‘พรรคสตรีโปแลนด์’-นู้ดเพื่อชาติ!

women-party.jpg

  แวดวงการเมือง “โปแลนด์” บังเกิดสีสันสั่นสะท้านสะเทือนเส้นศีลธรรม
  ภายหลังจากพรรคการเมืองน้องใหม่ “พรรคสตรี” (ปาเตีย โคเบียต : พีเค) ขึ้นป้ายรณรงค์หาเสียงสุดเร้าใจ
  จับสมาชิกร่างกายเปลือยเปล่า 7 คน มาถ่ายแบบโปสเตอร์หาเสียง ท้าทายทัศนคติ “อนุรักษ์นิยม” ของคนโปแลนด์รุ่นเก่า
  “มานูเอลา เกรตคอฟสกา” ประธานพรรคพีเค เผยเบื้องหลังว่า
  สาเหตุที่ตัวเธอกับเพื่อนสมาชิกอีก 6 คนลุกขึ้นมาปลดผ้าถ่าย “นู้ด” หาเสียง ถ้ามองแบบฉาบฉวยอาจหาว่าต้องการ “ขายเซ็กซ์”
  แต่เนื้อหาเบื้องลึกที่แท้จริงที่ต้องการสื่อสารไปยังประชาชนโปแลนด์ ก็คือ
  “เราไม่มีอะไรปิดบังซ่อนเร้นต่อประชาชน!”
  “โปสเตอร์ชิ้นนี้ตั้งใจทำขึ้นมาเพื่อทำลายภาพพจน์ทางการเมืองเก่าๆ ที่ถูกครอบงำโดยพวกผู้ชายใส่สูทเคร่งขรึม และไม่เคยมีแก่นสารอะไรเลย” มานูเอลาให้สัมภาษณ์สำนักข่าวเอเอฟพี

  มานูเอลาก่อตั้งพรรคสตรี หรือพรรคพีเค ขึ้นมาเมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา ชูคำขวัญ ซึ่งเป็นจุดขายหลักของพรรค
  “พรรคเพื่อผู้หญิง…โปแลนด์คือผู้หญิง!”
  ปัจจุบันมีสมาชิกหญิงล้วนเข้าร่วมประมาณ 1,500 คน
  ในจำนวนนี้บางคนเป็นสตรีที่มีฐานะทางสังคมสูง เข้าข่ายคนดังระดับประเทศ เช่น “คริสเตียนา แจนดา” นักแสดง และ “แอกเนียสกา ไรลิก” แชมป์มวยหญิงรุ่นจูเนียร์เวลเตอร์เวต
  “เราคือผู้หญิงที่มีความงดงาม เปิดเผย ภาคภูมิใจในตัวเอง เราเป็นคนตรงไปตรงมาและจริงใจทั้งทางร่างกายและจิตใจ การรณรงค์ครั้งนี้ของเราไม่ใช่การขายภาพอนาจาร…
  “ลองมองดูหน้าตาของเราแล้วจะเห็นว่าเต็มไปด้วยความฉลาดเฉลียวสมภาคภูมิและใส่ใจต่อสังคม” มานูเอลาบอกอย่างนั้น

  แม้ยุคสมัยคอมมิวนิสต์ครองเมืองจะได้ผ่านพ้นไปจากสังคมโปแลนด์แล้ว
  แต่สถานการณ์ทางการเมืองก็ยังเหมือนตกอยู่ในเงาทะมึน
  ฝ่ายผู้ใช้อำนาจรัฐยังคงใช้ “ตำรวจลับ” เป็นเครื่องมือสอดส่องจัดการกับฝ่ายตรงข้าม
  ข่าวอื้อฉาวเกี่ยวกับการ “ทุจริตคอร์รัปชั่น” ในวงการเมืองผุดขึ้นเป็นระยะๆ
  และอาจถือว่าสถานการณ์ใช้อำนาจในทางมิชอบนั้นเริ่มรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อสองพี่น้องฝาแฝด “เลช” กับ “ยอซลัว คาซินสกี้” ขึ้นปกครองโปแลนด์เมื่อปี 2548 ผ่านตำแหน่งประธานาธิบดีและนายกรัฐมนตรี ตามลำดับ
  มานูเอลาประกาศว่า ถ้าผู้สมัครจากพรรคพีเคมีโอกาสเข้าไปนั่งในสภา ภารกิจสำคัญที่จะเร่งทำได้แก่

1.หาทางยกระดับสถานะของสตรีโปแลนด์ให้ดีขึ้น
2.เปิดเผยข้อมูล-เอกสารการทำงานสกปรกของอดีตตำรวจลับทั้งหลาย

  อย่างไรก็ตาม ความฝันของมานูเอลาก็ใช่จะเป็นจริงง่ายๆ เนื่องจากผลสำรวจความนิยม (โพล) ล่าสุดพบว่า ได้คะแนนนิยมเพียง 3 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น
  ยังห่างจากเกณฑ์คะแนนเลือกตั้งขั้นต่ำไปอีก 2 เปอร์เซ็นต์ ถึงจะมีสิทธิมีในส.ส.ในสภา
  “เราถือว่าผลโพลที่ออกมานั้นดีมาก และมีที่ว่างให้เราสู้ต่อไป” ประธานพรรคพีเคกล่าวด้วยความมั่นใจ!

‘วันเสาร์’

ในทรรศนะของ”กิมย้ง”

col18091050p1.jpg

วงการนวนิยายกำลังภายในเวลานี้ แม้จะเป็นยุคของ “หวงอี้” แต่นักอ่านรุ่นใหม่จะละเลยปรมาจารย์ “กิมย้ง” ไม่ได้เด็ดขาด“กิมย้ง” ผู้ประพันธ์ “มังกรหยก” และเรื่องเด่นๆ อีกหลายสิบเรื่อง เขียนนวนิยายกำลังภายในตั้งแต่ปี 2498-2515 กว่า 50 ปีสร้างสรรค์ผลงานไว้ 36 เล่ม เรื่องยาว 12 เรื่อง เรื่องขนาดกลาง 2 เรื่อง ขนาดสั้น 1 เรื่อง บันทึกบุคคลและบทความอีกบางส่วน ในนวนิยาย “จิ้งจอกภูเขาหิมะ” ฉบับปรับปรุงใหม่ในวาระ 50 ปี กิมย้งแสดงทรรศนะการเขียนนวนิยายกำลังภายในไว้อย่างคมคายลึกซึ้ง

กิมย้ง บอกว่า เรื่องกำลังภายในก็เหมือนกับนวนิยายแนวอื่น คือ เขียนถึงคนเช่นกัน เพียงแต่ใช้ฉากยุคโบราณ ตัวละครมีวิทยายุทธ์ เค้าโครงเรื่องเน้นหนักไปที่การต่อสู้ช่วงชิง รุนแรงแต่มีรูปแบบพิเศษ คือแสดงออกถึงจิตใจคนถ้าเปรียบเทียบกับนักประพันธ์เพลงหรือผู้อำนวยการเพลง หากต้องการแสดงอารมณ์อย่างหนึ่ง จะสื่อผ่านเปียโน ไวโอลิน ซิมโฟนี หรือการขับร้อง จิตรกรสื่อผ่านภาพสีน้ำมัน ภาพสีน้ำ ภาพหมึกจีนหรือภาพพิมพ์

ปัญหาไม่ได้อยู่ที่รูปแบบการแสดงออก

หากแต่ฝีมือการแสดงออกดีหรือไม่ สามารถสื่อสารกับจิตใจของนักอ่าน ผู้ฟังหรือผู้ชมสร้างความรู้สึกร่วมของพวกเขาได้หรือไม่

นวนิยายเป็นรูปแบบทางศิลปะอย่างหนึ่ง มีทั้งศิลปะที่ดีและศิลปะที่ไม่ดี

ดีหรือไม่ดี ในทางศิลปะจัดอยู่ในขอบเขตของความงาม หาได้จัดอยู่ในขอบเขตของความเป็นจริงหรือความดีงามไม่ บรรทัดฐานที่ใช้ตัดสินความงามอยู่ที่ความงาม อยู่ที่อารมณ์ความรู้สึก หาใช่ความเป็นจริงหรือความไม่เป็นจริงตามหลักวิทยาศาสตร์ไม่ (ซึ่งในทางสรีรศาสตร์กับวิทยาศาสตร์ยังไม่ทราบว่าวิทยายุทธ์มีความเป็นไปได้หรือไม่)

ทั้งไม่อาจตัดสินว่าเป็นผลดีหรือไม่ดีทางด้านศีลธรรม มีราคาหรือไร้ค่าทางด้านเศรษฐกิจ หรือว่าเป็นผลดีหรือผลเสียสำหรับผู้ปกครองบ้านเมือง

แน่นอนไม่ว่าผลงานศิลปะแขนงใดล้วนมีผลสะท้อนต่อสังคม สามารถใช้ผลสะท้อนที่มีต่อสังคมเป็นเครื่องวัดคุณค่า หากทว่านั่นเป็นการประเมินค่าอีกชนิดหนึ่ง

นักเขียนทุกคนย่อมมุ่งหวังให้ผู้อ่านชื่นชอบในผลงาน

กิมย้งก็เช่นกันเขาบอกว่า สิ่งที่ยินดีที่สุดคือนักอ่านรักชอบหรือเกลียดชังตัวละครบางตัวในนวนิยาย ถ้าเกิดความรู้สึกเช่นนั้น แสดงว่านักอ่านเกิดความผูกพันกับตัวละครในนวนิยายเแล้ว

ความคาดหวังอย่างเอกอุของคนเขียน ไม่มีอะไรเกินกว่าการสร้าง สรรค์ตัวละครให้เป็นบุคคลที่มีชีวิตมีเลือดเนื้อในจิตใจของนักอ่านอีกแล้ว

กิมย้งกล่าวตอนหนึ่งอย่างน่าประทับใจว่า

จุดประสงค์หนึ่งของการเขียนเรื่องกำลังภายใน คือต้องการสลักเสลาลักษณะนิสัย บรรยายถึงความยินดีหม่นหมอง ความหรรษาโศกศัลย์ในผู้คน นวนิยายไม่ต้องการสื่อถึงอะไร ถ้าหากมีการประณามต้องเป็นด้านมืดที่ต่ำช้าในนิสัยใจคอผู้คน

“ข้าพเจ้าเห็นว่ามุมมองทางการเมือง กระแสความคิดทางสังคมมักเปลี่ยนไปตามกาลเวลา

แต่นิสัยใจคอของคนน้อยครั้งจะเปลี่ยนแปลง!?

ชนา ชลาศัย

‘หล่อหลอม’แล’ฟ้าฝัน’

หล่อหลอม

เดือนเย็นชื่นฉ่ำ                    ฟ้าฟากสรวง

เย็นหยาดหล้าซึ่งทรวง         ชื่นแย้ม

เผยทองปริ่มวาวรวง             หลอมทุ่ง

เลือดเหงื่อน้ำตาแต้ม            แต่งไว้ชื่นไหว

ชายคาหญ้าหม่นไหม้            มึนเงา

เงียบนิ่งในแสงเทา                ทาบเน้น

แมลงคืนค่ำเสียงเงา              งันข่าว

เปลือยเปล่าหัวใจเร้น             ลับแล้วแห่งหนาว

ระริกไฟตะเกียงว่ายเวิ้ง           วงหอม

พ่อแม่พี่น้องล้อม                    เปิบข้าว

ปลอบขวัญอุ่นรักถนอม           ชีวิต

วันใหม่ได้แรงก้าว                    เกี่ยวฟ้าล่าฝัน

………….

ฟ้าฝัน

ดิน-ป่า-ฟ้า-หนึ่งเนื้อ            นวลใจ

แรงร่วมเวียนวาดไหว            หว่านกล้า

ชีวิตก่อสายใย                       ชีวิต

พันผูกใสไว้หล้า                     ร่วมซึ้งสู่สม

แห้งแข็งฝุ่นคั่งค้าง                 ขอดถม

หญ้าแด่วดิ้นเฉาขม                 ขื่นไข้

น้ำค้างรุ่งโลมพรม                   ผงมผ่อน

ดินกร่อนจึงหญ้าได้                 ตื่นฟื้นชื่นเหลือ

สูญเมฆดำฉ่ำฟ้า                      เหือดแดง

หายป่าเขียวสิ้นแรง                 ร่างไหม้

ไร้ดินอุ่นใจแหนง                    นอนป่วย

เลือด, ร่าง, ใจฝาก                  ทุ่งหญ้านาเหลือง

 ‘ระวิน’

เรื่องเล่าจาก’คอสะพาน’

br61.jpg 

ถึงแม้จะเป็นคนดื่มเหล้า แต่ผมไม่ค่อยยอมรับความเป็น คอสุรา ของตัวเองเท่าใดนัก เพราะถึงอยากจะมีเหล้ากินทุกวัน แต่ผมก็นิยมดื่มพอประมาณ จิบพออ้วก เน้นความรื่นรมย์ในการดื่มกิน พูดคุย เสียมากกว่า

ปะเหมาะเคราะห์ดีเจอเพื่อนร่วมวงประเภทคอหนักก็มักจะเจอค่อนขอดว่าการดื่มเหล้าของผมนั้นมันช่างเหลวไหล หาความเร้าใจไม่ได้เอาเสียเลย

หรืออย่าง คอหนังสือ ก็ไม่ใช่อีกนั่นแหละ ถึงจะชอบอ่านหนังสือแต่มันก็เป็นการตะลุยอ่านดะ อะไรก็ได้ที่มันวางอยู่ตรงหน้า หรืออ่านเพราะชื่อเรื่อง แบบปก แต่หาได้ละเลียดในการค้นหาความหมายในแต่ละบรรทัด หรือพินิจพิเคราะห์กลวิธีในการเขียนอย่างที่ คอ ประเภทนี้เค้านิยมกัน บางทีหนังสือที่เขาว่ากันว่าอ่านแล้วเหมือนโดนตีหัวแบะ ผมอ่านแล้วก็เฉยๆ ไม่รู้สึกโดน ขนาดที่ว่าชีวิตต้องเปลี่ยนไปเพราะหนังสือเล่มนึงอะไรประมาณนั้นไม่ใช่ผมแน่นอน

คอเพลง หรือครับ อืมม์…ก็เคยพอจะเรียกได้เหมือนกันละครับ แต่มันก็กลายเป็นอดีตไปเสียแล้ว ตอนนี้ชอบเพลงไหนก็หาโหลดเอาจากอินเตอร์เน็ตบ้าง แผ่นก็อปของเพื่อนบ้าง เครื่องที่ฟังก็เป็นแค่เอ็มพี-3 รุ่นกระป๋องกระแป๋ง ไม่ได้ฟังเครื่องเสียงจากสเตริโอเสียงกระหึ่มอีกต่อไป เรื่องฟังเพลงของผมในปัจจุบันนี่มันหยาบยิ่งกว่าทรายขี้เป็ดเสียอีก จะบอกให้

แล้วผมเป็น คอ อะไรกันเล่า?

ผมก็จะตอบว่า ไม่รู้เหมือนกัน เพราะผมไม่ได้อะไรนักหนากับเรื่องเหล่านี้ จะอ่านหนังสือ กินเหล้า ฟังเพลง ก็ไม่ได้ยึดเอาอะไรเป็นสรณะ ไม่มีความเชี่ยวชาญในระดับ คอ กับเรื่องเหล่านี้

ชีวิตของผมมันก็เรื่อยเปื่อยไปเรื่อยนั่นแหละ ไม่ค่อยจะมีความไฝ่ฝันอะไรเหมือนผู้คนธรรมดาเท่าใดนัก ไม่หวังมีบ้าน มีรถขับ หรือร่ำรวยเป็นเศรษฐีกะเขาครับ…

ใครจะว่าผมเพี้ยน แปลกแยก เป็นยอดมนุษย์จืดชืด ไม่ได้ความ ไร้น้ำยาก็ว่ามาเถอะครับ

แต่ผมก็คิดอย่างนี้จริงๆ

แต่ถามมาก็ดีแล้ว ทำให้ผมนึกถึงตัวเองว่า มีอะไรที่เชี่ยวชาญอย่างลึกซึ้งนะ มีบ้างมั๊ย อะไรที่ทำให้ผมรู้สึกผูกพันด้วย ไม่ว่าจะเป็นคน สิ่งของ หรือสถานที่สักแห่งก็ได้

นึกแล้วก็อึ้งขึ้นมาอย่างทันทีทันใด เมื่อพบคำตอบว่า เกือบจะไม่มีเอาเสียเลย

ใช้คำว่า เกือบจะ ไม่ได้หมายความว่าผมค้นพบว่าตัวเองมีความจัดเจน ลึกซึ้ง มีความเป็น คอ ในอะไรแขนงหนึ่งขึ้นมาหรอกนะครับเพียงแต่มันทำให้ผมหวนระลึกถึงอะไรบางอย่างขึ้นมาเท่านั้น 

เป็นบางอย่างในอดีต ที่ยังกระทำอยู่ในปัจจุบัน และอาจผูกโยงไปถึงวันพรุ่งนี้

มันคือเรื่องราวเล็กๆ แสนจะธรรมดา ไม่ควรค่าแก่ความสนใจ

นี่ถ้าไม่มีใครสะกิดเตือนก็คงเหมือนน้ำก้นบ่อ ที่ทำยังไงก็ไม่มีวันกระเพื่อมขึ้นมาถึงปากบ่อได้

แต่พอสะกิดเข้าเท่านั้นแหละ มันไหลบ่าเหมือนน้ำล้นทำนบยังไงยังงั้นเชียวแหละครับ

………..

ไม่อยากจะเรียกตัวเองว่าผู้เชี่ยวชาญอะไรนักหรอก แต่ถ้าถามผมว่าอะไรที่ทำเป็นกิจวัตรประจำวันนอกเหนือไปจากทำงาน และธุระส่วนตัวจิปาถะแล้วสิ่งที่ผมทำเป็นประจำก็คือ

การขึ้นลงสะพานครับ  

เห็นมั๊ยละว่า มันโคตรจะธรรมดา

แต่เชื่อเถอะครับ สิ่งที่ผมทำจนคุ้นเคยก็คือการขึ้นสะพาน อันหมายถึงการเดินขึ้น นั่งรถ อะไรอย่างนี้นะครับผมขึ้นลงสะพานอยู่เกือบทุกวันครับ จากสะพานหนึ่งไปอีกสะพานหนึ่ง จากสะพานเล็กไปสะพานใหญ่เรียกได้ว่าเป็น คอสะพาน คนหนึ่งเป็น คอสะพาน ที่ไม่ได้หมายถึง คอ อันเป็นส่วนหนึ่งของสะพานนะครับจริงอยู่-ใครก็ย่อมเคยขึ้น-ลงสะพานอยู่เป็นกิจวัตร ไม่มีอะไรแปลก แต่เชื่อเถอะครับ การขึ้นลงสะพานระหว่างคุณกับผม หรือใครๆก็ย่อมแตกต่างกันเราย่อมมีเรื่องเล่าเกี่ยวกับสะพานที่ไม่เหมือนกัน 

และนี่คือเรื่องของผมกับ สะพาน ครับ 

———-          

ถึงแม้พ่อจะเป็นคนอีสาน แม่เป็นคนภาคกลาง แต่ผมนะเป็นเด็กกรุงเทพฯ เป็นเด็กเมืองหลวงเต็มตัวเชียวแหละ ผมเกิดที่เกียกกาย เขตดุสิต ที่โรงพยาบาลวชิระ

ว่ากันตามจริงแล้ว ผมไม่รู้เรื่องราวเกี่ยวกับตอนเกิดของตัวเองได้มากนัก จำได้แต่เพียงคนอื่นเอามาเล่าให้ฟัง และจำสถานที่บ้านที่ตัวเองเกิดได้พอเลาๆ

บ้านที่ว่า อยู่ในซอยวัดประดู่ธรรมาธิปัตย์ เป็นบ้านที่อยู่ในตรอกลึกเข้าไป เป็นบ้านไม้ธรรมดา เหมือนบ้านทั้งหลายแหล่ในละแวกนั้นครับ-บ้านที่อยู่เป็นบ้านหลังไม่ใหญ่ คับแคบ ไม่มีพื้นที่

แต่ละบ้านเวลาเข้าออกก็ต้องใช้ สะพานไม้ ในการสัญจร เวลาเดินต้องระวังให้ดี เพราะถ้าหล่นลงไปก็จะลงไปลอยคอในน้ำครำกันเลยทีเดียวและตอนที่แม่เจ็บท้องไกล้คลอด ทั้งผมและแม่ก็ต้องผ่านสะพานไม้นี้เหมือนคนอื่นๆนั่นแหละ

มันเป็นสะพานแรกในชีวิตของผมครับคุณ

……….

พอผมโตขึ้น ผมก็วิ่งเล่นอยู่บนสะพานไม้ในตรอกเล็กๆในซอยวัดประดู่ฯนั่นอยู่นานพอเริ่มเรียนหนังสือ ก็ต้องเดินข้ามสะพานออกมานั่งรอรถเมล์อยู่ที่ปากซอย และรถเมล์จะต้องวิ่งขึ้นสะพานเกียกกาย เป็นสะพานปูนเล็กๆที่ผมจะรู้สึกตื่นเต้นเวลานั่งรถเมล์ลงจากสะพาน

เพราะความสูงชันของสะพานทำให้ผมรู้สึกเสียวที่ท้องน้อย ต้องเอาสองมือเล็กๆ จับที่พนักที่นั่งไปเสียทุกคราว

จนป้าๆน้าๆที่นั่งรถไปส่งที่โรงเรียนยังแซวว่า

ผมนะ-เป็นโรคกลัวสะพานขึ้นสมอง

——

โรงเรียนของผมอยู่เลยแยกวชิระไปไม่ไกล เป็นโรงเรียนฝรั่งที่ตั้งอยู่ในซอยมิตคาม ถิ่นที่อยู่อาศัยของคนญวนเป็นส่วนใหญ่เลยจากโรงเรียนไม่ไกล มีสะพานใหญ่ตั้งเด่นอยู่

 มันคือ สะพานกรุงธน ซึ่งเป็นสะพานแบ่งเขตระหว่างพระนครกับฝั่งธนบุรีในขณะนั้น

บางทีผมก็จะนั่งมองสะพานแห่งนี้จากตึกเรียน

ความรู้สึกในตอนนั้นเหมือนเห็นยักษ์ตัวใหญ่ที่กำลังนอนหลับ เคียงข้างกับสะพานคือแม่น้ำเจ้าพระยา ที่ช่างกว้างใหญ่ มองเห็นเรือลำเล็ก ลำน้อยวิ่งผ่านไปมาอยู่ตลอดเวลา

สารภาพตามตรง การนั่งดูสะพาน และเฝ้ามองแม่น้ำเจ้าพระยาจากห้องเรียนคือความเพลิดเพลินของผมเป็นที่สุดในยามนั้น

จนกระทั่งวันหนึ่ง บ้านของเราย้ายไปอยู่ฝั่งธน ตรงถนนจรัญสนิทวงศ์ และทำให้ผมต้องนั่งรถผ่านสะพานกรุงธนฯแห่งนี้เสมอห้วงเวลาที่นั่งรถผ่านสะพานแห่งนี้เป็นครั้งแรก ผมพบว่า สะพานก็คือสะพาน ไม่ใช่ยักษ์นอนหลับอย่างที่เข้าใจ และมันก็ไม่ดูสวยงามเหมือนเมื่อมองจากตึกเรียนแม้แต่น้อย

แม่น้ำเจ้าพระยานั้นเล่าก็ไม่ได้ใส มีกลิ่นหอม อย่างที่ผมนึกฝันไว้ บางเวลาก็ขุ่นมัว แถมยังมีกอสวะไหลผ่าน ไม่ได้สวยงามอย่างที่จินตนาการไว้เลย แต่ถึงอย่างนั้น ผมก็ยังชอบความรู้สึกที่นั่งรถผ่านสะพานและมองไปยังแม่น้ำเบื้องล่าง เลยไปถึงเวิ้งฟ้าเบื้องไกลนั่นอยู่ดี

มันไม่สามารถอธิบายถึงความรู้สึกได้ด้วยตัวหนังสือหรอกครับ เหมือนความรู้สึก ตกหลุมรัก ใครสักคนแต่ความรักของผมคือ สะพาน ไม่ใช่ คน นะซิครับ …………………. หลังจากย้ายมาอยู่บ้านใหม่ที่ถนนจรัญสนิทวงศ์ ผมกับพบกับรักครั้งใหม่อีกครั้ง

รักใหม่ของผมก็คือ สะพานพระราม 6

เป็นสะพานที่มีประวัติเก่าแก่ตั้งแต่ครั้งสงครามโลก แม้มันจะดูคับแคบ และมีรถยั้วเยี้ยมากกว่าสะพานกรุงธนเป็นไหนๆแต่ผมก็ชอบ

เสน่ห์ของมันก็คือ ทางรถไฟที่คู่ขนานไปกับสะพาน ช่วงเวลาที่น่าเพลิดเพลินที่สุดก็คือ ยามรถไฟส่งเสียวหวูดๆมาแต่ไกล ตามมาด้วยเสียงกระชึกกระชักของรถไฟอันเก่าคร่ำคร่า

โรงเรียนแห่งใหม่ของผมตั้งอยู่ไกล้สะพานพระราม 6 เมื่อมองจากหน้าต่างห้องเรียน จะมองเห็นรถไฟวิ่งขึ้นลงวันละหลายรอบ วิ่งผ่านครั้งใดการสอนก็จะหยุดชะงักไปชั่วคราว

หลังจากนั้นนักเรียนในห้องก็จะหันมานับขบวนรถไฟว่ามีกี่ตู้ คู่หรือคี่ จะส่งเสียงหวูดกี่ครั้งกัน

มันเป็นเกมที่มีเล่นเฉพาะโรงเรียนของเราเท่านั้น

แต่เรื่องราวระหว่างผมกับสะพานแห่งนี้ ทางรถไฟ และแม่น้ำเจ้าพระยาที่ทอดตัวยาวอยู่เบื้องล่างนั้นก็ไม่ใช่ว่ามีแต่ความทรงจำที่งดงามเท่านั้น

มีอดีตที่อยากลืมเกิดขึ้นเช่นกัน

เหมือนอย่างครั้งหนึ่ง ในตอนเช้าที่มีหมอกในตอนเช้าๆโรยตัวกันอยู่เหนือสะพาน แม้จะมองมาจากห้องเรียนแต่มันก็ช่างสวยงามเหลือเกิน

แต่เสียดายที่มันเป็นวันที่เกิดเรื่องเศร้าเกิดขึ้น ในตอนสายของวันเดียวกัน ทุกคนในโรงเรียนได้รับข่าวว่า นักเรียนสาวรุ่นพี่คนสวยที่เป็นที่หมายปองของใครหลายคนในโรงเรียน ฆ่าตัวตายด้วยการให้รถไฟทับ หลังจากทะเลาะกับพี่ชาย

แต่ก็มีร่ำลือว่าไม่ใช่หรอก-เธอผิดหวังในความรักต่างหากเล่า

บางคนก็โวยวายว่าเข้าใจผิดกันไปใหญ่ คนบ้าที่ไหนจะยอมให้รถไฟทับตายกันง่ายๆ เธอคนนั้นคงเดินพลาดจนเกิดอุบัติเหตุเสียมากกว่า

ผมและเพื่อนในห้องหลายคนได้แต่นั่งนิ่งอยู่ในห้อง ไม่มีใครกล้าไปดูศพ เพราะมันคงไม่น่าดูนักหรอก ไม่กล้าแม้แต่คิดว่าอะไรกันหนอที่ทำให้รุ่นพี่คนนั้นตัดสินใจทำอย่างนั้นที่สำคัญ ผมและเพื่อนเป็นแค่เด็กนักเรียนมัธยม ไม่มีใครชอบเห็นความเศร้า ความผิดหวัง ไม่อยากมีความทุกข์นักหรอกแต่หลังเหตุการณ์นั้นไม่กี่วัน จะด้วยอะไรก็แล้วแต่ ผมและเพื่อนบางคนชวนกันเดินขึ้นไปบนสะพานในยามหัวค่ำมองออกไปในแม่น้ำเบื้องล่าง มองไม่เห็นอะไรเลยนอกจากแสงตะเกียงวอมแวมจากเรือนไม้ที่ปลูกอยู่ริมแม่น้ำ กลิ่นดอกไม้ลอยมาปะทะจมูก แล้วผมกับเพื่อนก็ยกขวดเหล้าที่เตรียมกันมาขึ้นดื่มกันคนละอึก โดยไม่ได้พูดอะไรกัน

รู้แต่ว่ามันคลายความเศร้าลงไปได้นิดหนึ่ง

——

ผมยังพักอาศัยอยู่ที่ละแวกจรัญสนิทวงศ์เหมือนเดิม ยังนั่งรถขึ้นสะพานอยู่ตามปกติ

แต่สะพานที่นั่งรถข้ามอยู่ทุกวัน คือ สะพานพระราม 7 ซึ่งใหญ่โต มีเส้นให้รถวิ่ง 4 เลน แต่ก็ยังเป็นเส้นที่รถติดอยู่เหมือนเดิม

ส่วนสะพานพระราม 6 ปิดลงอย่างถาวร เปิดไว้เพื่อให้รถไฟวิ่งผ่านเท่านั้น

และผมก็ห่างเหิน สะพาน ของผมไปนานเหลือเกิน

แต่วันนี้ระหว่างที่ผมนั่งรถติดอยู่บนแท็กซี่บนสะพานพระราม 7 อะไรก็ไม่รู้ทำให้ผมจ่ายเงินกับโชฟอร์ แล้วก้าวลงจากรถกลางคัน เดินย้อนไปทางสะพานพระราม 6 เพื่อรำลึกถึงวันเก่าๆ

สะพาน ของผมทรุดโทรมไปตามเวลา รวมทั้งโรงเรียนเก่าของผมนั่นด้วย

ท่าน้ำที่เคยเป็นศาลาให้ไปนั่งเอกเขนก กลายเป็นร้านอาหารริมน้ำใหญ่โตไปแล้ว ต้นก้ามปูที่เคยแผ่กิ่งก้านสาขาร่มครึ้มหายไปแล้ว และถูกแทนที่ด้วยเสาปูนซีเมนต์ เลยไปอีกนิดสวนที่เคยโดดเรียนไปปีนต้นไม้เล่นก็สูญหายไปแล้วเช่นกัน

ผู้คนเดินสวนไปมาอย่างรีบเร่ง ไม่น่าแปลกใจนักหรอก เพราะเลยจากที่ตั้งโรงเรียนเก่าเป็นที่ตั้งของอู่รถประจำทางหลายสาย ชักช้ารถก็จะออกไปเสียก่อน เวลาของผู้คนวันนี้เป็นเงินเป็นทองทั้งนั้นนี่

ผมนั่งลงเงียบๆตรงท่าน้ำหลังโรงเรียนเก่า ลมพัดรวยรินมาจากแม่น้ำอันคุ้นเคย เงยหน้าขึ้นไปมองเห็น สะพาน ของผมตั้งเด่นอยู่ที่เดิม เพียงแต่วันนี้มีแต่ความเงียบเหงาปกคลุมแทน

และผมอยากได้ยินเสียงรถไฟวิ่งกึงกังผ่านสะพานของผมอีกสักครั้ง

………….

เป็นอีกวันที่ผมปล่อยเวลาให้อดีต

ผมย้อนกลับมาที่สะพานกรุงธนอีกครั้ง เพื่อจะออกไปรำลึกความหลังเก่า

ผมก้าวเดินขึ้นสะพานในขณะที่แดดยามบ่ายอ่อนแรงลงไป มีเด็ก ผู้ใหญ่ สาละวนอยู่กับการหย่อนเบ็ดลงแม่น้ำ ในขณะที่รถบนสองฝั่งของสะพานแน่นขนัด และคงจะติดยาวมากกว่านี้เมื่อโรงเรียนละแวกนี้ปล่อยเด็กกลับบ้าน

ในแม่น้ำมีเรือลำใหญ่จอดเรียงรายทั้งสองฟากฝั่ง ร้านอาหาร โรงแรม ผุดสะพรั่งขึ้นเต็มไปหมด และทำให้สะพานที่ผมคุ้นเคยเปลี่ยนไปไม่เหมือนแต่ก่อน

มองย้อนกลับไปที่ตั้งของโรงเรียนเก่า แม้ตึกเรียนไกล้โบสถ์ฝรั่งจะยังตั้งตระหง่านอยู่ แต่มันก็เปลี่ยนจากตึกเรียนสำหรับเด็กประถม ไปเป็นโรงเรียนพาณิชย์เสียแล้ว

ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป

แต่รู้มั๊ยว่ามันไม่ทำให้ผมเศร้าได้อีกต่อไป

หลังจากได้ลงไปสัมผัส “สะพานพระราม 6” เมื่อวันก่อน พบก็เริ่มเข้าใจว่า ไม่มีอะไรคงอยู่ได้ต่อไป

ไม่ว่าจะเป็นสะพาน ความหลัง หรือแม้แต่ชีวิต

ผมบอกกับตัวเองว่านี่คือวัฎจักรของชีวิต ไม่มีอะไรจะคงอยู่ไปตลอด

เรื่องระหว่างผมกับสะพานก็เช่นกัน

ว่าไปแล้วมันก็เป็นแค่สะพานที่มีความทรงจำของผมอยู่ในนั้น

แต่ในวันหนึ่งก็ต้องมีคนรุ่นต่อไปมานั่งโหยหาอดีตเหมือนอย่างที่ผมกระทำอยู่เช่นกัน

กลิ่นแม่น้ำอันแสนจะคุ้นเคยลอยเข้ามากระทบจมูกอีกครั้ง มีลมอ่อนโชยมาแผ่วๆ

และผมกำลังก้าวลงจากสะพาน มุ่งไปสู่ที่หมายเบื้องหน้า ที่ไม่รู้ว่าจะเป็นที่ไหน

มีสะพานที่รอให้ผม “ขึ้น-ลง” อยู่อีกมา

แล้วผมจะกลับมาเล่าให้ฟังอีกครั้งเมื่อเวลามาถึง

‘ชิกไก้ปั่ว’

All rights reserved. None of the content may be reproduced with out express concent from Whitechair.wordpress.com, Thailand. Copyright © 2007.