นิทรรศการ”นู้ด”ปฏิวัติสังคมเวียดนาม!?

ระบอบการปกครองแบบ “คอมมิวนิสต์” ในโลกนี้กล่าวได้ว่า มีหลงเหลืออยู่แค่ไม่กี่ประเทศ

“เวียดนาม” คือ หนึ่งในนั้น

รัฐบาลฮานอยยังคงยึดมั่นแนวทางคอมมิวนิสต์ สังคมนิยม และอนุรักษ์นิยม อย่างเหนียวแน่น นับตั้งแต่กลุ่มคอมมิวนิสต์ นำโดยโฮจิมินห์ ขึ้นปกครองเวียดนามแบบเบ็ดเสร็จเมื่อปี 2519

แม้เวียดนามจะเป็น “สังคมปิด” แต่เมื่อโลกเดินเข้าสู่ยุคทุนนิยมสุดขั้ว ผู้มีอำนาจก็จำเป็นต้องพยายามปรับตัวเพื่อรับมือกับ “ค่านิยม” ที่ทะลักมาจากภายนอก

อดีตอันโหดร้ายสมัยเวียดกงจับปืนรบทหารอเมริกันมีคนตายนับแสนถูกทิ้งไว้เบื้องหลัง เพื่อเปิดทางให้ทั้งสองชาติทำมาค้าขายในกระแสทุนได้โดยสะดวก

ปรากฏการณ์ใหม่ๆ ทางสังคมที่ไม่น่าเชื่อว่าจะเกิดขึ้นกับเวียดนาม ก็เริ่มตกเป็นข่าวตามสื่อเป็นระยะๆ

ตัวอย่างเช่นกรณี “คลิปสวาทเขย่าโลก” ซึ่งดาราสาวชื่อดัง น.ส.เหวียน ถวี่ลิงห์ วัย 19 ปี ถ่ายคลิปวิดีโอขณะร่วมรักกับแฟนหนุ่มนักเรียนนอกเอาไว้ด้วยความคึกคะนอง และผลสุดท้ายก็หลุดออกมาสู่สายตาสาธารณชน จนส่งผลให้ถวี่ลิงห์ต้องจบชีวิตนักแสดง

แตกต่างจากคลิปเซ็กซ์สุดฉาว ปารีส ฮิลตัน ไฮโซอเมริกัน ซึ่งเมื่อหลุดไปตามเว็บไซต์ต่างๆ กลับทำให้เธอดังเป็นพลุแตก มีงานวงการบันเทิงติดต่อเข้ามามากมาย

ล่าสุด เมื่อสัปดาห์ก่อน ข่าวใหญ่ในเวียดนามอีกข่าวที่สื่อระดับสากลให้ความสนใจหยิบยกไปเผยแพร่ต่อ ได้แก่

กรณี “สำนักงานวัฒนธรรมและข้อมูลข่าวสาร” นครโฮจิมินห์ อนุญาตให้ นายไท เฟวียน ศิลปิน/ช่างภาพชื่อดัง เปิดแสดงนิทรรศการภาพถ่าย “นู้ด” ได้ เป็นครั้งแรกในเวียดนาม ระหว่างวันที่ 24-27 พฤศจิ กายนนี้

สำนักข่าวเวียดนามเน็ต ถึงกับระบุว่า ความสำเร็จในการขอเปิดงานโชว์ภาพถ่ายนู้ดฝีมือนายไท คือการปฏิวัติสังคมเวียดนามครั้งใหญ่!

นิทรรศการภาพนู้ดของนายไท ใช้ชื่อว่า “ฤดูใบไม้ผลิแห่งวัยหนุ่มสาว”

นำเอาภาพเปลือยที่ถ่ายด้วยทั้งกล้องยุคเก่า (ฟิล์ม) และกล้องยุคใหม่ (ดิจิตอล) 48 ภาพมาเปิดแสดงให้ผู้สนใจเข้าชม ณ แกลลอรี่บริเวณถนนเทียนฮอง กรุงฮานอย

“ผมจะได้เป็นช่างภาพคนแรกของเวียดนามที่ได้รับใบอนุญาตให้จัดนิทรรศการประเภทนี้ได้ ถือว่าโชคดีที่เจ้าหน้าที่ยอมรับผลงานของผม..

“สำหรับผลตอบรับ คิดว่าคงมีทั้งคนที่ชื่นชมยอมรับและคนต่อต้าน ผมเตรียมพร้อมรับมือกับเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากทั้งสองฝ่าย เพียงแค่หวังลึกๆ ฝั่งเสียงชื่นชมคงจะมีเกิน 51 เปอร์เซ็นต์ เท่านั้นผมก็ถือว่าประสบความสำเร็จ..

“อย่างไรก็ตาม ผมเชื่อมั่นว่า ผู้ชนะที่แท้จริงจากการที่ทางการอนุญาตให้ผมแสดงภาพนู้ดเป็นครั้งแรกนี้ก็คือ วงการศิลปะภาพถ่ายของประเทศเรา ซึ่งจะได้ก้าวไปสู่การพัฒนาสิ่งใหม่ๆ..

“ผมต่อต้านการผลิตภาพโป๊ ภาพลามกอนาจาร แต่เราต้องยอมรับว่าภาพศิลปะก็คือภาพศิลปะ ไม่เหมือนกับภาพพวกนั้นนะครับ..

“มันไม่จริงเลยถ้ามีใครบอกว่า แค่จับคนมาถอดเสื้อผ้าเราก็ถ่ายภาพนู้ดได้ ถ้าจะให้เปรียบเทียบ มันคงเป็นเรื่องตลกที่สุดถ้าวันไหนเกิดเหตุไฟไหม้บ้านขึ้นมา แล้วทางการจะออกคำสั่งห้ามประชาชนใช้ไฟ แช็ก! ” นายไท เปิดใจให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวเวียดนาม

ขณะที่สำนักข่าว “เอเอฟพี” ของฝรั่งเศส มองว่า การแสดงภาพนู้ดโดยนายไทจัดเป็นมิติใหม่ เนื่องจากที่ผ่านมา เวียดนามมีสังคมที่เคร่งครัดมาก

หนังสือ หนัง หรือภาพที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับเซ็กซ์ มักถูกภาครัฐห้ามเผยแพร่มาโดยตลอด ไม่มีทางได้หลุดจากตลาดใต้ดินมาถึงมือประชาชนได้ง่ายๆ

สาเหตุอีกประการที่ทำให้ข่าวนิทรรศการภาพนู้ดของนายไท สร้างความตกตะลึงให้กับสังคมเวียดนาม ก็เพราะช่วงต้นปีเดียวกันนี้เอง เคยมี “ช่างภาพหญิง” คนหนึ่ง ทำเรื่องขออนุญาตจัดแสดงงานภาพถ่ายนู้ด คล้ายคลึงกับงานนายไทอย่างมาก แต่ทางสำนักงานวัฒนธรรมและข้อมูลข่าวสารนครโฮจิมินห์ไม่ยอมอนุมัติ โดยให้เหตุผล ว่า

“ภาพนู้ดไม่เหมาะกับวัฒนธรรม ประเพณี รวมถึงอุปนิสัยของชาวเวียดนาม”

ดังนั้น การที่สำนักงานวัฒนธรรมฯ ผ่อนปรนให้นายไทเปิดแสดงภาพนู้ดได้ จึงอาจมีเรื่อง “เพศ” ของผู้จัดแสดงผลงานเข้ามาเกี่ยวข้อง

ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องติดตามดูกันต่อไปในอนาคตว่า ศักดิ์ศรีศิลปินหญิงเวียดนามจะได้รับการเชิดชูจากภาครัฐและสังคมมากขึ้นขนาดไหน

“เจ้าหน้าที่มักระมัดระวังมากเกี่ยวกับการจัดแสดงศิลปะแนวนี้ เพราะแยกความแตกต่างระหว่างภาพศิลปะและภาพโป๊เปลือยได้ยาก” นายชู ชิ-ทานห์ นายกสมาคมช่างภาพเวียดนาม กล่าว

สอดคล้องกับความเห็นของนายไท ที่ว่า

บางครั้งเส้นแบ่งระหว่าง “ภาพอนาจาร” กับ “ภาพศิลปะ” นั้นเป็นเส้นที่บางมาก ขึ้นอยู่กับมุมมองของแต่ละคน!

for20041150p2.jpg
 

Advertisements

‘พรรคสตรีโปแลนด์’-นู้ดเพื่อชาติ!

women-party.jpg

  แวดวงการเมือง “โปแลนด์” บังเกิดสีสันสั่นสะท้านสะเทือนเส้นศีลธรรม
  ภายหลังจากพรรคการเมืองน้องใหม่ “พรรคสตรี” (ปาเตีย โคเบียต : พีเค) ขึ้นป้ายรณรงค์หาเสียงสุดเร้าใจ
  จับสมาชิกร่างกายเปลือยเปล่า 7 คน มาถ่ายแบบโปสเตอร์หาเสียง ท้าทายทัศนคติ “อนุรักษ์นิยม” ของคนโปแลนด์รุ่นเก่า
  “มานูเอลา เกรตคอฟสกา” ประธานพรรคพีเค เผยเบื้องหลังว่า
  สาเหตุที่ตัวเธอกับเพื่อนสมาชิกอีก 6 คนลุกขึ้นมาปลดผ้าถ่าย “นู้ด” หาเสียง ถ้ามองแบบฉาบฉวยอาจหาว่าต้องการ “ขายเซ็กซ์”
  แต่เนื้อหาเบื้องลึกที่แท้จริงที่ต้องการสื่อสารไปยังประชาชนโปแลนด์ ก็คือ
  “เราไม่มีอะไรปิดบังซ่อนเร้นต่อประชาชน!”
  “โปสเตอร์ชิ้นนี้ตั้งใจทำขึ้นมาเพื่อทำลายภาพพจน์ทางการเมืองเก่าๆ ที่ถูกครอบงำโดยพวกผู้ชายใส่สูทเคร่งขรึม และไม่เคยมีแก่นสารอะไรเลย” มานูเอลาให้สัมภาษณ์สำนักข่าวเอเอฟพี

  มานูเอลาก่อตั้งพรรคสตรี หรือพรรคพีเค ขึ้นมาเมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา ชูคำขวัญ ซึ่งเป็นจุดขายหลักของพรรค
  “พรรคเพื่อผู้หญิง…โปแลนด์คือผู้หญิง!”
  ปัจจุบันมีสมาชิกหญิงล้วนเข้าร่วมประมาณ 1,500 คน
  ในจำนวนนี้บางคนเป็นสตรีที่มีฐานะทางสังคมสูง เข้าข่ายคนดังระดับประเทศ เช่น “คริสเตียนา แจนดา” นักแสดง และ “แอกเนียสกา ไรลิก” แชมป์มวยหญิงรุ่นจูเนียร์เวลเตอร์เวต
  “เราคือผู้หญิงที่มีความงดงาม เปิดเผย ภาคภูมิใจในตัวเอง เราเป็นคนตรงไปตรงมาและจริงใจทั้งทางร่างกายและจิตใจ การรณรงค์ครั้งนี้ของเราไม่ใช่การขายภาพอนาจาร…
  “ลองมองดูหน้าตาของเราแล้วจะเห็นว่าเต็มไปด้วยความฉลาดเฉลียวสมภาคภูมิและใส่ใจต่อสังคม” มานูเอลาบอกอย่างนั้น

  แม้ยุคสมัยคอมมิวนิสต์ครองเมืองจะได้ผ่านพ้นไปจากสังคมโปแลนด์แล้ว
  แต่สถานการณ์ทางการเมืองก็ยังเหมือนตกอยู่ในเงาทะมึน
  ฝ่ายผู้ใช้อำนาจรัฐยังคงใช้ “ตำรวจลับ” เป็นเครื่องมือสอดส่องจัดการกับฝ่ายตรงข้าม
  ข่าวอื้อฉาวเกี่ยวกับการ “ทุจริตคอร์รัปชั่น” ในวงการเมืองผุดขึ้นเป็นระยะๆ
  และอาจถือว่าสถานการณ์ใช้อำนาจในทางมิชอบนั้นเริ่มรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อสองพี่น้องฝาแฝด “เลช” กับ “ยอซลัว คาซินสกี้” ขึ้นปกครองโปแลนด์เมื่อปี 2548 ผ่านตำแหน่งประธานาธิบดีและนายกรัฐมนตรี ตามลำดับ
  มานูเอลาประกาศว่า ถ้าผู้สมัครจากพรรคพีเคมีโอกาสเข้าไปนั่งในสภา ภารกิจสำคัญที่จะเร่งทำได้แก่

1.หาทางยกระดับสถานะของสตรีโปแลนด์ให้ดีขึ้น
2.เปิดเผยข้อมูล-เอกสารการทำงานสกปรกของอดีตตำรวจลับทั้งหลาย

  อย่างไรก็ตาม ความฝันของมานูเอลาก็ใช่จะเป็นจริงง่ายๆ เนื่องจากผลสำรวจความนิยม (โพล) ล่าสุดพบว่า ได้คะแนนนิยมเพียง 3 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น
  ยังห่างจากเกณฑ์คะแนนเลือกตั้งขั้นต่ำไปอีก 2 เปอร์เซ็นต์ ถึงจะมีสิทธิมีในส.ส.ในสภา
  “เราถือว่าผลโพลที่ออกมานั้นดีมาก และมีที่ว่างให้เราสู้ต่อไป” ประธานพรรคพีเคกล่าวด้วยความมั่นใจ!

‘วันเสาร์’

เรื่องเล่าจาก’คอสะพาน’

br61.jpg 

ถึงแม้จะเป็นคนดื่มเหล้า แต่ผมไม่ค่อยยอมรับความเป็น คอสุรา ของตัวเองเท่าใดนัก เพราะถึงอยากจะมีเหล้ากินทุกวัน แต่ผมก็นิยมดื่มพอประมาณ จิบพออ้วก เน้นความรื่นรมย์ในการดื่มกิน พูดคุย เสียมากกว่า

ปะเหมาะเคราะห์ดีเจอเพื่อนร่วมวงประเภทคอหนักก็มักจะเจอค่อนขอดว่าการดื่มเหล้าของผมนั้นมันช่างเหลวไหล หาความเร้าใจไม่ได้เอาเสียเลย

หรืออย่าง คอหนังสือ ก็ไม่ใช่อีกนั่นแหละ ถึงจะชอบอ่านหนังสือแต่มันก็เป็นการตะลุยอ่านดะ อะไรก็ได้ที่มันวางอยู่ตรงหน้า หรืออ่านเพราะชื่อเรื่อง แบบปก แต่หาได้ละเลียดในการค้นหาความหมายในแต่ละบรรทัด หรือพินิจพิเคราะห์กลวิธีในการเขียนอย่างที่ คอ ประเภทนี้เค้านิยมกัน บางทีหนังสือที่เขาว่ากันว่าอ่านแล้วเหมือนโดนตีหัวแบะ ผมอ่านแล้วก็เฉยๆ ไม่รู้สึกโดน ขนาดที่ว่าชีวิตต้องเปลี่ยนไปเพราะหนังสือเล่มนึงอะไรประมาณนั้นไม่ใช่ผมแน่นอน

คอเพลง หรือครับ อืมม์…ก็เคยพอจะเรียกได้เหมือนกันละครับ แต่มันก็กลายเป็นอดีตไปเสียแล้ว ตอนนี้ชอบเพลงไหนก็หาโหลดเอาจากอินเตอร์เน็ตบ้าง แผ่นก็อปของเพื่อนบ้าง เครื่องที่ฟังก็เป็นแค่เอ็มพี-3 รุ่นกระป๋องกระแป๋ง ไม่ได้ฟังเครื่องเสียงจากสเตริโอเสียงกระหึ่มอีกต่อไป เรื่องฟังเพลงของผมในปัจจุบันนี่มันหยาบยิ่งกว่าทรายขี้เป็ดเสียอีก จะบอกให้

แล้วผมเป็น คอ อะไรกันเล่า?

ผมก็จะตอบว่า ไม่รู้เหมือนกัน เพราะผมไม่ได้อะไรนักหนากับเรื่องเหล่านี้ จะอ่านหนังสือ กินเหล้า ฟังเพลง ก็ไม่ได้ยึดเอาอะไรเป็นสรณะ ไม่มีความเชี่ยวชาญในระดับ คอ กับเรื่องเหล่านี้

ชีวิตของผมมันก็เรื่อยเปื่อยไปเรื่อยนั่นแหละ ไม่ค่อยจะมีความไฝ่ฝันอะไรเหมือนผู้คนธรรมดาเท่าใดนัก ไม่หวังมีบ้าน มีรถขับ หรือร่ำรวยเป็นเศรษฐีกะเขาครับ…

ใครจะว่าผมเพี้ยน แปลกแยก เป็นยอดมนุษย์จืดชืด ไม่ได้ความ ไร้น้ำยาก็ว่ามาเถอะครับ

แต่ผมก็คิดอย่างนี้จริงๆ

แต่ถามมาก็ดีแล้ว ทำให้ผมนึกถึงตัวเองว่า มีอะไรที่เชี่ยวชาญอย่างลึกซึ้งนะ มีบ้างมั๊ย อะไรที่ทำให้ผมรู้สึกผูกพันด้วย ไม่ว่าจะเป็นคน สิ่งของ หรือสถานที่สักแห่งก็ได้

นึกแล้วก็อึ้งขึ้นมาอย่างทันทีทันใด เมื่อพบคำตอบว่า เกือบจะไม่มีเอาเสียเลย

ใช้คำว่า เกือบจะ ไม่ได้หมายความว่าผมค้นพบว่าตัวเองมีความจัดเจน ลึกซึ้ง มีความเป็น คอ ในอะไรแขนงหนึ่งขึ้นมาหรอกนะครับเพียงแต่มันทำให้ผมหวนระลึกถึงอะไรบางอย่างขึ้นมาเท่านั้น 

เป็นบางอย่างในอดีต ที่ยังกระทำอยู่ในปัจจุบัน และอาจผูกโยงไปถึงวันพรุ่งนี้

มันคือเรื่องราวเล็กๆ แสนจะธรรมดา ไม่ควรค่าแก่ความสนใจ

นี่ถ้าไม่มีใครสะกิดเตือนก็คงเหมือนน้ำก้นบ่อ ที่ทำยังไงก็ไม่มีวันกระเพื่อมขึ้นมาถึงปากบ่อได้

แต่พอสะกิดเข้าเท่านั้นแหละ มันไหลบ่าเหมือนน้ำล้นทำนบยังไงยังงั้นเชียวแหละครับ

………..

ไม่อยากจะเรียกตัวเองว่าผู้เชี่ยวชาญอะไรนักหรอก แต่ถ้าถามผมว่าอะไรที่ทำเป็นกิจวัตรประจำวันนอกเหนือไปจากทำงาน และธุระส่วนตัวจิปาถะแล้วสิ่งที่ผมทำเป็นประจำก็คือ

การขึ้นลงสะพานครับ  

เห็นมั๊ยละว่า มันโคตรจะธรรมดา

แต่เชื่อเถอะครับ สิ่งที่ผมทำจนคุ้นเคยก็คือการขึ้นสะพาน อันหมายถึงการเดินขึ้น นั่งรถ อะไรอย่างนี้นะครับผมขึ้นลงสะพานอยู่เกือบทุกวันครับ จากสะพานหนึ่งไปอีกสะพานหนึ่ง จากสะพานเล็กไปสะพานใหญ่เรียกได้ว่าเป็น คอสะพาน คนหนึ่งเป็น คอสะพาน ที่ไม่ได้หมายถึง คอ อันเป็นส่วนหนึ่งของสะพานนะครับจริงอยู่-ใครก็ย่อมเคยขึ้น-ลงสะพานอยู่เป็นกิจวัตร ไม่มีอะไรแปลก แต่เชื่อเถอะครับ การขึ้นลงสะพานระหว่างคุณกับผม หรือใครๆก็ย่อมแตกต่างกันเราย่อมมีเรื่องเล่าเกี่ยวกับสะพานที่ไม่เหมือนกัน 

และนี่คือเรื่องของผมกับ สะพาน ครับ 

———-          

ถึงแม้พ่อจะเป็นคนอีสาน แม่เป็นคนภาคกลาง แต่ผมนะเป็นเด็กกรุงเทพฯ เป็นเด็กเมืองหลวงเต็มตัวเชียวแหละ ผมเกิดที่เกียกกาย เขตดุสิต ที่โรงพยาบาลวชิระ

ว่ากันตามจริงแล้ว ผมไม่รู้เรื่องราวเกี่ยวกับตอนเกิดของตัวเองได้มากนัก จำได้แต่เพียงคนอื่นเอามาเล่าให้ฟัง และจำสถานที่บ้านที่ตัวเองเกิดได้พอเลาๆ

บ้านที่ว่า อยู่ในซอยวัดประดู่ธรรมาธิปัตย์ เป็นบ้านที่อยู่ในตรอกลึกเข้าไป เป็นบ้านไม้ธรรมดา เหมือนบ้านทั้งหลายแหล่ในละแวกนั้นครับ-บ้านที่อยู่เป็นบ้านหลังไม่ใหญ่ คับแคบ ไม่มีพื้นที่

แต่ละบ้านเวลาเข้าออกก็ต้องใช้ สะพานไม้ ในการสัญจร เวลาเดินต้องระวังให้ดี เพราะถ้าหล่นลงไปก็จะลงไปลอยคอในน้ำครำกันเลยทีเดียวและตอนที่แม่เจ็บท้องไกล้คลอด ทั้งผมและแม่ก็ต้องผ่านสะพานไม้นี้เหมือนคนอื่นๆนั่นแหละ

มันเป็นสะพานแรกในชีวิตของผมครับคุณ

……….

พอผมโตขึ้น ผมก็วิ่งเล่นอยู่บนสะพานไม้ในตรอกเล็กๆในซอยวัดประดู่ฯนั่นอยู่นานพอเริ่มเรียนหนังสือ ก็ต้องเดินข้ามสะพานออกมานั่งรอรถเมล์อยู่ที่ปากซอย และรถเมล์จะต้องวิ่งขึ้นสะพานเกียกกาย เป็นสะพานปูนเล็กๆที่ผมจะรู้สึกตื่นเต้นเวลานั่งรถเมล์ลงจากสะพาน

เพราะความสูงชันของสะพานทำให้ผมรู้สึกเสียวที่ท้องน้อย ต้องเอาสองมือเล็กๆ จับที่พนักที่นั่งไปเสียทุกคราว

จนป้าๆน้าๆที่นั่งรถไปส่งที่โรงเรียนยังแซวว่า

ผมนะ-เป็นโรคกลัวสะพานขึ้นสมอง

——

โรงเรียนของผมอยู่เลยแยกวชิระไปไม่ไกล เป็นโรงเรียนฝรั่งที่ตั้งอยู่ในซอยมิตคาม ถิ่นที่อยู่อาศัยของคนญวนเป็นส่วนใหญ่เลยจากโรงเรียนไม่ไกล มีสะพานใหญ่ตั้งเด่นอยู่

 มันคือ สะพานกรุงธน ซึ่งเป็นสะพานแบ่งเขตระหว่างพระนครกับฝั่งธนบุรีในขณะนั้น

บางทีผมก็จะนั่งมองสะพานแห่งนี้จากตึกเรียน

ความรู้สึกในตอนนั้นเหมือนเห็นยักษ์ตัวใหญ่ที่กำลังนอนหลับ เคียงข้างกับสะพานคือแม่น้ำเจ้าพระยา ที่ช่างกว้างใหญ่ มองเห็นเรือลำเล็ก ลำน้อยวิ่งผ่านไปมาอยู่ตลอดเวลา

สารภาพตามตรง การนั่งดูสะพาน และเฝ้ามองแม่น้ำเจ้าพระยาจากห้องเรียนคือความเพลิดเพลินของผมเป็นที่สุดในยามนั้น

จนกระทั่งวันหนึ่ง บ้านของเราย้ายไปอยู่ฝั่งธน ตรงถนนจรัญสนิทวงศ์ และทำให้ผมต้องนั่งรถผ่านสะพานกรุงธนฯแห่งนี้เสมอห้วงเวลาที่นั่งรถผ่านสะพานแห่งนี้เป็นครั้งแรก ผมพบว่า สะพานก็คือสะพาน ไม่ใช่ยักษ์นอนหลับอย่างที่เข้าใจ และมันก็ไม่ดูสวยงามเหมือนเมื่อมองจากตึกเรียนแม้แต่น้อย

แม่น้ำเจ้าพระยานั้นเล่าก็ไม่ได้ใส มีกลิ่นหอม อย่างที่ผมนึกฝันไว้ บางเวลาก็ขุ่นมัว แถมยังมีกอสวะไหลผ่าน ไม่ได้สวยงามอย่างที่จินตนาการไว้เลย แต่ถึงอย่างนั้น ผมก็ยังชอบความรู้สึกที่นั่งรถผ่านสะพานและมองไปยังแม่น้ำเบื้องล่าง เลยไปถึงเวิ้งฟ้าเบื้องไกลนั่นอยู่ดี

มันไม่สามารถอธิบายถึงความรู้สึกได้ด้วยตัวหนังสือหรอกครับ เหมือนความรู้สึก ตกหลุมรัก ใครสักคนแต่ความรักของผมคือ สะพาน ไม่ใช่ คน นะซิครับ …………………. หลังจากย้ายมาอยู่บ้านใหม่ที่ถนนจรัญสนิทวงศ์ ผมกับพบกับรักครั้งใหม่อีกครั้ง

รักใหม่ของผมก็คือ สะพานพระราม 6

เป็นสะพานที่มีประวัติเก่าแก่ตั้งแต่ครั้งสงครามโลก แม้มันจะดูคับแคบ และมีรถยั้วเยี้ยมากกว่าสะพานกรุงธนเป็นไหนๆแต่ผมก็ชอบ

เสน่ห์ของมันก็คือ ทางรถไฟที่คู่ขนานไปกับสะพาน ช่วงเวลาที่น่าเพลิดเพลินที่สุดก็คือ ยามรถไฟส่งเสียวหวูดๆมาแต่ไกล ตามมาด้วยเสียงกระชึกกระชักของรถไฟอันเก่าคร่ำคร่า

โรงเรียนแห่งใหม่ของผมตั้งอยู่ไกล้สะพานพระราม 6 เมื่อมองจากหน้าต่างห้องเรียน จะมองเห็นรถไฟวิ่งขึ้นลงวันละหลายรอบ วิ่งผ่านครั้งใดการสอนก็จะหยุดชะงักไปชั่วคราว

หลังจากนั้นนักเรียนในห้องก็จะหันมานับขบวนรถไฟว่ามีกี่ตู้ คู่หรือคี่ จะส่งเสียงหวูดกี่ครั้งกัน

มันเป็นเกมที่มีเล่นเฉพาะโรงเรียนของเราเท่านั้น

แต่เรื่องราวระหว่างผมกับสะพานแห่งนี้ ทางรถไฟ และแม่น้ำเจ้าพระยาที่ทอดตัวยาวอยู่เบื้องล่างนั้นก็ไม่ใช่ว่ามีแต่ความทรงจำที่งดงามเท่านั้น

มีอดีตที่อยากลืมเกิดขึ้นเช่นกัน

เหมือนอย่างครั้งหนึ่ง ในตอนเช้าที่มีหมอกในตอนเช้าๆโรยตัวกันอยู่เหนือสะพาน แม้จะมองมาจากห้องเรียนแต่มันก็ช่างสวยงามเหลือเกิน

แต่เสียดายที่มันเป็นวันที่เกิดเรื่องเศร้าเกิดขึ้น ในตอนสายของวันเดียวกัน ทุกคนในโรงเรียนได้รับข่าวว่า นักเรียนสาวรุ่นพี่คนสวยที่เป็นที่หมายปองของใครหลายคนในโรงเรียน ฆ่าตัวตายด้วยการให้รถไฟทับ หลังจากทะเลาะกับพี่ชาย

แต่ก็มีร่ำลือว่าไม่ใช่หรอก-เธอผิดหวังในความรักต่างหากเล่า

บางคนก็โวยวายว่าเข้าใจผิดกันไปใหญ่ คนบ้าที่ไหนจะยอมให้รถไฟทับตายกันง่ายๆ เธอคนนั้นคงเดินพลาดจนเกิดอุบัติเหตุเสียมากกว่า

ผมและเพื่อนในห้องหลายคนได้แต่นั่งนิ่งอยู่ในห้อง ไม่มีใครกล้าไปดูศพ เพราะมันคงไม่น่าดูนักหรอก ไม่กล้าแม้แต่คิดว่าอะไรกันหนอที่ทำให้รุ่นพี่คนนั้นตัดสินใจทำอย่างนั้นที่สำคัญ ผมและเพื่อนเป็นแค่เด็กนักเรียนมัธยม ไม่มีใครชอบเห็นความเศร้า ความผิดหวัง ไม่อยากมีความทุกข์นักหรอกแต่หลังเหตุการณ์นั้นไม่กี่วัน จะด้วยอะไรก็แล้วแต่ ผมและเพื่อนบางคนชวนกันเดินขึ้นไปบนสะพานในยามหัวค่ำมองออกไปในแม่น้ำเบื้องล่าง มองไม่เห็นอะไรเลยนอกจากแสงตะเกียงวอมแวมจากเรือนไม้ที่ปลูกอยู่ริมแม่น้ำ กลิ่นดอกไม้ลอยมาปะทะจมูก แล้วผมกับเพื่อนก็ยกขวดเหล้าที่เตรียมกันมาขึ้นดื่มกันคนละอึก โดยไม่ได้พูดอะไรกัน

รู้แต่ว่ามันคลายความเศร้าลงไปได้นิดหนึ่ง

——

ผมยังพักอาศัยอยู่ที่ละแวกจรัญสนิทวงศ์เหมือนเดิม ยังนั่งรถขึ้นสะพานอยู่ตามปกติ

แต่สะพานที่นั่งรถข้ามอยู่ทุกวัน คือ สะพานพระราม 7 ซึ่งใหญ่โต มีเส้นให้รถวิ่ง 4 เลน แต่ก็ยังเป็นเส้นที่รถติดอยู่เหมือนเดิม

ส่วนสะพานพระราม 6 ปิดลงอย่างถาวร เปิดไว้เพื่อให้รถไฟวิ่งผ่านเท่านั้น

และผมก็ห่างเหิน สะพาน ของผมไปนานเหลือเกิน

แต่วันนี้ระหว่างที่ผมนั่งรถติดอยู่บนแท็กซี่บนสะพานพระราม 7 อะไรก็ไม่รู้ทำให้ผมจ่ายเงินกับโชฟอร์ แล้วก้าวลงจากรถกลางคัน เดินย้อนไปทางสะพานพระราม 6 เพื่อรำลึกถึงวันเก่าๆ

สะพาน ของผมทรุดโทรมไปตามเวลา รวมทั้งโรงเรียนเก่าของผมนั่นด้วย

ท่าน้ำที่เคยเป็นศาลาให้ไปนั่งเอกเขนก กลายเป็นร้านอาหารริมน้ำใหญ่โตไปแล้ว ต้นก้ามปูที่เคยแผ่กิ่งก้านสาขาร่มครึ้มหายไปแล้ว และถูกแทนที่ด้วยเสาปูนซีเมนต์ เลยไปอีกนิดสวนที่เคยโดดเรียนไปปีนต้นไม้เล่นก็สูญหายไปแล้วเช่นกัน

ผู้คนเดินสวนไปมาอย่างรีบเร่ง ไม่น่าแปลกใจนักหรอก เพราะเลยจากที่ตั้งโรงเรียนเก่าเป็นที่ตั้งของอู่รถประจำทางหลายสาย ชักช้ารถก็จะออกไปเสียก่อน เวลาของผู้คนวันนี้เป็นเงินเป็นทองทั้งนั้นนี่

ผมนั่งลงเงียบๆตรงท่าน้ำหลังโรงเรียนเก่า ลมพัดรวยรินมาจากแม่น้ำอันคุ้นเคย เงยหน้าขึ้นไปมองเห็น สะพาน ของผมตั้งเด่นอยู่ที่เดิม เพียงแต่วันนี้มีแต่ความเงียบเหงาปกคลุมแทน

และผมอยากได้ยินเสียงรถไฟวิ่งกึงกังผ่านสะพานของผมอีกสักครั้ง

………….

เป็นอีกวันที่ผมปล่อยเวลาให้อดีต

ผมย้อนกลับมาที่สะพานกรุงธนอีกครั้ง เพื่อจะออกไปรำลึกความหลังเก่า

ผมก้าวเดินขึ้นสะพานในขณะที่แดดยามบ่ายอ่อนแรงลงไป มีเด็ก ผู้ใหญ่ สาละวนอยู่กับการหย่อนเบ็ดลงแม่น้ำ ในขณะที่รถบนสองฝั่งของสะพานแน่นขนัด และคงจะติดยาวมากกว่านี้เมื่อโรงเรียนละแวกนี้ปล่อยเด็กกลับบ้าน

ในแม่น้ำมีเรือลำใหญ่จอดเรียงรายทั้งสองฟากฝั่ง ร้านอาหาร โรงแรม ผุดสะพรั่งขึ้นเต็มไปหมด และทำให้สะพานที่ผมคุ้นเคยเปลี่ยนไปไม่เหมือนแต่ก่อน

มองย้อนกลับไปที่ตั้งของโรงเรียนเก่า แม้ตึกเรียนไกล้โบสถ์ฝรั่งจะยังตั้งตระหง่านอยู่ แต่มันก็เปลี่ยนจากตึกเรียนสำหรับเด็กประถม ไปเป็นโรงเรียนพาณิชย์เสียแล้ว

ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป

แต่รู้มั๊ยว่ามันไม่ทำให้ผมเศร้าได้อีกต่อไป

หลังจากได้ลงไปสัมผัส “สะพานพระราม 6” เมื่อวันก่อน พบก็เริ่มเข้าใจว่า ไม่มีอะไรคงอยู่ได้ต่อไป

ไม่ว่าจะเป็นสะพาน ความหลัง หรือแม้แต่ชีวิต

ผมบอกกับตัวเองว่านี่คือวัฎจักรของชีวิต ไม่มีอะไรจะคงอยู่ไปตลอด

เรื่องระหว่างผมกับสะพานก็เช่นกัน

ว่าไปแล้วมันก็เป็นแค่สะพานที่มีความทรงจำของผมอยู่ในนั้น

แต่ในวันหนึ่งก็ต้องมีคนรุ่นต่อไปมานั่งโหยหาอดีตเหมือนอย่างที่ผมกระทำอยู่เช่นกัน

กลิ่นแม่น้ำอันแสนจะคุ้นเคยลอยเข้ามากระทบจมูกอีกครั้ง มีลมอ่อนโชยมาแผ่วๆ

และผมกำลังก้าวลงจากสะพาน มุ่งไปสู่ที่หมายเบื้องหน้า ที่ไม่รู้ว่าจะเป็นที่ไหน

มีสะพานที่รอให้ผม “ขึ้น-ลง” อยู่อีกมา

แล้วผมจะกลับมาเล่าให้ฟังอีกครั้งเมื่อเวลามาถึง

‘ชิกไก้ปั่ว’

All rights reserved. None of the content may be reproduced with out express concent from Whitechair.wordpress.com, Thailand. Copyright © 2007.

‘วรรณไร’ในโลก’มูรากามิ’

mura3.jpg mura2.jpg mura1.jpg 

‘วรรณไร’ ลงบันไดบ้านมาหาผม พร้อมกับหนังสือเล่มหนา หน้าปกสวยตามสมัย ชื่อ The wind-up bird chronicle ของ Haruki Murakami ชื่อในภาษาไทยว่า ‘บันทึกนกไขลาน’ สำนวนแปลของพ่อมดนักแปล ‘นพดล เวชสวัสดิ์’

“อ่านจบแล้วเหรอ?” “จบมาหลายวันแล้วพี่”

“เป็นไงบ้างล่ะ?”

“เรื่องมันยาวน่ะพี่”

“เฮ้ย … หนังสือมันหนาขนาดนี้ คงไม่สั้นหรอก!”

เจอค้อนไปหนึ่งขวับ ผมหุบปากฉับ เตรียมเบิ่งหูรับถ้อยคำที่พร่างพรูจากแม่สาววรรณไร ไรริ้นแห่งวรรณกรรมผู้ wanna write

“มูรากามิ ก็ยังเป็นมูรากามิอยู่ มีเรื่องโลกพิลึกพิลั่นซ่อนอยู่ในบรรยากาศของโลกที่ดูเหมือนจะเป็นโลกจริงๆ แต่เล่มนี้ เขาทำการบ้านมาเยอะ มีแทรกเกร็ดประวัติศาสตร์มาด้วย”

“เรื่องราวเป็นยังไง”

“คร่าวๆ ก็เป็นบันทึกของผู้ชายวัยสามสิบคนนึงที่แต่งงานแล้ว เขาลาออกจากงานเสมียนบริษัทกฎหมายมาอยู่กับบ้านเฉยๆ เอ้อ.. ที่จริงก็ไม่เฉยๆ หรอก พี่แกก็ทำงานบ้าน ซักผ้า ซื้อของใช้เข้าบ้าน เตรียมอาหาร ไปรับเสื้อผ้าจากร้านซักแห้งให้เมีย”

“น่าเบื่อแย่ ชีวิตพ่อบ้านอย่างนั้นจะเขียนได้ยาวเหยียดอย่างนี้เชียวเหรอ”

“นี่ อย่าเพิ่งสรุปอะไรได้มั้ย นั่นมันแค่ปูพื้นของสถานการณ์ของอีกตานี่เท่านั้นแหล่ะ เรื่องราวเริ่มมีแอคชั่นมากขึ้นเมื่อเมียแกบอกให้ไปตามหาแมวที่บ้านที่หายไปในตรอกละแวกนั้น ตรอกนั่นน่ะ ร้อยวันพันปีแกก็ไม่ค่อยได้เข้าไปหรอก เพราะเป็นตรอกตันแล้วก็มีบ้านร้างอยู่หลังนึง วันนั้นแกไม่อยากขัดใจเมียก็เลยแวะไปดู”

“แล้วโดนผีในบ้านร้างหลอก”

“เปล่า แกไปเจอเด็กสาวคนนึงชื่อเมย์”

“คงเกิดเดือนพฤษภา”

“โหพี่ ถามเหมือนอีตานั่นเลยเด้ะเลย คนชื่อเมย์ คงจะเกิดเดือนมิถุนาหรอก เด็กสาวนั่นตอบ”

“พี่สาวพี่ชื่อมีน ยังเกิดเดือนมิถุนาเลย”

“เอาเหอะพี่ นิยายน่ะ จะเอาอะไรมากมาย”

วรรณไรเดินไปที่เครื่องชงกาแฟข้างตู้เย็น บ่นงึมงำ จับใจความได้ว่า กาแฟหมดไม่รู้จักออกไปซื้อ ผมทำหูทวนลม

“เด็กเมย์เคยเจออุบัติเหตุรถมอไซค์คว่ำ เลยขาไม่ดี ที่จริงแกมาเฉลยตอนหลังว่าแกแกล้งเดินเขยก พอเดินมากๆ เข้าเลยติด เมย์ก็เลยได้พักอยู่บ้านไม่ต้องไปโรงเรียน วันๆ นึงแกก็นอนอาบแดด ฟังเพลง ดูดบุหรี่ไปเรื่อยเฉื่อย แต่เซ็งๆ เข้า แกก็ไปรับจ๊อบรับจ้างบริษัทขายวิก คอยจดสถิติคนหัวล้านตามที่สาธารณะ แกเรียกเจ้าของบันทึกของเราว่า มิสเตอร์นกไขลาน”

“ก็เลยเป็นที่มาของชื่อเรื่อง”

“ก็ส่วนนึง นกไขลานเนี่ยมันเป็นสัญลักษณ์อะไรบางอย่างที่แทรกอยู่ในเรื่อง เป็นเสียงร้องของนกที่มีบางคนเท่านั้นได้ยิน”

“ได้ยินกันหลายคนมั้ย”

“สองสามคน แกกับเมียแกได้ยินที่บ้าน แล้วตอนหลังๆ ก็มีสัตว์แพทย์สมัยที่ญี่ปุ่นยึดครองจีน เล่าผ่านไฟล์ที่หลานชายของแกเขียนทิ้งไว้ในคอมพิวเตอร์ แล้วพระเอกไปแอบอ่าน อ่านๆ ไป สถานการณ์ชวนให้คิดว่า สัตว์แพทย์คนนั้นกลับชาติมาเกิดเป็นอีตามิสเตอร์นี่”

“แล้วเขาผูกเรื่องกันมาได้ยังไง คนตกงานในปัจจุบันกับสัตวแพทย์สมัยแมนจูกัวเนี่ย”

“นิยายเรื่องนี่น่ะมันมีเรื่องย่อยกับนิยายอิงประวัติศาสตร์ซ่อนอยู่สองสามเรื่องน่ะพี่ คนเขียนก็ลากเข้ามาให้เกี่ยวข้องกับพระเอกผ่านคนต่างๆ ที่ผ่านเข้ามาในชีวิตแก แต่ละเรื่องจะมีจุดเล็กๆ น้อยๆ ที่เชื่อมโยงกัน เรียกว่าตัดออกไม่ได้เลย”

“อ้อ…”

“วันนึงเมียของแกก็ทิ้งแกไป สถานการณ์คล้ายว่าหนีตามชู้ ทำนองนั้น”

“เรื่องเมียหนีเนี่ย มูรากามิเคยเขียนในเรื่องสั้น after the quake เหมือนกัน ในเรื่องนั้นตาผัวไม่รู้ว่าเมียหายไปไหน เพราะอะไร แล้วเรื่องนี้เมียหนีตามชู้จริงหรือเปล่า”

“เรื่องมันซับซ้อนเพราะมันมีเรื่องของพี่เมียซึ่งเป็นผู้ชาย ซึ่งเป็นคนที่พระเอกเกลียดอยู่ในนั้นด้วย”

“เออว่ะ ซับซ้อนจริงๆ คนเขียนผูกเงื่อนเอาไว้ยุ่งเหยิงไปหมด”

“นั่นอะดิ ไหนจะสองพี่น้องสองเกาะ ชื่อ มอลตา กับ ครีตา อีก มอลตามีญาณพิเศษ เข้ามาเกี่ยวข้องกับพระเอก เพราะ พี่เมียไปขอร้องให้ช่วยตามหาแมวที่หายไป แล้วคุณน้องสาวก็เข้ามาเป็นคนประสานงาน แต่ประสานกันสนิทมาก จนพระเอกเก็บไปฝันว่าแอ้มอ้ำกันในความฝัน แล้วสาวเจ้าก็รู้ตัวด้วยนะว่าพระเอกฝันอย่างนั้น”

“เฮ้ย นี่ก็คล้ายกับอีกเรื่องนึงของมูรากามินะ เรื่องอะไรที่ผูกปมอิดีปุสเข้ามาน่ะ”

ผมเดินไปดูที่ชั้นหนังสือหยิบหนังสือหน้าปกรูปแมวออกมา ชื่อไทยอย่างแจ่ม ‘คาฟกา วิฬาร์ นาคาตะ’

“Kafka on the shore ผจญภัยข้ามสองโลก”

“เออๆ เรื่องนี้แหละ ที่ไอ้หนูในเรื่องนี้เคลิ้มๆ ไปแอ้มสาวคราวแม่น่ะ”

“พูดถึงเรื่องข้ามโลก เรื่องนกไขลานนี่ก็มีการข้ามสองโลกเหมือนกัน แต่ไม่สยองไปฆ่าแกงกันเหมือนเรื่องคาฟกา พระเอกถอดจิตผ่านการทำสมาธิในบ่อน้ำแห้ง พยายามเข้าไปในห้องโรงแรมแห่งหนึ่งที่มีผู้หญิงคนนึงอยู่”

“ไปทำไร”

“พระเอกมันก็ไม่รู้เหมือนกัน”

“แล้วบ่อน้ำแห้งมาจากไหน”

“ก็อยู่ในบ้านร้างในตรอก ข้างๆ บ้านของนังหนูเมย์นั่นแหล่ะ ส่วนไอเดียเรื่องการไปนั่งสงบจิตใจในบ่อน้ำแห้งนี่ ก็ได้มา จากเรื่องเล่าของทหารญี่ปุ่นเก่าที่เคยตกลงไปในบ่อน้ำแห้งมาก่อน”

“อือ ถึงต้องมีเรื่องนั้นเข้ามาแทรก แล้วไงต่อ”

“ถูกต้อง ที่เหลือพี่ไปอ่านเองเหอะ เล่าหมดเดี๋ยวอ่านไม่สนุก เอาเป็นว่า วรรณไรชอบหนังสือเล่มนี้เชียวแหละ อ่านเพลินดี เรื่องราวเหมือนไม่มีเหตุผล แต่ที่จริงมีเส้นด้ายบางๆ ที่ดึงให้ยอมรับได้ ที่สำคัญวรรณไรว่าคนเขียนไม่เอาเปรียบคนอ่านดีเพราะรู้จักแหวกโลกจินตนาการไปหาข้อมูลเพื่อสร้างเรื่องราวที่ห้อยๆ กับประวัติศาสตร์ ในเล่มนี้ถึงมูรากามิจะเดินย้อนทางตัวเอง มีกลิ่นอายของโลกฝันๆ เดิมๆ ในหนังสือเล่มอื่นๆ ติดมาบ้าง อาจจะเป็นตรงนี้ที่แฟนๆ มูรากามิรู้สึกอบอุ่นเหมือนเจอเพื่อนเก่า ในมุมมองของผู้หญิง วรรณไรว่าจุดเด่นของงานของมูรากามิอยู่เรื่องนึงคือ อ่านแล้วเห็นว่าผู้ชายเนี่ย พอมีผู้หญิง ก็ลากเรื่องเซ็กส์เข้ามาโดยอัตโนมัติเลย และคนเขียนก็เล่าตามตรง ไม่มีกระมิดกระเมี้ยน อย่างนี้สิแมนจริง”

“แล้วอะไรที่ต่างจากเรื่องอื่นๆ”

“หนูไม่ได้อ่านหนังสือทุกเล่มของนักเขียนคนนี้หรอกพี่ แต่เล่มอื่นๆ ที่เคยอ่าน ไม่เคยเห็นการเชื่อมเกร็ดประวัติศาสตร์เข้ามา ยิ่งเป็นเรื่องสมัยสงครามโลกครั้งที่สองจากมุมมองของทหารญี่ปุ่น โดยเฉพาะในช่วงที่กำลังพ่ายแพ้เนี่ย วรรณไรไม่เคยได้อ่านมาก่อน ไม่ว่าจะตามุรากามิ หรือจากนักเขียนคนอื่นๆ แล้วทหารเรื่องที่เล่าก็ไม่ได้เท่ทำท่าซามูไรเข้มๆ มีกลัว มีเจ็บ เหมือนกับคนทั่วไป”

“แล้วสัญลักษณ์ต่างๆ ในเรื่องล่ะ คนเขาชอบตีความกันนัก วรรณไรคิดว่าไง”

“เฮ่ย… มันอาจจะไม่ได้เป็นสำมะหาอะไรหรอกพี่ นกไขลาน บ่อน้ำ และอื่นๆ ใครอยากไขก็ไขไปเถอะ วรรณไรว่าเดี๋ยวอ่านเล่มต่อๆ ไปของเขา มันก็อาจจะกลับมาอีก ตอนนั้นคงจะกระจ่างขึ้นกว่านี้ จะถกไปใยไพ”

พูดจบวรรณไรก็เดินกลับขึ้นห้อง

อีกไม่นาน พอเธออ่านหนังสือเล่มต่อไปจบ เราคงได้คุยกันอีก

อธิชา มัญชุนากร