอ่านอีก จนพอใจสูงสุดในห้วงขณะนั้น ส่งเสร็จแล้วมาดูอีกที แก้ใหม่ บางทีไม่เอาเลยทั้งชิ้น บางทีผมเขียนสองสามชิ้นพร้อมๆ กัน ผมทำได้

นานที่สุดใช้เวลากี่วัน

บางชิ้นเขียนทิ้งไว้เป็นสิบปี เขียนหัวไว้สองสามบท ทิ้งจนลืม มาเปิดเจอเฮ้ยได้ประเด็นมุมมองใหม่ เขียนต่อ ตอนนี้ในร้านผมมีสมุดจดบทกวีเป็นสิบๆ เล่ม เขียนครบทุกหน้าด้วยลายมือ คนอื่นอ่านไม่ออก ผมเองยังต้องมานั่งแกะทีละตัว

ช่วงเริ่มเขียนบทกวี เคยได้ยินคำตัดพ้อว่ากวีตายแล้วบ้างไหม

กวีบ้านเราไม่มีตาย ไทยเป็นประเทศกวี เรามีกวีอยู่มากมาย อย่ากังวลว่ามันจะตาย กวีมีการสืบทอด สืบรุ่น แต่ละคนก็พยายามดิ้นหาอัตลักษณ์ตัวเองออกมานำเสนอ กวีประเทศนี้ไม่มีทางตาย และจะยืนหยัดไปจนสิ้นชาติ สิ้นโลก

แต่มันก็ผ่านพิสูจน์แล้วว่าขายยาก

มันมีหลายองค์ประกอบ ตัวกวี ระบบการศึกษา สังคม ทุนนิยม โลกาภิวัตน์ การเมือง มีส่วนทั้งนั้น แต่มันเกินแรงที่กวีคนหนึ่งจะออกมาขับเคลื่อนตรงนี้ได้ แต่กวีแก้ปัญหาตรงนี้ได้ ด้วยการตั้งคำถามที่ว่า กวีกำลังเขียนอะไรอยู่ ทำไมคนไม่อ่าน นี้คือการพยายาม รีดเค้นศักยภาพตัวเองออกมา เพื่อสื่อสารกับเพื่อนมนุษย์ในประเทศนี้ด้วยน้ำเสียงของบทกวี ถ้ากวีแต่ละคนตอบคำถามตรงนี้ได้ สักวันหนึ่งการอ่านบทกวีจะเข้มแข็ง ครั้งหนึ่งบทกวีขายได้มหาศาล จู่ๆ ตกฮวบจนแทบจะสูญหายไปจากประเทศนี้ มันเกิดจากอะไร กวีต้องตอบคำถามนี้ก่อน หารากเหง้าปัญหานั้นให้เจอ

การเคลื่อนไหวของกลุ่มประชาคมวรรณกรรม คุณคิดเห็นอย่างไร

ยืนยันอีกครั้ง ใครก็มีสิทธิ์ที่จะแสดงความคิดเห็นได้ทั้งนั้น วงการนี้พี่น้องร้องเพลงกัน ไม่มีโกรธเคือง เพียงแค่แสดงความเห็น กับพี่กานติ ณ ศรัทธา วรภ วรภา, วิสุทธิ์ ขาวเนียม ในกลุ่ม “คลื่นใหม่” ผมสนิทหมด มีกิจกรรมอะไร ยินดีไปร่วม บางทีเขาลืม ผมเสนอหน้าไปเองเลย

ตารางชีวิตของคุณทุกวันนี้ เป็นอย่างไร

ผมตื่นแต่ตีห้าทุกเช้า ไปตลาด กลับมาเตรียมของขาย เส้นบะหมี่เมื่อก่อนทำเอง ตอนนี้ให้น้องๆ ทำ ผมจะอยู่หน้าร้านลวกบะหมี่ไป หน้าผมรับแขกอยู่แล้ว ขายของไปด้วย เขียนกวีไปด้วย สี่ห้าโมงเย็นเก็บร้าน เมื่อก่อนไม่เตะบอลก็เล่นเน็ต ตอนนี้เล่นแต่เน็ต เพราะเล่นบอลวิ่งไล่เด็กไม่ไหว สองทุ่มจะอยู่หน้าคอมพ์ ถ้าไม่ได้เล่นเน็ตผมก็นั่งเขียนงาน สี่ห้าทุ่มเข้านอน

มองคนในชุมชนไซเบอร์อย่างไร

ผมเริ่มท่องเน็ตเว็บหลุดโลกในยุคคลาสสิค หลุดโลกเป็นเว็บของคนอีกกลุ่ม ที่ต้องการปลดปล่อยความเคร่งเครียดแต่ละวัน แต่ในนั้นจะมีงานเขียนดีๆ ที่ไม่น่าเชื่อ ทั้งเรื่องสั้น บทกวี หลายคนน่าทึ่งมาก เพียงแต่เรื่องไม่สามารถตีพิมพ์ตามสื่อได้ แต่ลีลาการใช้ภาษาได้เลย สำหรับผม เน็ตก็แค่ของเล่น ผมเปิดเว็บไซต์ (www.softganz.com/meeped/index.php) เพื่อเก็บงาน แต่มีบอร์ด ให้น้องๆ เพื่อนๆ เข้ามาคุย เล่นหัวกัน กวี นักเขียนไม่ได้ยิ่งใหญ่ไปกว่าคนอื่นหรอก เว็บไซต์ คือ การงานอย่างหนึ่ง

กับเล่มนี้ “โลกในดวงตาข้าพเจ้า” ใช้เวลากับมันมากแค่ไหน

เยอะ แก้ไขเยอะ บางทีแก้แล้ว พี่เวียง-วชิระ บัวสนธ์ บ.ก.ส่งมาให้อ่าน ผมก็แก้กลับไปอีกหลายครั้ง จนพี่เวียงบอกเอาให้แน่ อันไหนใหม่สุดของมึง จะได้พิมพ์เสียที คือ ผมเป็นคนแก้งานตัวเองตลอด เห็นข้อบกพร่องในงานตัวเองทุกครั้ง อ่านเมื่อใดก็เจอ พี่เวียงเป็นบ.ก.ที่ทำงานด้วยแล้วสนุก สมกับที่เป็น “ดอน” เราคุยกันตลอด งานชุดนี้จึงออกมาสมบูรณ์ บ.ก.มองเห็นว่างานเรามีอะไรอยู่ แล้วดึงตรงนั้นออกมาอย่างมีเอกภาพและพลัง

นอกจากเรื่องสั้นที่ออกมาแล้ว ตอนนี้กำลังเขียนอะไร

กำลังวางโครงเรื่องนิยายเกี่ยวกับปัญหาชายแดนใต้ แตกแขนงจากเรื่องสั้นเรื่องหนึ่งของผม นิยายเรื่องนี้ จะจับประเด็นความแตกแยกระหว่างพุทธกับมุสลิม ผมอยากจะบอกว่า เราถูกปลูกฝังความคิดให้เกลียดมุสลิมมาตั้งแต่ครั้งสังคมศักดินา โดยที่เราไม่เคยตั้งคำถามว่า ทำไมต้องเหยียดหยามเขา เรื่องนี้เป็นปัญหายาวนานมากแล้ว ควรจะถูกหยิบยกมาพูดบ้าง เพื่อละลายความเกลียดชังซึ่งกันและกัน ถ้าการได้ซีไรต์ทำให้ผมเสียงดังพอที่จะไปละลายตรงนั้นผมก็ยินดีและดีใจมาก

แต่หลังจากนี้ยังต้องกลับไปขายหมี่เป็ดต่อ

ใช่ๆ ผมยังชอบขายก๋วยเตี๋ยวไป เขียนกวี และคุยกับลูกค้าไป หลายคนเป็นพี่เป็นเพื่อน ไม่ใช่แค่คุณซื้อ ผมขาย คุณกิน ผมล้างถ้วย ยังเป็นลักษณะการค้าแบบยุคเก่า ที่ทุนนิยมสมัยใหม่ ไม่คิดว่ามันจะเป็นไปได้ ลูกค้าบางคนความเห็นทางการเมืองไม่ตรงกัน ทะเลาะกันก็มี แต่ยังเป็นเพื่อนกัน ยืมเงินกันก็มี

ผมยังมีความสุขกับการยืนลวกก๋วยเตี๋ยวขายและคุยกับลูกค้าไปด้วย

“กลายเป็นการงานอันแสนสุข

ตื่นปลุกเบิกบานในหน้าที่

วันเป็นวันเดือนเป็นเดือนปีเป็นปี

คนขายบะหมี่จะไปนิพพานแล้ว!”

(บทกวี “นิพานในร้านหมี่เป็ดศิริวัฒน์”, จากเล่ม “โลกในดวงตาข้าพเจ้า”)

ผลงาน มนตรี ศรียงค์

1.รวมบทกวี “ดอกฝัน ฤดูฝนที่แสนธรรมดา” (2541)

2.รวมบทกวีทำมือ “การพังทลายของทางช้างเผือก” (2549)

3.รวมบทกวี “ดอกตะแบกเริ่มบาน” (2550)

4.รวมเรื่องสั้น “THE DUCKDUCK”S MANIFESTO! : มาจากร้านหมี่เป็ดศิริวัฒน์” (2550)

5.รวมบทกวี “โลกในดวงตาข้าพเจ้า” (2550)

ชนา ชลาศัย

Advertisements

ทางออกวิกฤต”ไฟใต้” ในทัศนะผู้นำมุสลิมอินโดฯ

sam.jpg

เมื่อเร็วๆ นี้ กระทรวงการต่างประเทศเชิญ ศ.ดร.เอ็ม ดิน ซัมซูดิน ประธานองค์กร มูฮัมมาดิยาห์ องค์กรมุสลิมใหญ่อันดับ 2 ของประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งมีสมาชิก 35 ล้านคน มาเยือนประเทศไทย เพื่อลงพื้นที่สำรวจสถานการณ์ “ไฟใต้”

ในการนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภูมิพลอดุลยเดช พระราชทานพระราชวโรกาสให้ศ.ดร.ซัมซูดิน เข้าเฝ้าฯ ณ พระราชตำหนักจิตรลดารโหฐาน

ก่อนเดินทางกลับอินโดนีเซีย ศ.ดร.ซัมซูดิน ยังได้เข้าหารือกับพล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรี และพล.อ.สนธิ บุญรัตกลิน ประธานคมช. และผบ.ทบ. เพื่อแลกเปลี่ยนทัศนะ รวมทั้งมอบข้อเสนอแนะในการแก้ปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ พร้อมให้สัมภาษณ์พิเศษ ซึ่งหนึ่งในทีมงาน ‘WhiteChair’ ได้มีโอกาสเข้าไปพูดคุยกับศ.ดร.ซัมซูดิน มีสาระสำคัญดังนี้

-ท่านลงพื้นที่จังหวัดใดและพบปะหารือกับใครบ้าง?

ศ.ดร.ซัมซูดิน : จังหวัดปัตตานี ได้พบกับทั้งผู้ว่าฯ ปัตตานี ยะลา นราธิวาส รวมถึงผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการบริหารชายแดนใต้ (ศอ.บต.) และผู้นำมุสลิมประมาณ 500-600 คน

ข้อสังเกตที่ได้จากการพูดคุย สอบถาม พบว่า ผู้นำมุสลิมในภาคใต้ส่วนใหญ่เป็นพวก “สายกลาง” ไม่นิยมความรุนแรง ไม่ได้สนับสนุนกลุ่มคนที่ก่อความรุนแรงทางภาคใต้ และพร้อมให้ความร่วมมือในการแก้ปัญหาอย่างสันติวิธี

ผู้นำมุสลิมในทางภาคใต้ต้องการให้รัฐบาลแก้ปัญหาด้วยแนวทาง “ซอฟต์เพาเวอร์” (แนวทางที่นุ่มนวล) เนื่องจากเป็นวิธีการที่ดีกว่าใช้กำลังทางทหาร และต้องการให้รัฐบาลให้ความช่วยเหลือคนทางภาคใต้ให้มากขึ้น ในเรื่องของการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านต่างๆ รวมถึงเรื่องของการศึกษา การพัฒนาคน

โดยภาพรวมแล้ว ขณะนี้การแก้ปัญหาภาคใต้ของไทยโดยสันติวิธีมีความเป็นไปได้มาก รัฐบาลจะต้องพยายามฉวยโอกาสนี้ทำให้เกิดขึ้นให้ได้ ก่อนที่โอกาสจะหายไป

– หลัก “สันติวิธี” ได้รับการพูดถึงว่าเป็นทางออกของปัญหา แต่สภาพจริงในพื้นที่นั้นปัญหาบานปลายไปมาก ยังเกิดเหตุรุนแรงรายวัน มีการจัดตั้งมวลชนมุสลิมมาปิดล้อมโรงพักเพื่อให้ปล่อยตัวผู้ต้องสงสัย ขณะที่ฝ่ายไทยพุทธก็ปิดถนนบ้างเพื่อตอบโต้ ฯลฯ ท่านมีข้อเสนอแนะอย่างไร?

ศ.ดร.ซัมซูดิน : ต้องทำทุกวิถีทางที่จะไม่ให้ปัญหานี้กลายเป็น “ข้อขัดแย้งระหว่างศาสนา” เพราะโดยพื้นฐานจากการสังเกตของผม ปัญหาภาคใต้โดยธรรมชาติของมันเองนั้นไม่ใช่ปัญหาทางศาสนา ฉะนั้นจึงต้องทำทุกทางเพื่อตัดการเชื่อมโยงกับศาสนาให้ได้

การจะดึงเอาความขัดแย้งด้านมิติศาสนาออกไป ก็ต้องเน้นการแก้ไขด้วยมาตรการดังที่กล่าวมาแล้ว

เช่น จัดทำโครงการพัฒนาเศรษฐกิจ สร้างความยุติธรรมในสังคม พยายามหลีกเลี่ยงการสร้างภาพความขัดแย้งทางศาสนา

ปัญหาภาคใต้ขณะนี้ไม่ใช่มีเฉพาะเรื่องศาสนาอย่างเดียว แต่ยังมีเรื่องของ “เชื้อชาติ” เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย เพราะคนนับถืออิสลามก็มีความผูกพันกับเชื้อชาติทางมาเลย์ อาจยิ่งทำให้ปัญหารุนแรงบานปลาย

ผู้นำศาสนาพุทธและอิสลามจะต้องจับมือกัน แก้ปัญหาร่วมกันโดยไม่มีการแบ่งแยกทางศาสนา แล้วก็มองว่าคนที่ก่อปัญหาเป็น “อาชญากร” ไม่ใช่พวกที่ทำเพื่อศาสนา

– ข้อมูลจากบางฝ่าย เช่น หน่วยข่าวกรอง มองว่า มีกลุ่มผู้ต้องการแบ่งแยกดินแดนอยู่จริง ไม่ว่าจะใช้แนวทางสันติวิธีขนาดไหน หรือใช้วิธีการใดๆ แก้ปัญหาก็ไม่มีวันยุติ?

ศ.ดร.ซัมซูดิน : ผมเห็นด้วยว่าการใช้แนวทางสันติวิธีโดยลำพังคงแก้ไขปัญหาไม่ได้ เพราะกลุ่มที่เป็นพวกแบ่งแยกดินแดน หรือที่มีอุดมการณ์ทางการเมืองก็จะขยายตัวใหญ่โตขึ้น

แต่ถ้าใช้แนวทาง “ฮาร์ด เพาเวอร์” (แนวทางปราบปรามอย่างแข็งกร้าว) เพียงอย่างเดียว ใช้ “ความรุนแรงสยบความรุนแรง” ก็จะยิ่งก่อให้เกิดความเกลียดชังกัน จึงไม่สามารถยุติวงจรที่แท้จริงของปัญหา

อย่างไรก็ตาม เราต้องให้น้ำหนัก-เปิดทางแก่แนวทางสันติวิธีให้มากขึ้น

การแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นต้องทำไปด้วยกัน เราจะใช้สันติวิธีอย่างเดียวคงไม่ได้ แต่ต้องมีการบังคับใช้กฎหมายที่มีประสิทธิภาพควบคู่ไปด้วย สิ่งเหล่านี้คือวิถีทางแก้ปัญหาแบบที่เรียกกันว่า “สายกลาง”

– ท่านได้หารือกับนายกฯ และผบ.ทบ. เรื่องใดและมีข้อเสนอแนะอะไรบ้าง?

ศ.ดร.ซัมซูดิน : 1.รัฐบาลไทยมีนโยบายชัดเจนว่าไม่ต้องการให้ปัญหาภาคใต้ถูกยกขึ้นไปสู่ระดับสากล ซึ่งก็ตรงกับความเห็นของผมว่า ปัญหานี้เป็นปัญหาภายในของไทย จากประสบการณ์ของอินโดนีเซียเองที่ผ่านมาก็แสดงให้เห็นแล้วว่า ปัญหากลุ่มแบ่งแยกดินแดนในจังหวัดอาเจะห์ รวมถึงปัญหาอะไรก็ตาม ความยุ่งยากมักมาจากการที่ “ต่างชาติ” เข้ามา

2.ปัญหาภาคใต้ คนก่อปัญหาไม่ใช่คนทั้งหมด เป็นแค่ “คนกลุ่มเล็กๆ”

3.ต้องเปลี่ยนกระบวนทัศน์ในการแก้ปัญหาแบบใหม่ โดยเน้นหนักลงไปที่แนวทาง “ซอฟต์ เพาเวอร์” เน้นการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การพัฒนาคน ซึ่งท่านผบ.ทบ.ก็บอกว่าได้ดำเนินการตามแนวทางนี้อยู่ อาทิ ให้ทุนนักเรียนภาคใต้ 3,000 คนไปเรียนพยาบาล

4.”ต่างชาติ”ก็มีส่วนสนับสนุนการแก้ปัญหาภาคใต้ของไทยในทางบวกได้ แต่ควรต้องเข้ามา”ทางอ้อม”หมายความว่า ให้ตัวอย่างที่ดีสำหรับแก้ปัญหา หรืออาจจัดให้คนในภาคใต้ได้ไปเรียนรู้แนวทางแก้ปัญหาที่เคยเกิดขึ้นในชาติเหล่านั้น โดยเฉพาะประเทศที่มีวัฒนธรรม-ศาสนาเดียวกัน เพื่อดูว่าสามารถนำตัวอย่างการแก้ปัญหามาใช้กับประเทศไทยได้อย่างไร

5.สาเหตุหนึ่งของปัญหาไฟใต้ก็คือ มีความไม่ไว้วางใจกันระหว่างรัฐบาลกลางกับคนในพื้นที่ค่อนข้างสูง ดังนั้น ถ้าไทยสามารถนำมิตรประเทศมุสลิมที่มีแนวความคิดคล้ายๆ กับรัฐบาลไทยอยู่แล้ว เข้ามาช่วยพูดช่วยทำให้เกิดผลบวก

– บางฝ่ายเสนอว่าการตั้ง “เขตปกครองพิเศษ” อาจช่วยแก้ปัญหาระยะยาว?

ศ.ดร.ซัมซูดิน : การให้เขตปกครองตนเองเป็นปัจจัยเสริม ไม่ใช่ปัจจัยหลักในการแก้ปัญหา ถ้าให้อำนาจปกครองตนเองไปแล้ว แต่รัฐบาลชุดใหม่ที่เข้ามาไม่มีศักยภาพในการสร้างความเจริญรุ่งเรือง กินดีอยู่ดีให้กับประชาชน ปัญหาก็จะยังคงอยู่ต่อไป สิ่งสำคัญ คือ จะทำให้คนใต้ได้รับสิทธิเท่าเทียมกับคนเหนือ หรือคนภาคอื่นๆ ได้อย่างไร

เราต้องทำให้คนใต้มีความรู้-ความสามารถเท่าเทียมกับคนอื่นๆ เพราะถ้านักเรียนในภาคใต้ จบมาด้วยวุฒิการศึกษาต่ำ ก็ย่อมแข่งขันกับพี่น้องพลเมืองร่วมชาติคนอื่นๆ ไม่ได้ ซึ่งจะก่อให้เกิด “ปมด้อย” เมื่อสิ่งนี้หลอมรวมเข้ากับความแตกต่างทางชาติพันธุ์ จะยิ่งจุดชนวนโหมเพลิงแห่งความไม่สงบทางสังคมให้เกิดขึ้นมา

นอกเหนือจากการดูแลสิทธิของประชากรทั้งภาคใต้กับภาคอื่นๆ โดยเท่าเทียมกันแล้ว การพัฒนาทำให้ปากท้องประชาชนอิ่มก็เป็นเรื่องสำคัญ เพราะถ้าคนท้องหิวเมื่อไหร่ ปัญหาเรื่องศาสนา เรื่องเชื้อชาติที่แตกต่าง ก็จะยิ่งเป็นปัจจัยเสริมกระตุ้นให้ปัญหาบานปลาย

เราต้องพยายามทุกทางไม่ให้คนในภาคใต้เกิด “ปมด้อยในจิตใจ” รู้สึกว่าตนเองได้รับอะไรๆ น้อยกว่าคนภาคกลาง หรือคนภาคอื่นๆ จึงต้องมีการพัฒนาเพื่อสร้างความเท่าเทียมกันและลดช่องว่าง เช่น เรื่องของการศึกษาก็ควรสร้างโรงเรียนที่ดี ที่ทันสมัย ให้กับคนมุสลิมทางภาคใต้ให้มากขึ้น ให้เทียบเท่ากับโรงเรียนของคนภาคอื่นๆ

ทำให้พวกเขารู้สึกว่ากำลังอาศัยอยู่ในบ้านหลังเดียวกัน

‘วันเสาร์’

ลายเซ็นของ Jayhawks

 rainy.jpg

วัฒนธรรมดนตรีของโลกเลื่อนไหล ผันแปรไม่มีวันสิ้นสุด

เมื่อวานอาจเป็นวันของร็อก เฮฟวี่เมทัล อัลเทอร์เนทีฟ วันนี้อาจเป็นวันของแร็พ ฮิพฮอพ ชิลล์ เอาต์ การาจ ร็อก ไปจนถึง อีเล็กโทรแคลชแต่วันพรุ่งนี้กระแสดนตรีโลกจะพุ่งไปทางไหนเหลือจะคาดเดา ร่ำๆว่าดนตรียุค 70 กำลังจะกลับมาเป็นเทรนด์ใหม่เสียด้วยซ้ำไป

กล่าวอย่างถึงที่สุด ไม่ว่าจะเป็นดนตรีแนวไหน กาลเวลาพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า “ของจริง” เท่านั้นถึงจะอยู่รอดได้

ของจริงที่ว่านี้ไม่จำกัดรุ่น ไม่จำกัดเพศหรือวัย อยู่ที่ว่ามี “ตัวตน” ที่แท้หรือไม่ สามารถปรุงแต่งความเป็นตัวเองเข้ากับยุคสมัยได้หรือไม่เท่านั้น

ใครคนไหนมี “ลายเซ็น” ของตัวเองก็มักจะอยู่ยั้งยืนยง เป็นศิลปินที่ “ตายยาก” อยู่เสมอ

วงดนตรีที่ครั้งหนึ่งได้ชื่อว่าเป็น “คันทรี่ร็อก ทางเลือก” อย่าง The Jayhawks น่าจะเป็นตัวอย่างได้ชัดเจนที่สุด

The Jayhawks ก่อตั้งวงขึ้นมาเมื่อเดือนก.พ.ปี 1985 แกนหลักสำคัญของวงคือ มาร์ก โอลสัน อดีตมือเบสมากฝีมือของวงสแตกเกอร์ ลี ในมินนิอาโปลิส,มินเนโซต้า ส่วนสมาชิกรุ่นก่อตั้งคือ มาร์ก เพิร์ลแมน (กีตาร์),นอร์ม โรเจอร์ส (กลอง) และสมาชิกสำคัญอีกคนคือ แกรี่ ลูริส อดีตมือกีตาร์และนักแต่งเพลงฝีมือดีจากวงเซฟตี้ ลาสต์

The Jayhawks เป็นวงดนตรีคันทรี่ ร็อกผสมผสานกับอะคูสติก พ็อพที่มีสำเนียงเป็นของตัวเอง มีอิทธิพลของ บ็อบ ดีแล่น,นีล ยังแผ่ซ่านอยู่

ท่ามกลางท่วงทำนองอันไพเราะ รื่นหู มีเสียงประสานอันกลมกลืน และยังแฝงเร้นไปด้วยเนื้อหาคมคาย มีลายกวีซุกซ่อนอยู่ประปราย

ภายใต้การทำงานของคู่หู “โอลสัน-ลูริส” ทำให้ The Jayhawks เป็น “เสียงใหม่” แห่งวงการคันทรี่ร็อก

แม้ไม่โด่งดัง โครมคราม แต่ก็มีลักษณะเฉพาะอันโดดเด่น

ก่อนจะเป็นที่ยอมรับในวงกว้างกับอัลบั้มชุดที่ 4 Tomorrow The Green Grass เมื่อปี 1995 ซึ่งมีซิ้งเกิ้ลเด่นอย่าง Blue และการนำเอาเพลงเก่าที่เคยฮิตระเบิดอย่าง Bad Time มาทำใหม่ในลีลาของตัวเอง

ก่อนหน้าที่จะมาโด่งดังกับ Tomorrow The Green Grass นั้น The Jayhawks มีการเปลี่ยนแปลงสมาชิกแบบผลัดกันเข้า-ออกอยู่ตลอดเวลา

แต่ครั้งไหนก็ไม่สะเทือนเท่ากับตอนที่โอลสันตัดสินใจไขก็อกลาหลังอัลบั้ม Tomorrow The Green Grass

ทำให้ภาระผู้นำต้องตกเป็นของลูริสอย่างเต็มตัว

แม้จะเป็นนักดนตรี นักแต่งเพลงรวมทั้งนักร้องเสียงดีอยู่ในตัว แต่ลูริสก็แสดงให้เห็นว่าการขาดหายไปของโอลสัน ทำให้ความเป็น The Jayhawks เป๋ไปไม่น้อยเลย

สังเกตได้จากอัลบั้ม 2 ชุดถัดมาคือ Sound Of Lies (1997) และ Smile (2000) มีสำเนียงที่ผิดที่ผิดทางอยู่มาก

โดยเฉพาะอัลบั้ม Smile หันไปใช้ Bob Ezrin อดีตโปรดิวเซอร์ของศิลปินอย่าง อลิซ คูเปอร์,คิสส์,ลู รี้ดและปีเตอร์ เกเบรียล ทำให้เพลงในอัลบั้มดังกล่าวมีกลิ่นที่แปลก แปร่งออกไปอยู่มาก

แต่อัลบั้มชุดที่ 7 Rainy Day Music (2003) เป็นการกลับคืนสู่รากเหง้าอีกครั้ง

The Jayhawks แม้จะกลายสภาพเป็นวงทริโอ (แกรี่ ลูริส,ทิม โอ’เรแกน,มาร์ก เพิร์ลแมน) แต่การเลือกใช้เพื่อนพ้องนักดนตรีฝีมือเยี่ยม และมีความเป็น “พวกเดียวกัน” ใน Rainy Day Music  กระทำได้อย่างเหมาะเจาะ จนก่อเกิดเป็น “เดอะ ทีม” ชั้นเยี่ยม

Rainy Day Music จึงฟุ้งไปด้วยเสียงอันคุ้นเคย มีความเป็นคันทรี่ ร็อกที่รื่นหู เนื้อหาคมคายและหลากหลาย เสียงประสานอันสุดยอด

ที่สำคัญก็คือมี”กลิ่น” ความเป็นบริติช พ็อพลอยวนกลายเป็น “เสียงใหม่” อันทำให้เป็นงานที่ไม่เชย ตกรุ่นได้อย่างน่าทึ่ง

Rainy Day Music นำพาผู้ฟังไปสู่คืนวันเก่าๆที่งดงาม มีสำเนียงของ The Eagles และ Crosby Stills&Nash อบอวลอยู่ และความเชื่อมโยงที่เห็นได้ชัดก็คือการได้เบอร์นี่ ลีด้อน อดีตสมาชิกของ The Eagles มาเล่นแบนโจให้ในเพลง Tailspin มีคริส สตีลล์ส (บุตรชายของสตีเฟ่น สติลล์ส) และจาค็อบ ดีแลน (ลูกชายของบ็อบ ดีแลน) มาร่วมร้อง แถมยังมีขาใหญ่ในแวดวงอย่าง แม็ตธิว สวีต (The Thorns) มาร่วมร้องและแต่งเพลงให้อีกด้วย

เพลงทั้งหมด 3 สมาชิกที่เหลืออยู่ของวงร่วมกันรับผิดชอบโดยมีแกรี่ ลูริสที่ออกจะโดดเด่นกว่าเพื่อน ผลที่ได้ก็คือทั้งอัลบั้มมีความกลมกลืน เป็นเนื้อเดียว กลิ่นเดียวกันอย่างน่าประหลาด

ผลงานของลูริสอย่าง Tailspin และ Save For A Rainy Day นอกจากจะฟังได้รื่นหู ชนิดครั้งเดียวก็ “โดน” แล้ว ยังแสดงให้เห็นถึงทัศนคติในการมองโลกในแง่งาม ไม่ยอมให้ชีวิตตัวเองต้องถดถอยของลูริสอีกด้วย

ส่วน Eyes of Sarahjane และ Angelyne เป็นการเก็บเกี่ยวจากประสบการณ์ตรงที่ฟังแล้วสามารถนึกตามจนเห็นภาพ

ในขณะที่ Stumbling Through The Dark (ลูริสแต่งร่วมกับแม็ตธิว สวีต) สวยงามและเข้าขาราว “เกล็น ฟราย-ดอน เฮนลีย์” ประมาณนั้น

สำหรับ Don’t Let The World Get In You Way และ Tampa To Tulsa ของทิม โอ’รีแกน และ Will I See You In Heaven ของมาร์ก เพิร์ลแมนดู คมคายและมีชั้นเชิงพอตัวทีเดียว

เมื่อตอนออกวางขายใหม่ๆนิตยสารโรลลิ่ง สโตนรายงานว่าอัลบั้ม Rainy Day Music หลังจากออกวางขายก็ทะยานขึ้นไปอยู่อันดับที่ 51 ในตารางบิลล์บอร์ด

แม้จะดูเป็นอันดับที่ “ธรรมดา” มากถ้านำไปเทียบกับโคตรศิลปินแห่งยุคอย่าง Linkin Park หรือ Radiohead แต่นี่คืออันดับสูงสุดเท่าที่ทางวงเคยได้รับมา

ดูเหมือนว่าการกลับคืนสู่ตัวตนดั้งเดิมของตัวเอง และผลิตงานในลักษณะ Less is more

คือสิ่งที่ The Jayhawks น่าจะทำมานานแล้ว

แม้ว่าจนถึงปัจจุบัน The Jayhawks จะยังไม่มีอัลบั้มใหม่ออกมา แต่ยังวนเวียนอยู่ในวงการเหมือนเดิม
 และเมื่อมองย้อนกลับไป Rainy Day Music คืออัลบั้มที่ยังอยู่ในใจใครหลายคน
                                                                                         ‘ชิกไก้ปั่ว’

คิดถึง’จรัล’

jaran.jpg 

หนังสือ “อื่อ..จา..จา จรัล มโนเพ็ชร” พิมพ์ครั้งแรกเมื่อเดือนก.ย.2527 โดยนิตยสาร “เพื่อนเดินทาง” ช่วงนั้นจรัลกำลังโด่งดังสุดขีด นับตั้งแต่ผลงานชุดแรก “โฟล์คซองคำเมือง ชุดอมตะ 1” ออกวางตลาดเมื่อปี 2520หนังสือเล่มนี้ “สิเหร่” และ “ฌาน” ร่วมกันเรียบเรียง ประกอบด้วยบทสัมภาษณ์เบื้องหลังการทำเพลงโฟล์คซองคำเมืองและผลงานเพลงตั้งแต่ชุดแรก จนถึงชุดหลังสุดที่ออกมาในช่วงนั้น คือ “เอื้องผึ้ง จันผา”

บุคคลสำคัญที่มีส่วนผลักดันหรือจะเรียกว่าค้นพบจรัลก็ว่าได้ คนนั้นคือ มานิต อัชวงศ์ เจ้าของร้านเทปในเชียงใหม่ ซึ่งต่อมากลายเป็นผู้จัดการส่วนตัวจนถึงวาระสุดของจรัล มโนเพ็ชร

จรัลเล่าถึงจุดกำเนิดโฟล์คซองคำเมืองว่า ประมาณเดือนม.ค.20 ไปเล่นดนตรีงานวันเกิดเพื่อน เล่นกันคนละเพลง มาถึงผมเป็นคนสุดท้าย ก็ไม่มีเพลงจะเล่นแล้ว เลยงัดเอาเพลง “น้อยใจยา” ขึ้นมาเล่น พอร้อง เจ้าของวันเกิดกับแม่ของเพื่อนลุกขึ้นรำ

ทุกคนร้องตามได้เป็นบางช่วง บางวรรค แต่ส่วนใหญ่ฮัมทำนองได้หมด ผมจึงรู้ว่าเพลงพวกนี้มันอยู่ในจิตใจของทุกคน ถึงแม้ว่าพวกเขาจะเล่นเพลงสากลกันอยู่ก็ตาม

คืนนั้น คุณมานิต อัชวงศ์ ไปในงานเลี้ยงด้วย ก็เลยชวนผมทำเพลงคำเมือง”

มานิตเล่าถึงเหตุการณ์เดียวกันว่า พบกับจรัลในลักษณะที่แปลกมาก จำได้ดีวันนั้น 10 ม.ค.20 ในงานวันเกิดเพื่อนคนหนึ่ง

“ผมเดินขนลุกเกรียวเข้าไปในงาน ใครนะร้อง “น้อยใจยา” ได้ขนาดนี้”

นั่นคือจุดเริ่มต้นของผลงานชุด “โฟล์คคำเมือง” ที่ออกขายในวงแคบๆ ในเมืองเชียงใหม่ เมื่อประมาณกลางปี 2520 ซึ่งมีแต่เทปเท่านั้น

ปอน เสวก เขียนไว้ว่า จรัล มโนเพ็ชร เป็นคนหนุ่มจากลานนาที่มีหลายๆ อย่าง อันเป็นสิ่งดีเฉพาะตัว ไม่ว่าจะเป็นความมุ่งมาดปรารถนาเผยแพร่ความเป็นลานนาออกไปให้คนไทยทั้งแผ่นดินได้รู้จัก

ไม่ว่าจะเป็นความใส่ใจไยดีต่อเด็กๆ รวมถึงการให้เกียรติต่อคนอื่นๆ และด้วยสายตากว้างไกล ด้วยจิตใจที่มองลึกลงไปถึงชีวิตคน อย่างที่ปรากฏในเพลง “อุ๊ยคำ” หรือในเพลง “ลุงต๋าคำ” แม้กระทั่งเพลง “ตากับหลาน”

ผมคงเขียนถึงจรัล มโนเพ็ชร ได้ไม่มาก แต่การที่สิเหร่ ได้พยายามเรียบเรียงเรื่องราวส่วนหนึ่งของเขาออกมา จนเป็นหนังสือเล่มนี้ จะช่วยให้ผู้อ่านรู้จักและเข้าใจในความเป็นจรัล มโนเพ็ชร ได้ดี

จะบอกอย่างไรดีว่า ทั้งหมดนี้ใน “อื่อ..จา..จา” เล่มนี้ มีความพยายามของชายหนุ่มสองคนแฝงเร้นอยู่

คนหนึ่งคือ จรัล มโนเพ็ชร และอีกคนหนึ่งคือ สิเหร่ และผมเชื่อมั่นว่าความพยายามอย่างมากของชายหนุ่มคู่นี้ ซึ่งชายหนุ่มคนหนึ่งมาจากลานนา และอีกคนหนึ่งมาจากปักษ์ใต้ เพื่อจะมาพานพบกันที่กึ่งกลางระหว่างทาง ที่กรุงเทพมหานครนี้

ในที่สุดจะกลายเป็นตำนานของชีวิตไป…”

จรัล มโนเพ็ชร เสียชีวิตเมื่อเช้ามืดวันที่ 3 ก.ย.2544

แม้ตัวตาย แต่บทเพลงของเขายังอยู่และจะเป็นตำนานตลอดไป

ชนา ชลาศัย

เก้าอี้ขาว

สี่ทุ่ม ห้าทุ่ม เริ่มมองหน้า

เริ่มสบตา ลอดช่อง เครื่องคอมพ์กั้น

ได้เวลา เลิกงาน เรารู้กัน

มีฉัน มีเธอ ไม่(ค่อย)มีตังค์

จุ๊ๆๆ แอบย่องผ่าน หมูปิ้งแก้ว

ไม่ได้มา นานแล้ว ฉันแทบบ้า

ไม่ได้กิน ยำหนมจีน เป็นสัปดาห์

พี่แอ๋วจ๋า  อย่าว่าเลย ฉันอยากกิน

เก้าอี้เอย เก้าอี้ นั้นสีขาว

นั่งดูดาว ความอ่อนล้า มลายสิ้น

หาดความคิด กลับพรั่งพรู คล้ายปีกบิน

ไม่ได้กิน ไม่ได้มา ไม่รู้เลย

ตีสี่ ตีห้า เริ่มมองหน้า

หัวเริ่มล้า ขาเริ่มเซ ตาเริ่มสั้น

ได้เวลา กลับบ้าน เรารู้กัน

มีความฝัน ทั้งของฉัน และของเธอ

ปอล นาโช่