‘เชตวัน เตือประโคน’ ตะวันที่กำลังสาดแสง

che

ลมหนาวเริ่มพัดผ่านกระทบต้องผิวกาย ปุยเมฆขาวนวลบนท้องฟ้าสีคราม เคลื่อนคล้อยตัวเข้าบดบังแสงแดดอบอุ่นจากพระอาทิตย์ดวงโต ถึงแม้อากาศจะเพิ่งเริ่มหนาวนิดๆ แต่เพราะไม่เคยชมชอบไอเย็น เราจึงรีบเดินจ้ำอ้าวไปยังร้านเล็กๆ ที่กรุ่นไปด้วยกลิ่นกาแฟ อย่างน้อยจังหวะของการก้าวเดินก็ช่วยเพิ่มไออุ่น และที่สำคัญ ณ จุดนัดหมายแห่งนั้น ยังมีดวงตะวันที่กำลังฉายแสงรออยู่

อ๊ะ อ๊ะ ไม่ต้องตกใจไป ใช่ว่าพระอาทิตย์จะงอนก้อนเมฆ จนหนีมาเที่ยวเล่นหรอกนะ แต่เราหมายถึงชายหนุ่มหน้าตาคมเข้มคนหนึ่ง ที่ความสามารถของเขาก็กำลังฉายแสงมากขึ้นเรื่อยๆ ในบรรณพิภพ ไม่แตกต่างจากพระอาทิตย์ที่ค่อยๆ โผล่พ้นขอบฟ้าเช่นกัน

เชตวัน เตือประโคน

ก่อเกิดดวงตะวัน…

“เป็นคนที่ไม่ค่อยมีพื้นฐานการอ่านหนังสือมากนัก เพราะเติบโตมาในครอบครัวธรรมดามาก พ่อแม่ทำนาอยู่ที่บุรีรัมย์ ที่บ้านก็ไม่มีหนังสือให้อ่าน มีอยู่เล่มเดียวมั้ง วารสารกำนันผู้ใหญ่บ้านของพ่อ เพราะพ่อเป็นผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน” เชตวันทอดสายตาไปยังถนนเบื้องหน้าเมื่อเล่าเรื่องราวในวัยเยาว์ ก่อนที่จะเสริมอีกว่าเห็นนิ่งๆ อย่างนี้นะ ตอนเด็กๆ เขาก็ร้ายไม่ใช่เล่นเหมือนกัน

“คล้ายจะเชื่อฟังพ่อแม่แต่ไม่ค่อยเชื่อ เป็นพวกเพื่อนชวนไปไหนไปหมด โดดเรียนก็บ่อย ทำกิจกรรมก็เยอะทั้งเป่าทรัมเป็ตในวงโยธวาทิต ทั้งเป็นนักกีฬาฟุตบอล ไม่ค่อยสนใจเรื่องเรียน ทำแต่กิจกรรม แต่แปลกอยู่ห้องเด็กเก่งตลอด จนกระทั่งอยู่ ม.2 เพื่อนซื้อหนังสือให้เป็นของขวัญ เป็นหนังสือวรรณกรรมเยาวชนธรรมดา ก็อ่านจบแล้วเกิดประเด็นที่ว่า เฮ้ยอย่างนี้เราเขียนได้นี่หว่า เป็นความหยิ่งยโสแบบเด็กๆ” เชตวันเล่าให้ฟังด้วยรอยยิ้มกว้าง แต่เขาก็บอกว่านั่นไม่ใช่จุดเริ่มต้นของการเขียนอย่างที่เราคิด เพราะแม้ว่าจะถึงกับขนาดตัดกระดาษ วาดภาพประกอบเสร็จสรรพแต่เพราะไม่เคยมีพื้นฐานการอ่านมาก่อน คลังคำจึงว่างเปล่า สุดท้ายก็เขียนไม่สำเร็จ และทิ้งไปเลยจนกระทั่งก้าวเข้าสู่รั้วมหาวิทยาลัย ในฐานะน้องใหม่ของคณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

“มีพี่คนหนึ่งชวนไปทำชมรมทางความรู้นนทรี เป็นยุคแรกๆ ของชมรมเลย ไม่ใช่ชมรมค่ายอาสาธรรมดา แต่เรามีความตั้งใจที่จะให้การศึกษา พอดีมีเด็กสถาปัตย์สร้างโรงเรียนไว้ที่นครสวรรค์ ชื่อโรงเรียนปางข้าวสาร เราก็ไปสอนหนังสือ สอนแบบให้เด็กเรียนรู้วิถีชุมชน เรียนรู้คุณค่าในวัฒนธรรมตัวเอง แต่คิดว่าน่าจะมีครูสอนจริงจังด้วย เพื่อดึงเด็กไม่ให้ต้องเดินทางไปเรียนไกลๆ เลยจ้างครูไว้คนหนึ่งซึ่งต้องให้เงินเดือนละ 6 พันกว่าบาท เงินตรงนี้ก็อาศัยเปิดหมวกเอา”

น่าเสียดายนักที่ตอนนี้โรงเรียนไม่ผ่านเกณฑ์ประเมินจากกระทรวงศึกษาธิการจนต้องปิดตัวไป หลังจากเปิดได้ประมาณ 5-6 ปี แต่อย่างน้อยช่วงที่เชตวันคลุกคลีอยู่กับค่ายและโรงเรียนนี้ก็ได้จุดไฟฝันของการขีดเขียนอักษรให้ลุกโชนขึ้นอีกครา

“ช่วงที่ทำค่ายก็มีสมุดเล่มหนึ่งวางไว้ เรียกว่าหนังสือพิมพ์ค่าย ให้ไปเขียนอะไรต่างๆ เราก็มักไปเขียนโน่นนี่ ปรากฏว่ามีคนชอบคนตามอ่าน ก็รู้สึกดีนะแต่ไม่ได้อะไรมากมาย กลับมาเรียนตามปกติ ตอนนั้นกำลังจะขึ้นปี 2 เราก็บังเอิญอ่านเรื่องสั้นในการ์ตูนขายหัวเราะ อ่านจบปั๊บกลับมาเลย ความคิดว่าเราก็เขียนได้ คราวนี้ลงมือจริงจัง เป็นเรื่องสั้นๆ 2 หน้า

พอเขียนจบเสร็จ เพื่อนคนหนึ่งก็เห็นเลยขอไปอ่าน แล้วกลับมาพร้อมกับต้นฉบับที่เขาเขียนไว้ทั้งกวี เรื่องสั้น มาเลยปึ๊งหนึ่ง เราเปิดๆ อ่านๆ ก็ทึ่ง เขาก็เลยชวนทำหนังสือทำมือกัน 2 คน เขียนเอง พิมพ์เอง จัดจำหน่ายเอง ขาดทุนตลอด เนื้อหาข้างในเหมือนดวลเรื่องสั้นกัน 2 คน แต่เรามาประสบปัญหาเหมือนตอนเด็ก ที่พอเขียนแล้วคิดคำไม่ออก ไม่รู้จะเขียนยังไง” เชตวันเล่าพลางส่ายหน้ายิ้มๆ และเพราะคำว่า คลังคำน้อย นั่นเอง เขาจึงตัดสินใจวางมือจากการเขียน และตะลุยอ่านหนังสือเพื่อเพิ่มรากฐานการอ่านให้เข้มแข็ง เพราะนับจากวันนั้นเขาตัดสินใจแล้วว่า เส้นทางในชีวิต คือเส้นทางสายอักษร

เมื่อดวงตะวันเริ่มสาดแสง….

“ทิ้งการเขียนไปเลย อ่านอย่างเดียวซื้อหนังสืออ่านทุกอาทิตย์ พอเราอ่านมากๆ ก็จะพอรู้ว่าเล่มไหนน่าอ่าน คนนี้ได้ซีไรต์ เล่มนี้ได้รางวัลโน่นนี่ ก็ซื้อกลับมาอ่าน อ่านแบบจริงจังมากเลยนะ เลิกเรียนกลับมา เตะบอล กินข้าวเสร็จ ก็กลับห้องแต่ไม่อ่านหนังสือเรียน กองไว้ก่อน อ่านนิยายนี่ล่ะ ตี 2 ตี 3 ก็ไม่นอน อ่านถึงเที่ยงถึงบ่าย อ่านแบบเล่มต่อเล่ม และด้วยความที่เราตั้งใจจะเขียนหนังสืออยู่แล้ว เลยไม่ใช่การอ่านเอาเรื่อง แต่จะดูว่าวิธีการเขียนเป็นอย่างนี้นะ เราเก็บหมด

มีช่วงที่ไม่ไปเรียน หายไปเลย จนเพื่อนถึงกับทักตอนเจอว่า เฮ้ย! ยังอยู่อีกหรอ จบมาด้วยเกรด เอยันเอฟ มีหมด แต่ก็จบ 4 ปีนะ น่าแปลกจริงๆ” เชตวันพูดพลางหัวเราะในลำคอ

เมื่อสั่งสมประสบการณ์การอ่านมากพอ เชตวันก็พร้อมที่จะลงสนามอีกครั้ง โดยนอกจากจะร่วมทำหนังสือทำมือกับเพื่อน เข้าค่ายอบรมการเขียนสารพัดค่าย ลงเรียนวิชาหนังสือพิมพ์เป็นวิชาโท ไปเรียนรู้งานที่นิตยสารแนวฮาร์คอร์อย่างฟ้าเดียวกัน,ปาจารยสาร ไปเป็น บก.บห นิตยสาร P+itch Bookazine ซึ่งเน้นการทำเรื่องยากอย่างประเด็นการศึกษา ให้เป็นเรื่องที่ย่อยง่ายสำหรับวัยรุ่น ตั้งแต่ยังเรียนไม่จบ และเขียนงานส่งไปตามหน้านิตยสารต่างๆ แล้ว อีกเวทีที่เขาสนใจคือการส่งงานเข้าประกวด

“ก็ส่งประกวดตั้งแต่สมัยเรียน ให้ตื่นตัวตื่นเต้นๆ ได้ร่วมสนุกกับเขา แต่ก็ไม่ได้เคยตั้งใจว่าจะเขียนเพื่อรางวัล โดยเราต้องมีเรื่องอยู่แล้วถึงจะส่ง ไม่ได้ตั้งใจจะส่งประกวดอย่างเดียว แต่เคยคิดเหมือนกันนะว่าพอเห็นการประกวดนี้ปุ๊บก็ตั้งใจจะเขียนเลย แต่พอรีบเรื่องมันก็ไม่ดี” เชตวันอธิบายถึงทัศนคติของเขาต่อการประกวด และแม้ว่าจะตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตาม ผลงานของเขาก็ได้ทำให้เขากลายเป็นที่ถูกจับตามองในแวดวงวรรณกรรมด้วยระยะเวลาอันรวดเร็ว

ทั้ง 2589 : เราเพียงผู้มาเยือน นิยายวิทยาศาสตร์รางวัลจันตรี ศิริบุญรอด,รางวัลเซเว่นบุ๊ค อวอร์ด และรางวัลชมเชยจากการประกวดหนังสือดีเด่น

และล่าสุด “Young Thai Artist Award 2007” รางวัลยอดเยี่ยม สาขาศิลปะสาขาวรรณกรรม ก็ได้มอบให้แก่ “พระเจ้าองค์ใหม่ในหมู่บ้านตื่นกลางวัน และหมู่บ้านตื่นกลางคืน” ผลงานของเชตวันนั่นเอง

“คือดร็อปเรียน ป.โท ที่คณะวารสารศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ แล้วไปสมัครเป็นทหารเกณฑ์ที่สัตหีบ งานชุดนี้ก็เขียนช่วงนั้น ใช้เวลาเขียนประมาณ 3 เดือนสุดท้าย ฝึกน้อยแล้ว เลยมีเวลาว่างมากขึ้น ตื่นเช้ามาทำงานทุกอย่างเสร็จก็นั่งมองฟ้ามองน้ำแล้วก็เขียน”

เชตวันเป็นนักเขียนคนหนึ่งที่เขียนผลงานได้หลากแนวทั้งวิทยาศาสตร์ เซอเรียลลิสม์ เรียลลิสติก และวรรณกรรมเยาวชน แถมไม่ใช่เขียนได้เฉยๆ นะ แต่เขียนได้ดีซะด้วย เพราะถึงแม้ว่าภาษาของเขาจะไม่เด่นมากนัก แต่กลวิธีการดำเนินเรื่อง การผูกเรื่อง และพล็อตเรื่องของเขาน่าสนใจไม่น้อยเลย และตัวเขาเองแม้จะบอกว่าชื่นชอบงานทุกแนว และตั้งใจจะเขียนงานให้หลากหลาย แต่โดยส่วนตัวแล้วคิดว่างานแนววิทยาศาสตร์เป็นงานที่ท้าทายไม่น้อย

“ท้าทายดีเพราะต้องหาข้อมูล ต้องจินตนาการ เราไม่ได้เขียนแนวไซไฟแฟนตาซีไง เราเขียนเพียวไซน์ ก็ต้องทำงานหนักในเรื่องความเป็นไปได้ในทิศทางที่ควรจะเป็น ตรงนี้ล่ะที่สนุก”

แต่เขาก็ยืนยันนะว่า ถึงจะชื่นชอบงานวิทยาศาสตร์ แต่การเขียนงานหลายครั้งก็ขึ้นอยู่กับสภาวะ ณ เวลานั้น อย่างงานเขียนเล่มล่าสุดที่กำลังจะพิมพ์กับสำนักพิมพ์มติชนนั้น ก็ตั้งใจจะเล่นเรื่องรูปแบบ และวิธีการเขียนใหม่ๆ

ส่วนงานตามหน้านิตยสารนั้น แฟนๆ คงต้องรอเก้อสักนิด เพราะเชตวันกระซิบมาว่าตอนนี้ในสมองมีแต่พล็อตลอยไปลอยมาเต็มไปหมด แต่ยังไม่มีข้อมูลที่จะประกอบให้พล็อตเป็นจริงเลย

“เมื่อก่อนเวลาจะทำงานก็นั่งหน้าคอมพิวเตอร์เลย เตรียมเขียน นั่งนึกเอา แล้วมันก็มาเอง แต่ช่วงนี้ไม่ค่อยมีความพยายามที่จะทำอย่างนั้น เพราะเรารู้สึกว่ามีอย่างอื่นต้องทำ เมื่อทำวันนี้ไม่ได้ ก็ทำวันอื่นดีกว่า แต่มันเป็นข้อแก้ตัวในการไม่เขียนให้ตัวเองมั้ง เพราะเมื่อเดือนที่แล้วมี 2-3 เรื่องอยู่ในหัว ก็เขียนนะ เหนื่อยกลับมาก็ต้องเขียน” เชตวันยักไหล่ด้วยความไม่แน่ใจ ก่อนที่จะส่งยิ้มไม่ค่อยเต็มปากมาให้ และย้อนถามเราว่า ถ้าอยากเขียนอย่างมีวินัยต้องอย่าให้อารมณ์เป็นใหญ่ จริงไหม?

แต่ถึงอย่างนั้นก็ใช่ว่าจะปล่อยวางซะสนิทนะ เพราะเชตวันบอกว่าตอนนี้กำลังเก็บข้อมูลเรื่องสถานการณ์ทางภาคใต้ เพื่อถ่ายทอดเป็นนวนิยาย แต่เรื่องราวจะไม่ได้เกิดที่ภาคใต้

ขอเวลาสักพักแล้วกัน เพื่อที่จะได้อ่านงานดีๆ ที่เขากลั่นกรองและสร้างสรรค์จากใจไง

เมื่อดวงตะวันมุ่งมั่นและตั้งใจ…..

“ใช่ ชีวิตไม่ราบเรียบ เป็นหลุมเป็นบ่อด้วยความตั้งใจของเราเอง เพราะไม่เคยเชื่อเรื่องของโชคชะตา แต่เชื่อในความสามารถของมนุษย์ เชื่อในศักยภาพของตัวเอง มาถึงวันนี้ได้เพราะความตั้งใจ” เขาอธิบายแนวคิดในชีวิตให้ฟัง และเมื่อเราย้อนถามกลับไปว่ารวมถึงการก้าวเข้ามารับผิดชอบหน้าที่ในฐานะนักข่าว หนังสือพิมพ์มติชนด้วยหรือ เขาก็รีบพยักหน้า พร้อมกับบอกว่า

“ตั้งใจไว้แล้วว่าจะทำหนังสือพิมพ์ตั้งแต่เรียนปี 2 แล้วควบคุมให้มาถึงปัจจุบันตอนนี้ อยากทำข่าวอยากเขียนหนังสืออยากเป็นนักสื่อสารมวลชนก็ทำ เชื่อในตัวเอง”

เคยเกรงไหมว่าความเชื่อมั่น วันหนึ่งจะย้อนกลับมาเป็นอัตตา

“ทุกคนมีอัตตานะ หยิ่งยโสมากบ้างน้อยต่างกันไป แต่โดยสถานการณ์โดยสังคมอาจต้องปรับตัวกันไป ซึ่งเราก็คิดว่าปรับตัวได้ค่อนข้างดี”

แล้วในฐานะของนักเขียนรุ่นใหม่ไฟแรง เชตวันวางอนาคตทางงานเขียนไว้อย่างไรบ้างนะ

“ไม่ซีเรียสว่าใครอ่านหนังสืออะไร หรือใครอ่านหนังสือเรา แต่เรามีความชอบที่จะทำอย่างนี้ แล้วเป็นสิ่งที่ไม่ไปกระทบกับใคร พยายามที่จะตอบแทน และทำให้อะไรให้สังคมบ้าง หลังจากตอบสนองความอยากเขียนของตัวเองแล้ว

ไม่ได้คิดว่าจะทำงานที่เปลี่ยนแปลงโลก แต่ก็เชื่อว่ามนุษย์ตัวเล็กจะเปลี่ยนแปลงโลกได้ อะคิมิดิสกล่าวไว้ว่า จงชี้จุดที่ข้ายืนอยู่ให้มั่นแล้วข้าจะเคลื่อนโลก” เชตวันกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่นยืนยันความมั่นใจที่มาพร้อมรอยยิ้มกว้าง

และแน่นอนไม่มีอะไรที่จะหักเหทิศทางของเขาได้อีกแล้ว

ส่วนอนาคตนั้น ใจที่มุ่งมั่นดวงนี้วางไว้แล้วว่า อยากจะเป็นชาวนาที่เขียนหนังสือได้

จับตาดวงตะวันดวงนี้ให้ดี เพราะแสงที่สาดส่องให้ทั้งความอบอุ่นและร้อนแรงอย่างไม่ธรรมดา

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: