กวีซีไรต์’มนตรี ศรียงค์’

fea3.jpgfea2.jpgfea1.jpg

‘เบื้องหน้าคือหม้อน้ำบนเตาไฟ ที่คายไอร้อนผ่าวมาอ้าวหน้า
จึงผุดเหงื่อราวแมงลัก-ทะลักมา และเกาะบนขนตาเป็นหยาดดวง
เขายกแขนเสื้อเช็ดหยดเม็ดน้ำ ก่อนหยดฉ่ำเม็ดใสจะไหลร่วง
ลึกลึกรู้สึกได้ถึงในทรวง ว่ากำลังขับท่วงทำนองเพลง
โอบทเพลงเปล่งเสียงมาเลี้ยงหล่อ เลือดหนอก็เวียนไวก็ไหลเร่ง
บทเพลงแห่งการงานยังบรรเลง เขายังเคร่งคร่ำต่อหน้าหม้อน้ำ

เป็นคนขายก๋วยเตี๋ยวก็ต้องขายก๋วยเตี๋ยว กระเทียมเจียวต้องเหลืองให้เรืองก่ำ
เส้นเล็กแห้งหมูแดงไก่เส้นใหญ่ต้มยำ ทุกคำหอมเกรียมกระเทียมเจียว
ราววาทยกรได้ฟ้อนมือ
แต่เริ่มฝึกปรือจนมือเชี่ยว
คือชีวิตเอาจริงเพียงสิ่งเดียว ก๋วยเตี๋ยวเป็ดตุ๋นรสคุ้นลิ้น
ทุกเม็ดน้ำพราวเนื้อคือเหงื่องาน อันผลิบานหวานชื่นกว่าอื่นสิ้น
สัมมาอาชีวะ-เหงื่อระริน เขาทำมาหากินด้วยยินดี
โรยหอมซอย ตังฉ่ายแล้วใส่กับ พร้อมพร้อมกับผักกาดหอมล้อมรอบหมี่
มหาเสน่ห์นางกวัก-มิพักมี
เขาเชื่อมั่นเต็มที่ในฝีมือ

ยังก้มหน้าดูหม้ออยู่ต่อไป หมูแดงไก่เป็ดตุ๋นอันกรุ่นชื่อ
ล้วนมาจากพลังที่ถั่งฮือ โหมกระพือเร้าเร่งของเพลงงาน
เพลงงานที่ประสานเสียงมาเลี้ยงหล่อ เลือดหนอก็เวียนไวก็ไหลพล่าน
เป็นจังหวะจะโคนเพื่อดลดาล การผลิบานหวานชื่นกว่าอื่นใด
โถมชีวิตเอาจริงเพียงสิ่งเดียว ก๋วยเตี๋ยวหมี่เป็ดเส้นเล็กเส้นใหญ่
เขาลวกเสร็จสะเด็ดพลันในทันใด หอมซุปตุ๋นกรุ่นไอชื่นใจแท้’

(บทกวี “คนหน้าหม้อ”, จากเล่ม “ดอกฝัน ฤดูฝนที่แสนธรรมดา”)

———-

มนตรี ศรียงค์ พ่อค้าหมี่เป็ดตุ๋น เมืองหาดใหญ่ สงขลา

ได้รับรางวัลวรรณกรรมสร้างสรรค์ยอดเยี่ยมแห่งอาเซียน (ซีไรต์) ประจำปี 2550 จากรวมบทกวี “โลกในดวงตาข้าพเจ้า”เป็นลูกครึ่งไทย-จีน เกิด 6 มี.ค.2511 บิดาอพยพจากจีนแผ่นดินใหญ่ มาตั้งรกรากที่หาดใหญ่ มารดาเป็นชาวหัวไทร นครศรีธรรมราช มนตรีมีชื่อภาษาจีนว่า “เฉินเสี่ยวย้ง” แปลว่า “ไอ้เสือน้อย”ชีวิตวัยรุ่นสมบุกสมบันพอควร เคยหัดมวยจีนกับอาเจ็กใกล้บ้าน แต่ชอบขี่บีเอ็มเอ็กซ์ยกล้ออยู่หลังตลาดกิมหยง ก่อนจะเริ่มแสดงอิทธิฤทธิ์สมฉายา “ไอ้เสือน้อย” เมื่อเข้าร่วม “แก๊งสี่คน” ในชั้นมัธยมฯ ปลายในโรงเรียนมหาวชิราวุธ ลบภาพไอ้เด็ก “ขี้แพ้” ไปอย่างสิ้นเชิง เคยเกเรหนักถึงขนาดถูก “ขาใหญ่” ควงปืนถึงสามกระบอก มีดสปาร์ตาอีกหนึ่งบุกจี้หัวกลางสนามฟุตบอลไปเรียนต่อมนุษยศาสตร์ เอกภาษาไทย ที่รามคำแหง ก็ยังคงเส้นคงวาบนเส้นทางนักเลง เคยโดนรุมสกรัมจนสลบเหมือด นอนหยอดน้ำข้าวต้มอยู่ร่วมสองเดือน

สอบตกวิชาร้อยกรองและวรรณกรรมวิจารณ์หลายครั้งจนระอา เลยย้ายไปเรียนรัฐศาสตร์

มนตรีเริ่มแสดงความเป็นเจ้าบทเจ้ากลอนมาตั้งแต่ชั้นมัธยมฯ 2 เพื่อนหลายคนขอกลอนรักไปจีบหญิงจนได้เป็นแฟน ขณะคนเขียน จีบไม่เคยติด ซ้ำไม่เคยรู้ตัวด้วยซ้ำตัวเองมีดีทางกลอนกวี ชีวิตเลยเตลิดในเส้นทางนักเลง แทบจะกู่ไม่กลับ

จึงเมื่อกระแสชีวิตพัดพามาเจอเพื่อน ประดิษฐ์ เรืองดิษฐ์ ในกลุ่ม “รามภูเขา” แนะนำให้อ่านหนังสือสองเล่ม “ปีศาจ” กับ “ความรักของวัลยา” ของ เสนีย์ เสาวพงศ์ จึงเริ่มเป็นผู้เป็นคน และตะลุยอ่านวรรณกรรมดีๆ อีกมากมาย ทั้งของไทยและของโลก

ทนเรียนรัฐศาสตร์อยู่ 4 ปี ก็ตัดสินใจคืนกลับบ้านเกิด ตามคำเรียกร้องของแม่ ที่อยากให้ลูกชาย “ใจนักเลง” สืบทอดกิจการก๋วยเตี๋ยวเป็ดตุ๋น ร้านหมี่เป็ดศิริวัฒน์ ถนนละม้ายสงเคราะห์ หาดใหญ่

ก่อนกลับหาดใหญ่ มนตรี ศรียงค์ มานั่งคุยในบ่ายวันหนึ่งในร้านกาแฟย่านประชาชื่น

ชีวิตก่อนจะได้อ่านของ เสนีย์ เสาวพงศ์ ดุเดือดแค่ไหน

พอสมควร มันเป็นช่วงวัยหนุ่มที่เราไม่รู้สึกว่ามันอันตราย ไม่รู้ว่ามันน่ากลัวเพียงใด เราเชื่อมั่นในเรี่ยวแรง การตัดสินใจของเรา เดินหน้าอย่างเดียว ไม่สนใจ ว่าอันตรายอยู่ไหน

จะบอกว่าเคยเดินบนเส้นทางนักเลงได้ไหม

ผมบอกอย่างนี้ดีกว่า ชีวิตผมช่วงนั้น ไม่ได้เป็นพวกเดียวกับที่หนีบกระเป๋านักเรียนไปเรียน ไม่เรียบร้อยเท่าไหร่ ค่อนข้างเกเร หนักหนาพอสมควร

ก่อนหน้านั้น เคยอ่านอะไรมาบ้าง

ประสาเด็กๆ เช่น พล นิกร กิมหงวน ของ ป.อินทรปาลิต ยืมจากห้องสมุดประชาชนหาดใหญ่ ตอนนั้นประถมฯ 5 จนได้มาเจอเพื่อน ประดิษฐ์ เรืองดิษฐ์ คงเห็นว่าผมไร้สาระเกินไป หานิยาย “ปีศาจ” และ “ความรักของวัลยา” มาให้อ่าน นั่นคือการเปิดประตูสู่แวดวงวรรณกรรมครั้งแรกจากน้ำมือของมิตร ตอนอยู่รามฯ ปีสอง

อ่านนิยาย เรื่องสั้นมาตั้งเยอะ ทำไมเลือกเป็นกวี ชอบฟังเพลงครับ โดยเฉพาะเพลงลูกทุ่ง บทกวีมันมีจังหวะคล้ายๆ เพลง กลอนแปดที่ผมหยิบมาใช้ผมเลือกจังหวะให้เป็นลักษณะเดียวกับเพลงลูกทุ่งเก่าๆ บทกวีของคนอื่นๆ อาจจะมีกลิ่นอายของร็อก บลูส์ แต่ผมเลือกจะสื่อด้วยกลอนที่มีกลิ่นอายเพลงลูกทุ่ง ด้วยความชื่นชอบในน้ำเสียงของมัน ผมเขียนกวีตั้งแต่มัธยมฯ ต้น มาจริงจังช่วงพฤษภาทมิฬ ปี 2536 เริ่มมีชื่อตามหน้านิตยสาร เช่น อาทิตย์ ข่าวพิเศษ ที่มี “นายพรานผี” คุมคอลัมน์กวี ตอนนั้นกลับไปอยู่บ้านแล้ว เรียนไม่จบ แม่เรียกกลับบ้านก่อน สาเหตุส่วนหนึ่งผมเกเรเกินไป และที่บ้านไม่มีคนดูแลกิจการ เตี่ยกับแม่อายุเริ่มมาก หมี่เป็ดสืบทอดจากเตี่ย เป็นสูตรที่เตี่ยคิดขึ้นมาเอง เตี่ยหัดให้ผมค้าขายมาตั้งแต่ผมสิบกว่าขวบ หัดให้ทำบะหมี่ช่วงนั้น

สมัยเรียนรามฯ เคยคิดไหมต้องมาขายหมี่เป็ด

ช่วงเรียนรามฯ เป็นช่วงวัยหนุ่ม เราเชื่อมั่นในเรี่ยวแรงของเรา และเชื่อว่าโลกนี้จะทำงานอะไรก็ได้ แต่ไอ้อาชีพขายบะหมี่เหมือนเตี่ยเหมือนแม่ ไม่เคยอยู่ในความคิด ผมปฏิเสธมาตลอด มันเป็นอาชีพที่คนดูถูกว่าต่ำต้อย ผมต้องการอะไรมากกว่านั้น

ตอนนั้นอยากเป็นอะไร

ตามในอุดมคติของวัยหนุ่มสมัยนั้น อยากเป็นครูชนบทไปอยู่บนดอย แต่ก็เป็นเพียงแค่อุดมคติ เอาเข้าจริงผมก็คงทำไม่ได้ ผมอาจจะได้รับการซึมซับบรรยากาศในรามฯ มาก็ได้ ผมยังทันยุคหนุ่มสาวในวัยแสวงหา ได้รับรู้รับฟังมาบ้าง

ใครเป็นต้นแบบกวี

มันเริ่มต้นมาจากเพลงลูกทุ่ง ครูไพบูลย์ บุตรขัน เป็นหลัก คนอื่นเช่น สุรพล สมบัติเจริญ เบญจมินทร์ จูเลี่ยม กิ่งทอง ครูเพทาย ทางใต้ เป็นต้นแบบที่แท้จริง แต่จะละเลย เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ สถาพร ศรีสัจจัง ไม่ได้เลย รวมทั้งนักกลอนเก่าๆ ทุกอย่างผสมผสานกลายเป็นน้ำเสียงของผม

เคยดูนักร้องลูกทุ่งคนไหนบ้างที่ประทับใจ

สายัณห์ สัญญา เขามาเล่นวิกเฉลิมไทย ในตลาดกิมหยง เมื่อก่อนผมอยู่แถวนั้น โตขึ้นมาหน่อยมีวงสตริง แกรนด์เอ็กซ์มาเล่น ผมซื้อบัตรเข้าไปดูเลย มาเรียนรามฯ ได้ดูอีกหลายวง

ขายบะหมี่ไปด้วย เขียนกวีไปด้วย สับสนไหม

ไม่ครับ ผมเป็นอัจฉริยะ แยกสมองซ้ายขวาได้ หูฟังลูกค้า บะหมี่น้ำสองก้อน เป็ดตุ๋น แต่สมองผมกำลังเขียนบทกวี หูของผมจะฟังเสียงของสมองนั้น ว่างผมก็จะรีบไปนั่งที่โต๊ะของผม จดๆ ผมเป็นคนขี้ลืมอย่างร้ายกาจ ลูกค้าจะคุ้นชินตากับภาพผมนั่งหน้าร้าน จดยิกๆ ลูกค้าบางคนสงสัย เรียนอะไรต่อ เขียนอะไร บางทียิ้มตอบไป บางคนที่สนิทกันจริงๆ มีรสนิยมอ่านหนังสือเหมือนกันจะรู้เราเป็นกวี นักเขียน มันไม่ใช่เรื่องน่าอาย เขาถามผมก็จะบอกว่า ผมเขียนบทกวีอยู่ ลูกค้าร้านผมมีหลายรูปแบบ บางทีผมต้องตอบปัญหาชีวิตด้วย สามีมีเมียน้อย ลูกเกเรอะไรพวกนี้ รับฟังปัญหาลูกค้าด้วย

ชอบฟังเพลง ถ้าไม่ได้เป็นกวี เคยคิดอยากเป็นนักร้องบ้างไหม

ผมร้องเพลงไม่เป็น เพี้ยนตลอด แต่เขียนเพลงได้ ใช้กีตาร์หาเมโลดี้ แล้วให้เพื่อนที่มีความรู้ใส่ทำนอง เรียบเรียงเสียงประสาน ใส่ดนตรี เคยทำเดโมไปแล้ว 95 เปอร์เซ็นต์แต่ยังไม่เคยเผยแพร่ ตอนนี้กำลังคิดว่าจะเสนอที่ไหนดี ผมแต่งเพลงไว้หลายแนว ทั้งลูกทุ่ง เมื่อก่อนเคยเร่ขายแต่ไม่มีใครเอา ตอนนี้ถ้าขายคงคิดแพงหน่อย เพราะผมได้ซีไรต์แล้ว

เหนื่อยไหม ขายบะหมี่ไป เขียนกวี

ทุกงานมันเหนื่อยหมดแหละครับ

แต่การงานของคุณมันขัดแย้งกันมาก

ใช่ครับ อย่างที่ว่าการงานทุกอย่างมันเหนื่อยหมด แม้แต่งานที่เราไม่อยากทำ ไม่หนื่อยกาย เรายังเหนื่อยใจ แต่ในเมื่อผมเลือกที่จะขายก๋วยเตี๋ยว เขียนบทกวีไปด้วย ผมต้องสร้างความสุขให้ตัวเอง ลวกก๋วยเตี๋ยวไป เขียนหนังสือไปอย่างละเมียดละไม

เคยบอกกับตัวเองไหมว่าเราเป็นกวี

บอกครับ เราต้องบอกตัวเอง ว่าเราเป็นกวี ในชีวิตเราต้องมีสิ่งเชื่อมั่นสักอย่าง มีคนคิดว่าผมพูดเล่นๆ ว่า ผมเชื่อว่าผมรูปหล่อ นั่นคือการสร้างความเชื่อมั่นให้ตัวเองเพื่อทรงตัวยืนอยู่ในโลกนี้ เพียงแต่ว่าในการหาความเชื่อมั่นนั้นต้องมีสติด้วย เราต้องมีสติกำกับอยู่เสมอ

แสดงว่ามั่นใจในงานแต่ละชิ้นมากว่าต้องโดน

มั่นใจครับ เพราะผมเกลาแล้วเกลาอีก อ่านแล้วอ่านอีก จนพอใจสูงสุดในห้วงขณะนั้น ส่งเสร็จแล้วมาดูอีกที แก้ใหม่ บางทีไม่เอาเลยทั้งชิ้น บางทีผมเขียนสองสามชิ้นพร้อมๆ กัน ผมทำได้

นานที่สุดใช้เวลากี่วัน

บางชิ้นเขียนทิ้งไว้เป็นสิบปี เขียนหัวไว้สองสามบท ทิ้งจนลืม มาเปิดเจอเฮ้ยได้ประเด็นมุมมองใหม่ เขียนต่อ ตอนนี้ในร้านผมมีสมุดจดบทกวีเป็นสิบๆ เล่ม เขียนครบทุกหน้าด้วยลายมือ คนอื่นอ่านไม่ออก ผมเองยังต้องมานั่งแกะทีละตัว

ช่วงเริ่มเขียนบทกวี เคยได้ยินคำตัดพ้อว่ากวีตายแล้วบ้างไหม

กวีบ้านเราไม่มีตาย ไทยเป็นประเทศกวี เรามีกวีอยู่มากมาย อย่ากังวลว่ามันจะตาย กวีมีการสืบทอด สืบรุ่น แต่ละคนก็พยายามดิ้นหาอัตลักษณ์ตัวเองออกมานำเสนอ กวีประเทศนี้ไม่มีทางตาย และจะยืนหยัดไปจนสิ้นชาติ สิ้นโลก

แต่มันก็ผ่านพิสูจน์แล้วว่าขายยาก

มันมีหลายองค์ประกอบ ตัวกวี ระบบการศึกษา สังคม ทุนนิยม โลกาภิวัตน์ การเมือง มีส่วนทั้งนั้น แต่มันเกินแรงที่กวีคนหนึ่งจะออกมาขับเคลื่อนตรงนี้ได้ แต่กวีแก้ปัญหาตรงนี้ได้ ด้วยการตั้งคำถามที่ว่า กวีกำลังเขียนอะไรอยู่ ทำไมคนไม่อ่าน นี้คือการพยายาม รีดเค้นศักยภาพตัวเองออกมา เพื่อสื่อสารกับเพื่อนมนุษย์ในประเทศนี้ด้วยน้ำเสียงของบทกวี ถ้ากวีแต่ละคนตอบคำถามตรงนี้ได้ สักวันหนึ่งการอ่านบทกวีจะเข้มแข็ง ครั้งหนึ่งบทกวีขายได้มหาศาล จู่ๆ ตกฮวบจนแทบจะสูญหายไปจากประเทศนี้ มันเกิดจากอะไร กวีต้องตอบคำถามนี้ก่อน หารากเหง้าปัญหานั้นให้เจอ

การเคลื่อนไหวของกลุ่มประชาคมวรรณกรรม คุณคิดเห็นอย่างไร

ยืนยันอีกครั้ง ใครก็มีสิทธิ์ที่จะแสดงความคิดเห็นได้ทั้งนั้น วงการนี้พี่น้องร้องเพลงกัน ไม่มีโกรธเคือง เพียงแค่แสดงความเห็น กับพี่กานติ ณ ศรัทธา วรภ วรภา, วิสุทธิ์ ขาวเนียม ในกลุ่ม “คลื่นใหม่” ผมสนิทหมด มีกิจกรรมอะไร ยินดีไปร่วม บางทีเขาลืม ผมเสนอหน้าไปเองเลย

ตารางชีวิตของคุณทุกวันนี้ เป็นอย่างไร

ผมตื่นแต่ตีห้าทุกเช้า ไปตลาด กลับมาเตรียมของขาย เส้นบะหมี่เมื่อก่อนทำเอง ตอนนี้ให้น้องๆ ทำ ผมจะอยู่หน้าร้านลวกบะหมี่ไป หน้าผมรับแขกอยู่แล้ว ขายของไปด้วย เขียนกวีไปด้วย สี่ห้าโมงเย็นเก็บร้าน เมื่อก่อนไม่เตะบอลก็เล่นเน็ต ตอนนี้เล่นแต่เน็ต เพราะเล่นบอลวิ่งไล่เด็กไม่ไหว สองทุ่มจะอยู่หน้าคอมพ์ ถ้าไม่ได้เล่นเน็ตผมก็นั่งเขียนงาน สี่ห้าทุ่มเข้านอน

มองคนในชุมชนไซเบอร์อย่างไร

ผมเริ่มท่องเน็ตเว็บหลุดโลกในยุคคลาสสิค หลุดโลกเป็นเว็บของคนอีกกลุ่ม ที่ต้องการปลดปล่อยความเคร่งเครียดแต่ละวัน แต่ในนั้นจะมีงานเขียนดีๆ ที่ไม่น่าเชื่อ ทั้งเรื่องสั้น บทกวี หลายคนน่าทึ่งมาก เพียงแต่เรื่องไม่สามารถตีพิมพ์ตามสื่อได้ แต่ลีลาการใช้ภาษาได้เลย สำหรับผม เน็ตก็แค่ของเล่น ผมเปิดเว็บไซต์ (www.softganz.com/meeped/index.php) เพื่อเก็บงาน แต่มีบอร์ด ให้น้องๆ เพื่อนๆ เข้ามาคุย เล่นหัวกัน กวี นักเขียนไม่ได้ยิ่งใหญ่ไปกว่าคนอื่นหรอก เว็บไซต์ คือ การงานอย่างหนึ่ง

กับเล่มนี้ “โลกในดวงตาข้าพเจ้า” ใช้เวลากับมันมากแค่ไหน

เยอะ แก้ไขเยอะ บางทีแก้แล้ว พี่เวียง-วชิระ บัวสนธ์ บ.ก.ส่งมาให้อ่าน ผมก็แก้กลับไปอีกหลายครั้ง จนพี่เวียงบอกเอาให้แน่ อันไหนใหม่สุดของมึง จะได้พิมพ์เสียที คือ ผมเป็นคนแก้งานตัวเองตลอด เห็นข้อบกพร่องในงานตัวเองทุกครั้ง อ่านเมื่อใดก็เจอ พี่เวียงเป็นบ.ก.ที่ทำงานด้วยแล้วสนุก สมกับที่เป็น “ดอน” เราคุยกันตลอด งานชุดนี้จึงออกมาสมบูรณ์ บ.ก.มองเห็นว่างานเรามีอะไรอยู่ แล้วดึงตรงนั้นออกมาอย่างมีเอกภาพและพลัง

นอกจากเรื่องสั้นที่ออกมาแล้ว ตอนนี้กำลังเขียนอะไร

กำลังวางโครงเรื่องนิยายเกี่ยวกับปัญหาชายแดนใต้ แตกแขนงจากเรื่องสั้นเรื่องหนึ่งของผม นิยายเรื่องนี้ จะจับประเด็นความแตกแยกระหว่างพุทธกับมุสลิม ผมอยากจะบอกว่า เราถูกปลูกฝังความคิดให้เกลียดมุสลิมมาตั้งแต่ครั้งสังคมศักดินา โดยที่เราไม่เคยตั้งคำถามว่า ทำไมต้องเหยียดหยามเขา เรื่องนี้เป็นปัญหายาวนานมากแล้ว ควรจะถูกหยิบยกมาพูดบ้าง เพื่อละลายความเกลียดชังซึ่งกันและกัน ถ้าการได้ซีไรต์ทำให้ผมเสียงดังพอที่จะไปละลายตรงนั้นผมก็ยินดีและดีใจมาก

แต่หลังจากนี้ยังต้องกลับไปขายหมี่เป็ดต่อ

ใช่ๆ ผมยังชอบขายก๋วยเตี๋ยวไป เขียนกวี และคุยกับลูกค้าไป หลายคนเป็นพี่เป็นเพื่อน ไม่ใช่แค่คุณซื้อ ผมขาย คุณกิน ผมล้างถ้วย ยังเป็นลักษณะการค้าแบบยุคเก่า ที่ทุนนิยมสมัยใหม่ ไม่คิดว่ามันจะเป็นไปได้ ลูกค้าบางคนความเห็นทางการเมืองไม่ตรงกัน ทะเลาะกันก็มี แต่ยังเป็นเพื่อนกัน ยืมเงินกันก็มี

ผมยังมีความสุขกับการยืนลวกก๋วยเตี๋ยวขายและคุยกับลูกค้าไปด้วย

“กลายเป็นการงานอันแสนสุข

ตื่นปลุกเบิกบานในหน้าที่

วันเป็นวันเดือนเป็นเดือนปีเป็นปี

คนขายบะหมี่จะไปนิพพานแล้ว!”

(บทกวี “นิพานในร้านหมี่เป็ดศิริวัฒน์”, จากเล่ม “โลกในดวงตาข้าพเจ้า”)

ผลงาน มนตรี ศรียงค์

1.รวมบทกวี “ดอกฝัน ฤดูฝนที่แสนธรรมดา” (2541)

2.รวมบทกวีทำมือ “การพังทลายของทางช้างเผือก” (2549)

3.รวมบทกวี “ดอกตะแบกเริ่มบาน” (2550)

4.รวมเรื่องสั้น “THE DUCKDUCK”S MANIFESTO! : มาจากร้านหมี่เป็ดศิริวัฒน์” (2550)

5.รวมบทกวี “โลกในดวงตาข้าพเจ้า” (2550)

ชนา ชลาศัย

Advertisements

มีการตอบกลับหนึ่งครั้ง

  1. ขอแสดงความยินดีด้วยครับ

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: