‘เชตวัน เตือประโคน’ ตะวันที่กำลังสาดแสง

che

ลมหนาวเริ่มพัดผ่านกระทบต้องผิวกาย ปุยเมฆขาวนวลบนท้องฟ้าสีคราม เคลื่อนคล้อยตัวเข้าบดบังแสงแดดอบอุ่นจากพระอาทิตย์ดวงโต ถึงแม้อากาศจะเพิ่งเริ่มหนาวนิดๆ แต่เพราะไม่เคยชมชอบไอเย็น เราจึงรีบเดินจ้ำอ้าวไปยังร้านเล็กๆ ที่กรุ่นไปด้วยกลิ่นกาแฟ อย่างน้อยจังหวะของการก้าวเดินก็ช่วยเพิ่มไออุ่น และที่สำคัญ ณ จุดนัดหมายแห่งนั้น ยังมีดวงตะวันที่กำลังฉายแสงรออยู่

อ๊ะ อ๊ะ ไม่ต้องตกใจไป ใช่ว่าพระอาทิตย์จะงอนก้อนเมฆ จนหนีมาเที่ยวเล่นหรอกนะ แต่เราหมายถึงชายหนุ่มหน้าตาคมเข้มคนหนึ่ง ที่ความสามารถของเขาก็กำลังฉายแสงมากขึ้นเรื่อยๆ ในบรรณพิภพ ไม่แตกต่างจากพระอาทิตย์ที่ค่อยๆ โผล่พ้นขอบฟ้าเช่นกัน

เชตวัน เตือประโคน

ก่อเกิดดวงตะวัน…

“เป็นคนที่ไม่ค่อยมีพื้นฐานการอ่านหนังสือมากนัก เพราะเติบโตมาในครอบครัวธรรมดามาก พ่อแม่ทำนาอยู่ที่บุรีรัมย์ ที่บ้านก็ไม่มีหนังสือให้อ่าน มีอยู่เล่มเดียวมั้ง วารสารกำนันผู้ใหญ่บ้านของพ่อ เพราะพ่อเป็นผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน” เชตวันทอดสายตาไปยังถนนเบื้องหน้าเมื่อเล่าเรื่องราวในวัยเยาว์ ก่อนที่จะเสริมอีกว่าเห็นนิ่งๆ อย่างนี้นะ ตอนเด็กๆ เขาก็ร้ายไม่ใช่เล่นเหมือนกัน

“คล้ายจะเชื่อฟังพ่อแม่แต่ไม่ค่อยเชื่อ เป็นพวกเพื่อนชวนไปไหนไปหมด โดดเรียนก็บ่อย ทำกิจกรรมก็เยอะทั้งเป่าทรัมเป็ตในวงโยธวาทิต ทั้งเป็นนักกีฬาฟุตบอล ไม่ค่อยสนใจเรื่องเรียน ทำแต่กิจกรรม แต่แปลกอยู่ห้องเด็กเก่งตลอด จนกระทั่งอยู่ ม.2 เพื่อนซื้อหนังสือให้เป็นของขวัญ เป็นหนังสือวรรณกรรมเยาวชนธรรมดา ก็อ่านจบแล้วเกิดประเด็นที่ว่า เฮ้ยอย่างนี้เราเขียนได้นี่หว่า เป็นความหยิ่งยโสแบบเด็กๆ” เชตวันเล่าให้ฟังด้วยรอยยิ้มกว้าง แต่เขาก็บอกว่านั่นไม่ใช่จุดเริ่มต้นของการเขียนอย่างที่เราคิด เพราะแม้ว่าจะถึงกับขนาดตัดกระดาษ วาดภาพประกอบเสร็จสรรพแต่เพราะไม่เคยมีพื้นฐานการอ่านมาก่อน คลังคำจึงว่างเปล่า สุดท้ายก็เขียนไม่สำเร็จ และทิ้งไปเลยจนกระทั่งก้าวเข้าสู่รั้วมหาวิทยาลัย ในฐานะน้องใหม่ของคณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

“มีพี่คนหนึ่งชวนไปทำชมรมทางความรู้นนทรี เป็นยุคแรกๆ ของชมรมเลย ไม่ใช่ชมรมค่ายอาสาธรรมดา แต่เรามีความตั้งใจที่จะให้การศึกษา พอดีมีเด็กสถาปัตย์สร้างโรงเรียนไว้ที่นครสวรรค์ ชื่อโรงเรียนปางข้าวสาร เราก็ไปสอนหนังสือ สอนแบบให้เด็กเรียนรู้วิถีชุมชน เรียนรู้คุณค่าในวัฒนธรรมตัวเอง แต่คิดว่าน่าจะมีครูสอนจริงจังด้วย เพื่อดึงเด็กไม่ให้ต้องเดินทางไปเรียนไกลๆ เลยจ้างครูไว้คนหนึ่งซึ่งต้องให้เงินเดือนละ 6 พันกว่าบาท เงินตรงนี้ก็อาศัยเปิดหมวกเอา”

น่าเสียดายนักที่ตอนนี้โรงเรียนไม่ผ่านเกณฑ์ประเมินจากกระทรวงศึกษาธิการจนต้องปิดตัวไป หลังจากเปิดได้ประมาณ 5-6 ปี แต่อย่างน้อยช่วงที่เชตวันคลุกคลีอยู่กับค่ายและโรงเรียนนี้ก็ได้จุดไฟฝันของการขีดเขียนอักษรให้ลุกโชนขึ้นอีกครา

“ช่วงที่ทำค่ายก็มีสมุดเล่มหนึ่งวางไว้ เรียกว่าหนังสือพิมพ์ค่าย ให้ไปเขียนอะไรต่างๆ เราก็มักไปเขียนโน่นนี่ ปรากฏว่ามีคนชอบคนตามอ่าน ก็รู้สึกดีนะแต่ไม่ได้อะไรมากมาย กลับมาเรียนตามปกติ ตอนนั้นกำลังจะขึ้นปี 2 เราก็บังเอิญอ่านเรื่องสั้นในการ์ตูนขายหัวเราะ อ่านจบปั๊บกลับมาเลย ความคิดว่าเราก็เขียนได้ คราวนี้ลงมือจริงจัง เป็นเรื่องสั้นๆ 2 หน้า

พอเขียนจบเสร็จ เพื่อนคนหนึ่งก็เห็นเลยขอไปอ่าน แล้วกลับมาพร้อมกับต้นฉบับที่เขาเขียนไว้ทั้งกวี เรื่องสั้น มาเลยปึ๊งหนึ่ง เราเปิดๆ อ่านๆ ก็ทึ่ง เขาก็เลยชวนทำหนังสือทำมือกัน 2 คน เขียนเอง พิมพ์เอง จัดจำหน่ายเอง ขาดทุนตลอด เนื้อหาข้างในเหมือนดวลเรื่องสั้นกัน 2 คน แต่เรามาประสบปัญหาเหมือนตอนเด็ก ที่พอเขียนแล้วคิดคำไม่ออก ไม่รู้จะเขียนยังไง” เชตวันเล่าพลางส่ายหน้ายิ้มๆ และเพราะคำว่า คลังคำน้อย นั่นเอง เขาจึงตัดสินใจวางมือจากการเขียน และตะลุยอ่านหนังสือเพื่อเพิ่มรากฐานการอ่านให้เข้มแข็ง เพราะนับจากวันนั้นเขาตัดสินใจแล้วว่า เส้นทางในชีวิต คือเส้นทางสายอักษร

เมื่อดวงตะวันเริ่มสาดแสง….

“ทิ้งการเขียนไปเลย อ่านอย่างเดียวซื้อหนังสืออ่านทุกอาทิตย์ พอเราอ่านมากๆ ก็จะพอรู้ว่าเล่มไหนน่าอ่าน คนนี้ได้ซีไรต์ เล่มนี้ได้รางวัลโน่นนี่ ก็ซื้อกลับมาอ่าน อ่านแบบจริงจังมากเลยนะ เลิกเรียนกลับมา เตะบอล กินข้าวเสร็จ ก็กลับห้องแต่ไม่อ่านหนังสือเรียน กองไว้ก่อน อ่านนิยายนี่ล่ะ ตี 2 ตี 3 ก็ไม่นอน อ่านถึงเที่ยงถึงบ่าย อ่านแบบเล่มต่อเล่ม และด้วยความที่เราตั้งใจจะเขียนหนังสืออยู่แล้ว เลยไม่ใช่การอ่านเอาเรื่อง แต่จะดูว่าวิธีการเขียนเป็นอย่างนี้นะ เราเก็บหมด

มีช่วงที่ไม่ไปเรียน หายไปเลย จนเพื่อนถึงกับทักตอนเจอว่า เฮ้ย! ยังอยู่อีกหรอ จบมาด้วยเกรด เอยันเอฟ มีหมด แต่ก็จบ 4 ปีนะ น่าแปลกจริงๆ” เชตวันพูดพลางหัวเราะในลำคอ

เมื่อสั่งสมประสบการณ์การอ่านมากพอ เชตวันก็พร้อมที่จะลงสนามอีกครั้ง โดยนอกจากจะร่วมทำหนังสือทำมือกับเพื่อน เข้าค่ายอบรมการเขียนสารพัดค่าย ลงเรียนวิชาหนังสือพิมพ์เป็นวิชาโท ไปเรียนรู้งานที่นิตยสารแนวฮาร์คอร์อย่างฟ้าเดียวกัน,ปาจารยสาร ไปเป็น บก.บห นิตยสาร P+itch Bookazine ซึ่งเน้นการทำเรื่องยากอย่างประเด็นการศึกษา ให้เป็นเรื่องที่ย่อยง่ายสำหรับวัยรุ่น ตั้งแต่ยังเรียนไม่จบ และเขียนงานส่งไปตามหน้านิตยสารต่างๆ แล้ว อีกเวทีที่เขาสนใจคือการส่งงานเข้าประกวด

“ก็ส่งประกวดตั้งแต่สมัยเรียน ให้ตื่นตัวตื่นเต้นๆ ได้ร่วมสนุกกับเขา แต่ก็ไม่ได้เคยตั้งใจว่าจะเขียนเพื่อรางวัล โดยเราต้องมีเรื่องอยู่แล้วถึงจะส่ง ไม่ได้ตั้งใจจะส่งประกวดอย่างเดียว แต่เคยคิดเหมือนกันนะว่าพอเห็นการประกวดนี้ปุ๊บก็ตั้งใจจะเขียนเลย แต่พอรีบเรื่องมันก็ไม่ดี” เชตวันอธิบายถึงทัศนคติของเขาต่อการประกวด และแม้ว่าจะตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตาม ผลงานของเขาก็ได้ทำให้เขากลายเป็นที่ถูกจับตามองในแวดวงวรรณกรรมด้วยระยะเวลาอันรวดเร็ว

ทั้ง 2589 : เราเพียงผู้มาเยือน นิยายวิทยาศาสตร์รางวัลจันตรี ศิริบุญรอด,รางวัลเซเว่นบุ๊ค อวอร์ด และรางวัลชมเชยจากการประกวดหนังสือดีเด่น

และล่าสุด “Young Thai Artist Award 2007” รางวัลยอดเยี่ยม สาขาศิลปะสาขาวรรณกรรม ก็ได้มอบให้แก่ “พระเจ้าองค์ใหม่ในหมู่บ้านตื่นกลางวัน และหมู่บ้านตื่นกลางคืน” ผลงานของเชตวันนั่นเอง

“คือดร็อปเรียน ป.โท ที่คณะวารสารศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ แล้วไปสมัครเป็นทหารเกณฑ์ที่สัตหีบ งานชุดนี้ก็เขียนช่วงนั้น ใช้เวลาเขียนประมาณ 3 เดือนสุดท้าย ฝึกน้อยแล้ว เลยมีเวลาว่างมากขึ้น ตื่นเช้ามาทำงานทุกอย่างเสร็จก็นั่งมองฟ้ามองน้ำแล้วก็เขียน”

เชตวันเป็นนักเขียนคนหนึ่งที่เขียนผลงานได้หลากแนวทั้งวิทยาศาสตร์ เซอเรียลลิสม์ เรียลลิสติก และวรรณกรรมเยาวชน แถมไม่ใช่เขียนได้เฉยๆ นะ แต่เขียนได้ดีซะด้วย เพราะถึงแม้ว่าภาษาของเขาจะไม่เด่นมากนัก แต่กลวิธีการดำเนินเรื่อง การผูกเรื่อง และพล็อตเรื่องของเขาน่าสนใจไม่น้อยเลย และตัวเขาเองแม้จะบอกว่าชื่นชอบงานทุกแนว และตั้งใจจะเขียนงานให้หลากหลาย แต่โดยส่วนตัวแล้วคิดว่างานแนววิทยาศาสตร์เป็นงานที่ท้าทายไม่น้อย

“ท้าทายดีเพราะต้องหาข้อมูล ต้องจินตนาการ เราไม่ได้เขียนแนวไซไฟแฟนตาซีไง เราเขียนเพียวไซน์ ก็ต้องทำงานหนักในเรื่องความเป็นไปได้ในทิศทางที่ควรจะเป็น ตรงนี้ล่ะที่สนุก”

แต่เขาก็ยืนยันนะว่า ถึงจะชื่นชอบงานวิทยาศาสตร์ แต่การเขียนงานหลายครั้งก็ขึ้นอยู่กับสภาวะ ณ เวลานั้น อย่างงานเขียนเล่มล่าสุดที่กำลังจะพิมพ์กับสำนักพิมพ์มติชนนั้น ก็ตั้งใจจะเล่นเรื่องรูปแบบ และวิธีการเขียนใหม่ๆ

ส่วนงานตามหน้านิตยสารนั้น แฟนๆ คงต้องรอเก้อสักนิด เพราะเชตวันกระซิบมาว่าตอนนี้ในสมองมีแต่พล็อตลอยไปลอยมาเต็มไปหมด แต่ยังไม่มีข้อมูลที่จะประกอบให้พล็อตเป็นจริงเลย

“เมื่อก่อนเวลาจะทำงานก็นั่งหน้าคอมพิวเตอร์เลย เตรียมเขียน นั่งนึกเอา แล้วมันก็มาเอง แต่ช่วงนี้ไม่ค่อยมีความพยายามที่จะทำอย่างนั้น เพราะเรารู้สึกว่ามีอย่างอื่นต้องทำ เมื่อทำวันนี้ไม่ได้ ก็ทำวันอื่นดีกว่า แต่มันเป็นข้อแก้ตัวในการไม่เขียนให้ตัวเองมั้ง เพราะเมื่อเดือนที่แล้วมี 2-3 เรื่องอยู่ในหัว ก็เขียนนะ เหนื่อยกลับมาก็ต้องเขียน” เชตวันยักไหล่ด้วยความไม่แน่ใจ ก่อนที่จะส่งยิ้มไม่ค่อยเต็มปากมาให้ และย้อนถามเราว่า ถ้าอยากเขียนอย่างมีวินัยต้องอย่าให้อารมณ์เป็นใหญ่ จริงไหม?

แต่ถึงอย่างนั้นก็ใช่ว่าจะปล่อยวางซะสนิทนะ เพราะเชตวันบอกว่าตอนนี้กำลังเก็บข้อมูลเรื่องสถานการณ์ทางภาคใต้ เพื่อถ่ายทอดเป็นนวนิยาย แต่เรื่องราวจะไม่ได้เกิดที่ภาคใต้

ขอเวลาสักพักแล้วกัน เพื่อที่จะได้อ่านงานดีๆ ที่เขากลั่นกรองและสร้างสรรค์จากใจไง

เมื่อดวงตะวันมุ่งมั่นและตั้งใจ…..

“ใช่ ชีวิตไม่ราบเรียบ เป็นหลุมเป็นบ่อด้วยความตั้งใจของเราเอง เพราะไม่เคยเชื่อเรื่องของโชคชะตา แต่เชื่อในความสามารถของมนุษย์ เชื่อในศักยภาพของตัวเอง มาถึงวันนี้ได้เพราะความตั้งใจ” เขาอธิบายแนวคิดในชีวิตให้ฟัง และเมื่อเราย้อนถามกลับไปว่ารวมถึงการก้าวเข้ามารับผิดชอบหน้าที่ในฐานะนักข่าว หนังสือพิมพ์มติชนด้วยหรือ เขาก็รีบพยักหน้า พร้อมกับบอกว่า

“ตั้งใจไว้แล้วว่าจะทำหนังสือพิมพ์ตั้งแต่เรียนปี 2 แล้วควบคุมให้มาถึงปัจจุบันตอนนี้ อยากทำข่าวอยากเขียนหนังสืออยากเป็นนักสื่อสารมวลชนก็ทำ เชื่อในตัวเอง”

เคยเกรงไหมว่าความเชื่อมั่น วันหนึ่งจะย้อนกลับมาเป็นอัตตา

“ทุกคนมีอัตตานะ หยิ่งยโสมากบ้างน้อยต่างกันไป แต่โดยสถานการณ์โดยสังคมอาจต้องปรับตัวกันไป ซึ่งเราก็คิดว่าปรับตัวได้ค่อนข้างดี”

แล้วในฐานะของนักเขียนรุ่นใหม่ไฟแรง เชตวันวางอนาคตทางงานเขียนไว้อย่างไรบ้างนะ

“ไม่ซีเรียสว่าใครอ่านหนังสืออะไร หรือใครอ่านหนังสือเรา แต่เรามีความชอบที่จะทำอย่างนี้ แล้วเป็นสิ่งที่ไม่ไปกระทบกับใคร พยายามที่จะตอบแทน และทำให้อะไรให้สังคมบ้าง หลังจากตอบสนองความอยากเขียนของตัวเองแล้ว

ไม่ได้คิดว่าจะทำงานที่เปลี่ยนแปลงโลก แต่ก็เชื่อว่ามนุษย์ตัวเล็กจะเปลี่ยนแปลงโลกได้ อะคิมิดิสกล่าวไว้ว่า จงชี้จุดที่ข้ายืนอยู่ให้มั่นแล้วข้าจะเคลื่อนโลก” เชตวันกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่นยืนยันความมั่นใจที่มาพร้อมรอยยิ้มกว้าง

และแน่นอนไม่มีอะไรที่จะหักเหทิศทางของเขาได้อีกแล้ว

ส่วนอนาคตนั้น ใจที่มุ่งมั่นดวงนี้วางไว้แล้วว่า อยากจะเป็นชาวนาที่เขียนหนังสือได้

จับตาดวงตะวันดวงนี้ให้ดี เพราะแสงที่สาดส่องให้ทั้งความอบอุ่นและร้อนแรงอย่างไม่ธรรมดา

Advertisements

ชาติ กอบจิตติ : ‘ผมกำลังรอโทรศัพท์จากพระเจ้า!’

chart.jpg

หากใช้รางวัลต่างๆเป็นเครื่องการันตีความสำเร็จชื่อชั้นของ “ชาติ กอบจิตติ” ก็เคยได้ซีไรต์มาแล้วถึง 2 ครั้ง ไม่นับรวมถึงอีกสารพัดความสำเร็จจากหลายสถาบัน ไม่ว่าจะเป็นรางวัลศิลปินแห่งชาติ รางวัลศิลปาธร ฯลฯ

แต่ท้ายที่สุดแล้ว “รางวัล” มันก็ไม่ใช่สิ่งที่ควรยึดติด เหตุเพราะที่ชาติลงมือเขียนหนังสือก็เพียงเพราะ “เขารักการเขียนหนังสือ” สั้นๆ ง่ายๆ เท่านั้นเอง!

หนังสือของชาติทั้ง 14 เล่มนั้น ถือว่าเป็นงานคุณภาพ ถ้าเทียบอายุงานกับหนังสือที่ออกมาสู่สายตาผู้อ่าน ชาติเป็นคนที่ทำงานน้อย จนบางคนบอกว่า “ช้า” แต่จะไม่ให้ช้าได้อย่างไรล่ะ เจ้าตัวบอก แค่รดน้ำต้นไม้ กวาดใบไม้ ก็ปาเข้าไปครึ่งวันแล้ว (ฮา)

ถอยหลังกลับไปประมาณ 4 ปีก่อน ชาติ กอบจิตติ ทำให้คนที่อยากเป็นนักเขียนได้กระดี๊กระด๊า อื้อหือ อ้าฮา ! เมื่อเขาเปิดอบรม แนะนำเกี่ยวกับการเขียนหนังสือ ซึ่งทุกวันนี้ผู้คนรู้จักกันดีในชื่อ “โรงเรียนนักเขียนบ้านชาติ กอบจิตติ” (แม้เขาจะไม่อยากให้มันเป็นโรงเรียนเป็นสถาบันก็ตาม)

ชาติเปิดบ้านต้อนรับคนที่จะมาอบรมประมาณช่วงเดือนตุลาคมของแต่ละปี ผ่านไป 3 รุ่นแล้วสำหรับการใช้ชีวิต 10 วัน 10 คืน กิน อยู่ หลับนอน ฟรี ที่บ้านไร่ของชาติ อ.สีคิ้ว (เดินทางฝั่ง อ.ปากช่อง สะดวกกว่า) จ.นครราชสีมา ซึ่งชาติบอกว่านี่เป็นสิ่งที่เขาพอจะ “ให้ได้”

ระหว่างคำว่า “ให้” กับ “บริจาค” .. สำหรับชาติ กอบจิตติ แล้ว สองคำนี้มันต่างกันมากทีเดียว

โรงเรียนนักเขียนบ้านชาติ กอบจิตติ หยุดพักไปหนึ่งเทอม เนื่องด้วยความไม่พร้อมบางอย่างบางประการ แต่ก็คาดว่าสำหรับปีนี้ “ตุลาคม 2550” ชาติก็จะกลับมาเปิดบ้านต้อนรับผู้ที่ใฝ่ฝันจะเป็นนักเขียนอีกครั้ง เตรียมงานเขียนสำหรับให้เขาพิจารณาให้พร้อมก็แล้วกัน

“เชตวัน เตือประโคน” นักเขียนหนุ่มเจ้าของรางวัล “7 บุ๊คส์ อวอร์ด” และหนึ่งในมวลหมู่ศิษย์เก่าโรงเรียนบ้านชาติ ถือโอกาสกลับไปเยี่ยมสำนักเก่า พูดคุย ทบทวนสิ่งที่ชาติเคยแนะนำอีกครั้ง และเรียบเรียงบทสัมภาษณ์กลับมา ให้ผู้ที่ใฝ่ฝันจะเป็นนักเขียนได้กระดี๊กระด๊า อื้อหือ กันตามอัธยาศรัย

ชีวิต ชาติ กอบจิตติ ตอนนี้เป็นอย่างไรบ้าง           

อยู่บ้านกับภรรยา และหมาอีก 8 ตัว มีเพื่อนพ้องน้องพี่มาเยี่ยมบ้าง  แต่ละวันที่ผ่าน ก็เลี้ยงหมา  รดน้ำต้นไม้ กวาดใบไม้ เหมือนอยู่วัดเลย แต่ไม่ได้ห่มจีวรนะ (หัวเราะ) ผมจะตื่นประมาณตี 5 คืออาจจะก่อน 6 โมงเช้าหน่อย  เช็คเมลล์ ดูโน่นดูนี่ไปเรื่อย ก็ชงกาแฟแล้วเข้าห้องทำงาน  พอสัก 8 โมง คนงานมา เราก็ออกมาสั่งงานหน่อย จากนั้นกินข้าว เสร็จแล้วก็เข้าห้องทำงานอีก อ่านหนังสือ อาจไม่ได้เขียนงานเป็นเรื่องเป็นราวนะ จะว่าเรื่องการตื่นเช้าเหมือนตอกบัตรเข้างานที่เราเป็นเจ้านายตัวเอง ก็น่าจะใช่ คือ คนมันแก่แล้วก็มักจะตื่นเช้า อีกอย่างก็เข้านอนเร็วด้วย เพราะที่นี่มันมืด เงียบ สัก 4-5 ทุ่มก็นอนแล้ว 

ถามถึงช่วงแรกที่คุณเริ่มเขียนหนังสือ ตอนที่เขียน เรื่องสั้น ผู้แพ้ทำไมพอให้ เรืองเดช จันทร์คีรี อ่าน ถึงบอกว่าเป็นงานของ มานพ ถนอมศรี           

 โดยปกติ คนเขียนหนังสือใหม่ๆ คนอ่านเขาจะมีอคติอยู่ก่อนแล้วว่า เขียนไม่ดี เพราะยังใหม่ไง แต่ถ้าเป็นคนที่มีชื่อเสียง คล้ายกับว่าเวลาอ่าน คนอ่านจะไม่ค่อยมีอคติ เช่น ถ้าบอกว่างานชิ้นนี้เป็นของอีกคนดีกรีก็จะเพิ่มขึ้น  คือ ถ้าเรารู้จักคนเขียนก่อน ยิ่งเป็นนักเขียนที่เราชอบ เราก็ยิ่งเพิ่มความมั่นใจ สมมติชอบ วินทร์(เลียววารินทร์)หรือปราบดา (หยุ่น) แล้วเราอ่านงานเขียนที่เป็นชื่อเขาให้คนอื่นอ่าน  แต่ปราบดาหรือวินทร์อาจจะไม่ได้เขียนก็ได้ ซึ่งพออ่านเราก็จะรู้สึกดี บางทีอาจคิดว่า  เรื่องนี้ปราบดาเขียนฉีกแนว  ทั้งๆที่จริงใครก็ไม่รู้เป็นคนเขียน 

คุณได้แรงบันดาลใจในการเขียนงานแต่ละชิ้นจากไหน หรือจากอะไร  

มี 3 อย่าง  หนึ่งประสบการณ์ที่เราผ่าน อย่างประชาคม (ลุนาชัย) เคยเป็นลูกเรือประมงมาก่อน ก็ได้ประสบการณ์ตรงนั้น หรืออย่างเรื่อง พันธุ์หมาบ้า ของผม นี่ก็เป็นประสบการณ์ตรง สองเหมือนกับเราคิดแก่นของเรื่องขึ้นมา เอ่อ เรียกอะไรไม่รู้ 

อย่างเช่นเรื่อง คำพิพากษา ก็คือจะบอกว่า อย่าตัดสินใครง่าย ๆ อย่างนี้เป็นต้น คือเราตั้งไว้ แล้วก็มาแตกย่อย มาหารายละเอียด หาตัวละครเพื่อที่จะมาบอกในสิ่งที่เราคิดหรือตั้งใจ และสามคือ มันมีสิ่งที่มากระทบ

มักจะมีคนถามว่าตอนนี้ทำอะไรอยู่ ผมก็ตอบไปว่า ไม่ได้ทำอะไร รอโทรศัพท์จากพระเจ้า คือ รอให้พระเจ้าโทรมาบอกว่าควรจะทำอะไร ก็อย่างเรื่อง รายงานถึง ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี  อันนี้ก็เป็นโทรศัพท์จากพระเจ้าที่บอกว่า ผมยังไม่ได้รับรายงานเลย (ประโยคที่นายกรัฐมนตรีสมัยหนึ่งชอบใช้ตอบคำถามนักข่าวบ่อยๆ) นี่คือสิ่งที่มากระทบ มันมาจากแค่นี้เอง 

ถ้าเป็นอย่างนี้ แรงบัลดาลใจข้อสุดท้ายที่ว่าการรอโทรศัพท์จากพระเจ้า หรือรออะไรมากระทบนั้น การออกมาอยู่ต่างจังหวัด สิ่งที่มากระทบ ถ้าเทียบกับในเมือง ที่นี่เจอน้อยกว่าไหม           

มันคนละอย่างกัน อยู่ที่นี่เราจะเจอปัญหาของชาวบ้าน  ซึ่งถ้าอยู่ในเมืองเราก็จะไม่รู้  อย่างกรณีหนี้เงินล้าน หรืออะไรต่อมิอะไร ถ้าเราอยู่ในเมืองเราก็จะรู้สึกเฉยๆ แต่พอเรามาอยู่ที่หมู่บ้าน มีโอกาสได้เข้าประชุมกับชาวบ้านก็จะรู้ว่า อ๋อ มันเป็นอย่างนี้ คือเห็นคนละอย่างกัน สิ่งที่มากระทบคนละอย่างกัน

แต่สำหรับคนที่จะเขียนหนังสือ  ผมว่าเราอยู่ตรงไหนก็ได้ เชื่อว่าการเขียนหนังสือสอนกันไม่ได้ แต่แนะนำได้   สอนไม่ได้ ถ้าไม่งั้นคงมีคนเปิดโรงเรียนสำหรับนักเขียน ออกใบรับประกันการเรียนจบออกมาเป็นนักเขียนแล้วล่ะ มีใบประกาศ มีอะไรไปแล้ว แต่เชื่อว่าแนะนำได้

เคยมีคนเขาถามผมว่า เด็กที่มาอบรมเป็นไงกันบ้าง มีงานเขียนอะไรหรือยัง ผมบอกเขาว่ามันไม่ใช่  คือเด็กเขาเก่งของเขาเอง เราเพียงแต่แนะนำ มันเหมือนการขับรถ  คือเราเคยขับมาก่อนก็จะรู้ว่าเส้นทางตรงนี้มันมีบ่อ ตรงนี้มันเป็นหลุม เป็นอย่างนี้ เดี๋ยวตรงนี้แตะเบรกหน่อย ส่วนเขาจะทำได้ไหมนั่นอีกเรื่อง มันเป็นประสบการณ์ส่วนตัวของเรา เราเอามาแนะนำสำหรับคนที่สนใจจะก้าวมาทางนี้ ซึ่งถ้าวันหนึ่งไม่บอกมันก็จะหายไปกับเรา ถ้าจะให้แนะนำอย่างเป็นขั้นเป็นตอน 

กับคนที่เพิ่งจะเริ่ม           

 คุณต้องถามตัวเองก่อนว่า ชอบจริง ๆ หรือเปล่า? ถ้าไม่ชอบก็ไปทำอย่างอื่นเถอะ เพราะเท่าที่เห็นการเขียนหนังสือมันก็ไม่ได้ทำตังค์อะไรมากมายนักเลย นั่นแหละ อย่างแรกต้องถามตัวเองว่าชอบไหม ถ้าชอบมันก็จะดิ้นรนไปของมันเอง ส่วนเรื่องการอ่านนั้นมันแน่นอนอยู่แล้ว คือถ้ามีคนเดินมาบอกผมว่าอยากเป็นนักเขียน ผมก็จะบอกเขาเลยว่า ลองเขียนดู ต่อไปนี้เป็นคำแนะนำจากชาติ กอบจิตติ ถามเรื่องการสร้างฉากก่อนแล้วกัน ในแต่ละเรื่อง

ฉากเอามาจากไหน                     

การเขียนหนังสือมันก็เหมือนกับที่ว่า ใคร? ทำอะไร? ที่ไหน? ฉากก็คือที่ไหนนั่นเอง คือเราต้องดูว่ามันเข้ากับเรื่องที่จะเขียนมั้ย สมมติว่าเราเขียนเรื่องสมัยสุโขทัย แต่ไปเอาฉากของเซ็นเตอร์พอยท์ มันก็ไม่ได้ เพราะฉากมันต้องกลืนกับเรื่อง ฉากจะเป็นตัวบอกว่าเรื่องที่เรากำลังจะเล่ามันสมจริงไหม เรื่องที่เกิดขึ้น บรรยากาศในฉากมันก็จะบรรยายเรื่องด้วย

 สมมติถ้าเราจะเขียนเรื่องสยองขวัญ แต่บรรยายฉากสีชมพูหวานแหวว อย่างนั้นมันก็ไม่ใช่  มันต้องมืดๆ ดำๆ ลึกลับ มีควันมีหมอก มีแสงน้อยๆ  คือทำยังไงก็ได้ที่เอื้อให้คนอ่านเชื่อ ตัวละครในเรื่อง  เราต้องรู้จักตัวละครของเราทะลุ เช่น คนเคยถูกไล่ตีมา ผ่านเหตุการณ์อย่างนี้มา คนพวกนี้จะหวาดระแวงข้างหลังอยู่พักใหญ่ เสียวๆ วูบๆ พักหนึ่ง

เราต้องรู้ปมของตัวละคร เด็กที่เคยถูกผู้ใหญ่รังแก ถูกข่มขืน เรื่องอย่างนี้มันก็จะส่งผลต่อตัวละคร หรือแม้แต่กระทั่งเหตุการณ์ในปัจจุบัน มันก็จะไปส่งผลกับอนาคต  ตัวละครตรงนี้เราต้องรู้ทะลุ  อยู่แต่ว่าจะเอามาใช้ แค่ไหน ยังไง แค่นั้นเอง

สำหรับเรื่องการสร้างตัวละครขึ้นมาใช้นั้น อันที่จริงมันไม่ใช่กฎตายตัวหรอกนะว่าจะสร้างให้เสร็จก่อน หรือค่อยๆ สร้างไปพร้อมๆ กับการเดินเรื่อง คือแต่ก่อน ผมอาจจะยังใหม่ ก็เลยพยายามทำให้อุปสรรคน้อยที่สุด คิดตัวละครให้เสร็จ ผมสร้างตัวละครขึ้นมาก่อน รูปร่าง หน้าตาลักษณะนิสัย ความสูง สร้างขึ้นมาก่อน คือปั้นเสร็จเรียบร้อยแล้วค่อยปล่อยเดิน แต่พอมาระยะหลังนี้ไม่แล้ว ผมปล่อยเรื่องเดินก่อน พอเจอตัวละครค่อยหยิบกลับมาปั้น มันเป็นเรื่องของประสบการณ์ เหมือนหัดขับรถอีกนั่นแหละ ถ้าขับรถแรงๆ เลย แล่นปรู๊ดปร๊าดเลย บางทีเราก็เอาไม่อยู่

ถ้าจะให้ผมแนะนำสำหรับ คนเขียนหนังสือใหม่ ควรคิดให้เสร็จก่อนค่อยเขียน เพราะถ้าพลาดแล้วมันจะท้อ แต่ว่าจริงๆแล้วจะทำอย่างไรก็ได้ไม่มีถูกไม่มีผิดหรอก มันไม่ตายตัว คือจะปล่อยตัวละครมาเลยก็ได้ การเขียนหนังสือมันเขียนยังไงก็ได้ จะนอนเขียน นั่งเขียน เดินเขียน ตีลังกาเขียน คนอ่านเขาไม่ถามหรอกว่าเขียนยังไง เขาจะอ่านงานที่ออกมาแล้ว 

บทสนทนาที่เราจับใส่ปากตัวละครล่ะ           

 คือเราเขียนเรื่องคน ต้องฟังว่าคนเขาพูดยังไง มันมีเคล็ดลับง่ายๆ เวลาจะเขียนบทสนทนา พอเขียนจบลองอ่านออกมาดังๆ ดูสิว่ามันเข้าปากไหม ประโยคอย่างนี้คนเขาพูดกันไหม เพราะนักเขียนใหม่มักเจอเรื่องความไม่สมจริง คือคนเขาไม่พูดกันอย่างนี้หรอก ชาวบ้านเขาไม่พูดปรัชญาเอ็กซิตอง[1]หรอก แต่ไม่ได้หมายความว่าชาวบ้านเขาคิดไม่ถึง เขาคิดเป็น แต่จะพูดอีกอย่าง เขาอาจจะไม่รู้หรอกว่าพูด แต่ว่ามันสามารถตีความเป็นอย่างนั้นได้ มีวิธีการทำอย่างไรให้เรื่อง น่าสนใจหรือน่าติดตาม

เมื่อก่อนตอนเขียนเรื่อง พันธุ์หมาบ้า เป็นตอนๆลงนิตยสาร ลลนา ก็ใช้วิธีให้เรื่องมันเดินตอนต่อตอน จบค้างไว้ให้คนอยากรู้เรื่องต่อ เรื่องมันต้องเดิน ต้องเคลื่อนไหว ไม่ใช่ตอนหนึ่งให้ตัวละครนั่งคิดอยู่ 4-5 หน้า อย่างนี้ถ้าเป็นพ็อกเก็ตบุ๊คมันอาจจะทำได้ แต่การลงเป็นตอนๆ มันต้องน่าติดตาม สมมติ ตัวละครถือมีดกำลังจะแทงอีกฝ่าย คือ แทงหรือไม่แทง โปรดอ่านต่อฉบับหน้า อันนี้ไม่รู้ คนอ่านต้องติดตามเอง พอฉบับหน้ามา อาจจะแทงไปโดนปลั๊กไฟ ไฟช็อตตาย เป็นอย่างนี้ก็ได้

 สำหรับนักเขียนใหม่ๆ แนะนำว่า หากเขียนเรื่องเสร็จแล้วลองเอาให้เพื่อนอ่าน  ถ้าอ่านแล้วชอบ 4 ใน 5 โอเคประสบความสำเร็จ คือคนอ่านจะต้องติด ไม่งั้นเราก็จะไม่สามารถบอกอะไรกับคนอ่านได้  ไม่ใช่ว่าอ่านไป 4 หน้าแล้วยังไม่ได้อะไร ไม่รู้อะไรเลย คือข้างในต่อจากนั้นเรื่องดีน่ะ ภาษาดี แต่คนอ่านไม่ไหวแล้วล่ะ เขาด้นไปไม่ไหวแล้ว แต่ทั้งหมดทั้งปวงก็อย่างที่บอก  คือมันไม่ใช่เรื่องตายตัว อาจมีคนอ่านที่ด้นไปได้

สำหรับผม สิ่งที่เราจะให้กับคนอ่านคือ 1.ให้ความคิด คิดอะไรก็บอกคนอ่านไป 2.ให้ความรู้ เรื่องที่เราจะเขียนบอกคนอ่านนั้นเราต้องรู้จริง  3.ให้ความบันเทิง ไม่ได้หมายความว่าอ่านแล้วหัวเราะตลอดทั้งเล่ม แต่มันคือการอ่านแล้วไหลลื่น อ่านแล้ววางไม่ลงต้องติดตาม สามอย่างนี้ถ้าทำได้ก็สำเร็จ 

คุณสมบัติการจะเป็นคนเขียนหนังสือ ควรเป็นอย่างไร           

 บอกไม่ได้  คือมันไม่ใช่ลักษณะที่ว่าต้องกล้ามใหญ่ ไม่ใช่ (หัวเราะ) มันต้องเป็นคนที่ชอบ ไม่รู้ว่าจะแรงไปหรือเปล่าน่ะที่ผมจะพูดอย่างนี้ แต่ก็ต้องบอกว่า ชีวิตนี้อุทิศให้กับการเขียน ส่วนเรื่องคุณสมบัติการช่างสังเกตอะไรพวกนี้มันจำเป็น

คนเขียนหนังสือเป็นคนช่างสังเกตอยู่แล้ว คนเขียนภาพ ตากล้อง มันจะมีโดยสัญชาตญาณ แต่เรื่องอย่างนี้ก็ฝึกกันได้ ผมไม่ค่อยเชื่อเรื่องพรสวรรค์ สมัยก่อนนี่ไม่เชื่อเลย แต่ก็เคยสงสัยเหมือนกันว่า ทำไมไอ้เด็กคนนี้วาดรูปเก่ง  เด็กคนนี้เล่นฟุตบอลเก่ง ทั้งที่ต่างก็ไม่ได้ฝึกมา เรื่องนี้เราตอบไม่ได้  ถ้าถามเรื่องพรสวรรค์อย่างจริงๆจังๆ มันไม่น่าจะใช่ มันอยู่ที่การฝึกด้วย อย่างคนที่เคยเขียนเรียงความสมัยเด็กๆ ได้คะแนนเต็ม แต่วันหนึ่งก็ทิ้งไป ถ้าเทียบกับคนที่อยู่ระดับกลางๆ แต่ว่าฝึกทุกวันๆ ไอ้คนที่เขียนทุกวันน่าจะดีกว่า 

พรสวรรค์ในทางวิทยาศาสตร์ ผมว่ามันเป็นความชอบ  คือแต่ละคนจะชอบอะไรไม่เหมือนกัน บางคนชอบร้องเพลง บางคนชอบเล่นกีฬา ซึ่งพอมันชอบแล้วมันก็จะเกิดความใส่ใจ  เรื่องพรสวรรค์ เรื่องท่านให้มา อะไรทำนองนี้ผมไม่อยากให้คิดมาก คือถ้ามันเดิน 4 ตีนแล้วเรายังเดิน 2 ตีน เออ สู้มันไม่ได้ไม่เป็นไร แต่ถ้ามันเดิน 2 ตีนเหมือนกันกับเรา มันก็ไม่น่า…. มันอยู่ที่ความพยายาม ความเอาใจใส่ เรารู้ว่าเราขาด เราก็ต้องทำงานให้เยอะกว่าคนอื่น เหมือนอย่างที่อาจารย์วานิช (วิทยากรคนหนึ่งในโรงเรียนนักเขียนบ้านชาติ กอบจิตติ) เคยเล่าให้ฟัง ตอนที่ทำโฆษณาใหม่ๆ คนอื่นทำ 1 ชิ้น แกรู้ว่าตัวเองขาดก็ทำ 10 ชิ้น คนอื่นทำ 20 ชิ้น แก 60 ชิ้น แล้วมาเลือกเอา มันต้องลักษณะนั้น

บางคนรู้ว่าตัวเองอ่อน แต่ก็ไม่เคยพยายามแล้วยังมาตีโพยตีพายว่า ท่านไม่ได้ให้มา อย่างนั้นไม่ใช่ คือกำลังจะบอกว่า ใครก็เขียนหนังสือได้ ถ้าชอบน่ะ ย้ำ ถ้าชอบ เขียนได้ถ้าใส่ใจกับมัน ศึกษา ฝึกฝน เรื่องดาราเขียนหนังสือนี่ผมไม่เคยปฏิเสธเลย แต่เขียนดีหรือเปล่าล่ะ เขียนเองหรือเปล่า ถ้าเขียนดีเขียนเองด้วยนั้นก็ยกย่อง คนที่จะให้เป็นนักเขียนหรือไม่ให้เป็น คือคนอ่าน

ยกตัวอย่างอาชีพตำรวจ พอเรียนจบ ได้ใบประกาศ คนที่จะให้เป็นตำรวจคืออธิบดี หรืออะไรอย่างนี้ใช่มั้ย แต่นักเขียน ขนาดเรียนจบคณะอักษรศาสตร์ ถ้าคนอ่านไม่ให้เป็น ก็ไม่ได้เป็น ก่อนหน้าที่ ชาติ กอบจิตติ จะยึดอาชีพนักเขียนอย่างเดียว เรียกว่าต้องทำงานทั้งสองอย่าง คือ งานเลี้ยงปากท้อง และงานเลี้ยงจิตวิญญาณ   

 โอเค ผมรู้ว่าตัวเองชอบเขียนหนังสือ ตั้งแต่ตอนอายุประมาณ 13-14 ปี แต่ไม่รู้ว่าเพราะอะไร รู้แต่ว่าอยากเป็นนักเขียน แต่ถ้าต้องเรียนจบมาแล้วเป็นนักเขียนเลย คือต้องเขียนงานตามใจตลาด เช่น อาจต้องเขียนเรื่องรัก เรื่องบู๊ เพื่อให้ได้เงินมาเลี้ยงปากท้อง อย่างนี้ผมมองว่า ถ้าเราจะเอางานที่เราชอบ มาทำเพื่อเลี้ยงปากเลี้ยงท้อง เราน่าจะไปทำอย่างอื่นดีกว่า

อย่างที่บอกไง เงินดีกว่าด้วย แล้วก็ไม่ต้องปวดหัว ไม่ต้องมองหน้าตัวเองไม่สนิท ผมก็เลยมาทำกระเป๋าหนัง ตกกลางคืนก็เขียนหนังสือ คือไม่ต้องเอาสิ่งที่เราชอบมาหากินมาเบียดเบียน ทำอย่างนี้อยู่สักพัก พอเห็นว่าอยู่ได้ พอเลี้ยงตัวเองได้ก็เลิกทำกระเป๋า ไอ้คำว่า นักเขียนไส้แห้ง ก็เลยไม่เคยรู้จัก (หัวเราะ) มันขึ้นอยู่กับคนๆไป ไม่ได้หมายความว่าทุกคน เคยพูดเหมือนกันว่า มันไม่ได้ไส้แห้งหรอก ถ้าคุณอยู่ 1-5 หรือ 1-10 ของประเทศนี้ มันอยู่ได้ แต่ถ้าคุณเป็นลำดับที่ 112 หรือลำดับที่115 ล่ะ มันยาก

แต่ถามว่าทำอย่างไรล่ะที่จะขึ้นมาอยู่ในลำดับต้นๆให้ได้ มันก็ต้องพัฒนาฝีมือ เหมือนนักเทนนิสที่ต้องซ้อม

สำหรับผม เรื่องที่เคยเขียนก่อนเรื่องสั้นเรื่องแรกจะได้ตีพิมพ์ มีเก็บไว้เป็นลัง เขียนทิ้งๆไว้ คุณเรียนจบเพาะช่าง เคยเล่นละครเวที เคยเป็นผู้กำกับภาพยนตร์ เคยทำกระเป๋าหนังขาย

เรื่องพวกนี้สามารถเอามาประยุกต์ใช้ได้           

เรื่องเหล่านี้มันมีประโยชน์ อะไรที่ผ่านเข้ามาในชีวิตคนเขียนหนังสือ ผมว่ามันมีประโยชน์ทั้งนั้น แต่ที่กำลังจะพูดคือ ไม่ได้ให้ไปลอง อย่างเช่นคนเคยติดคุก บางทีเขียนเรื่องเกี่ยวกับคุกอาจได้ดี หรืออย่างอกหักก็มีประโยชน์ แต่บางเรื่องก็ไม่จำเป็นต้องไปลอง อย่างเช่นขาหัก ขาด้วน อย่างนี้ไม่ต้องลอง

ที่ผมเคยเล่าว่า เคยลองผูกคอตาย อืม เรื่องจริง แต่ผมป้องกัน มีคนอยู่ด้วยเยอะ ตอนนั้นคือเราอยากรู้ว่า อาการของคนผูกคอตายเป็นอย่างไร แต่พอเริ่มรู้สึกว่าไม่ไหวแล้ว แขวนคอไว้อีกหน่อยคงไปแน่เลย ก็ต้องเลิก เลยทำให้รู้ว่า คนผูกคอตายอาการเป็นอย่างไร อ๋อ มันอื้ออึงอย่างนี้ คือก่อนหน้านั้น เราไม่เคยได้เห็นการบรรยายอาการคนผูกคอตาย เคยอ่านเจอแต่เขาเขียนแค่ว่าพบศพคนที่ผูกคอตายเท่านั้น ยังไม่มีใครเคยบรรยายอาการอย่างจริงๆจังๆ 

ประสบการณ์ชีวิตสำคัญขนาดไหน           

 มาก แต่ทุกคนก็มีเวลาเท่ากัน คือ 24 ชั่วโมงต่อวัน เพียงแต่ว่าบางคนที่ไม่ได้ออกไปเจอผู้คน ก็อาจจะมีประสบการณ์ภายใน เรื่องจิตใจ เรื่องการคิดหรืออะไรต่อมิอะไร นักเขียนไม่มีพักร้อน มันอยู่ข้างใน

อย่างบางคนเห็นเขาบอก ทำงานค้างไม่เสร็จ พอจะเข้านอนก็นอนไม่หลับ เพราะในหัวมันยังติดอยู่ไง ยังคิดอยู่เรื่อยทั้งที่อยากนอนหรือเกิน เทียบกับงานอื่น อย่างเช่นไปแบกหามของมา พอนอนเหนื่อยก็หลับ เก็บข้าวโพด ถอนถั่ว กลับมานอนก็หลับได้ง่าย

แต่ไอ้การเขียนหนังสือ ขนาดเขียนถึงตีสามตีสี่ แสบตาอยากนอน ก็นอนไม่หลับ บางครั้งต้องอยู่จนเช้า ก็คิดเรื่องที่ค้างอยู่ในหัวนั่นแหละ เผลอๆในฝันก็เป็นเรื่องเป็นราวอีก 

อุปสรรคการเป็นคนเขียนหนังสือคืออะไร           

 น่าจะเป็น ความขี้เกียจ สำหรับนักเขียนใหม่ๆ แต่สำหรับผมคือเรื่องความคิด มันเหมือนกับว่า ความคิดใหม่ๆไม่ค่อยมี คืออย่างเขียนเรื่องธรรมดา อย่างเล่าเรื่องหมา เราเขียนได้เพราะฝีมือมีใช่ไหมล่ะ

อันนี้ไม่ได้พูดยกตัวเองน่ะ แต่หมายความถึงทั่วๆไป เขียนมานานขนาดนี้ ความเป็นช่างฝีมือมันมีอยู่แล้ว เขียนอะไรมันก็น่าอ่าน แต่ว่า เออ มันไม่มีอะไรที่เป็นความคิดใหม่ๆ ส่วนมากอุปสรรคเป็นเรื่องความคิดมากกว่า ไม่ใช่คิดไม่ออก เพราะการคิดไม่ออกคือมีเรื่องที่จะเขียนแล้วแต่ไปต่อไม่ได้ แต่นี่มันยังไม่เป็นรูปเป็นร่างเลย ยังไม่รู้จะคิดอะไร ยังไม่เจออะไรเลย รอพระเจ้าโทรมาบอก (หัวเราะ) 

ช่างฝีมือกับศิลปินต่างกันอย่างไร           

ช่างฝีมือ ขอโทษ ตรงนี้ผมพูดด้วยความเคารพนะครับ คืออย่างคนที่แกะช้างที่เชียงใหม่ เห็นไม้มาก็เป็นช้างอย่างเดียว ไม้ใหญ่หน่อยช้างตัวใหญ่ ไม้เล็กช้างตัวเล็ก ไม้ยาว เอ้า! ช้างเป็นโขลง คือมองอะไรเป็นช้าง ทำอะไรซ้ำๆ ทำด้วยความชำนาญ แต่ทำดี ทำสวย ทำเก่ง ทำเนียน แต่พอไม้มาก็ช้าง

ศิลปินมันจะต่างออกไป เอออันนี้ช้างได้ อันนี้เป็นปลาโลมา หรืออันนี้อาจจะเป็นปลัดขิก มันก็แล้วแต่ และความแนบเนียนของศิลปินอีกอย่างคือ คนไม่รู้ว่าเอามาจากไหน เหมือนอย่างคำที่ว่า ช่างฝีมือขอยืม แต่ศิลปินขโมย ยืมมาคือยังรู้ว่าไปเอาของใครมา แต่ศิลปินนี่แนบเนียนมาก แต่ว่าหากสืบไปสืบมาก็อาจจะรู้น่ะ จริงๆ ก็คือเอามาโดยไม่ให้จับได้ มันเป็นการพัฒนาอีกขั้น อย่างช่างฝีมือ อาจจะจากหนึ่งไปสอง แต่ศิลปิน จากหนึ่งไปเจ็ด ไปแปดเลย หาที่มาไม่เจอ จริงๆแล้วมันไม่มีอะไรลอยๆมาเลยหรอก งานศิลปะก็เหมือนกัน ใช่ว่าจู่ๆมันก็มาเป็นแอบสแต็ก[2]เลยเมื่อไหร่ ในวงการงานเขียน การพิสูจน์

ความเป็นตัวจริงคืออะไร           

อาชีพนี้โอกาสฟลุ๊คไม่มีเลย ขอโทษ อย่างวงการเพลง อาจจะมีเพลงหนึ่งที่แต่งได้ดี ร้องดีก็ดังได้แล้ว แต่จะอยู่ยาวไหม อยู่ได้ตลอดไหมล่ะนั่นอีกเรื่อง แต่งานเขียนมันยาก คือผมไม่ได้พูดเข้าข้างอาชีพตัวเอง คุณก็รู้ เขียนหนังสือหนึ่งเรื่อง 100-200 หน้า มันไม่มีทางฟลุ๊ค การพิสูจน์ความเป็นตัวจริงอีกอย่างคือคุณต้องยืนระยะได้ ผมเคยพูดเปรียบ คือ คุณต้องยืนครบยก อาชีพอย่างนี้มันใช่วิ่ง 100 เมตร มันคือการวิ่งมาราธอน (หัวเราะ) ใช่ว่า 100 เมตรเข้าเส้นชัยแล้วเลิกเลย 

ตอนนี้เขียนหนังสืออย่างไร หมายถึงใช้อุปกรณ์อะไรบ้าง    

คอมพิวเตอร์ นั่งพิมพ์เลย แต่เมื่อก่อนที่ทำจะเป็นในลักษณะเขียนลายมือก่อนแล้วพิมพ์ดีด เพราะถ้าให้มานั่งจิ้มมันคิดไม่ออก แต่เพื่อนบางคนที่ผ่านงานหนังสือพิมพ์หรืองานข่าวมาก่อน พวกนี้จะเขียนได้คล่อง เขาเรียกว่ากดแบบ ข้าวตอกแตก พอมาถึงยุคคอมพิวเตอร์ ผมก็ใช้ คือมันเป็นเรื่องของยุคสมัย เพราะถ้าไม่ใช้ก็เหมือนกับคนแก่ที่อ่านหนังสือไม่ออก

ปัญหาที่เจอสำหรับการเขียนงานด้วยคอมพิวเตอร์ในระยะแรกๆก็คือ เหมือนว่ามันจะจ้องดูเราตลอด ถามเราตลอดว่าเมื่อไหร่จะเขียน เมื่อไหร่จะพิมพ์ ก็เลยเขียนไม่ค่อยได้ แต่ถ้าจะให้เขียนใส่กระดาษแล้วไปพิมพ์ ก็คิดว่าตรงนั้น มันไม่น่าจะใช่ขั้นตอนของการใช้คอมพิวเตอร์ ก็เลยเอาใหม่ ไม่กลัว พูดกับคอมพิวเตอร์ กูซื้อมึงมานี่หว่า มึงต้องคอยกู กูเป็นเจ้าของมึง อย่ามาจ้อง (หัวเราะ) ก็เรียนรู้กับมันไป แต่มันก็มีปัญหาอีก คือเวลาเราลบหรือแก้อะไร มันจะหาย

เพราะถ้าเป็นอย่างยางลบ เป็นปากกา แก้ตรงไหนเรารู้ ตรงนี้มีวิธีแก้ปัญหาคือ ปริ๊นออกมาบ่อยๆ ปริ๊นแล้วแก้ๆ จะได้เห็นพัฒนาการของงานด้วย การเขียนหนังสือเคยได้ยินคุณบอกว่าเหมือนการหยอดกระปุก เอาว่าเขียนเรื่องยาวหนึ่งเรื่อง มันไม่ได้ในวันเดียวไง บางทีเขียนได้วันละหน้าสองหน้า มันไม่ได้เป็นเงินเลยในวันนั้น หากได้วันละหน้า แต่ถ้าเขียนทุกวันหนึ่งปีก็ได้ 300 กว่าหน้า เป็นไปไม่ได้เลยที่จะได้งานเป็นเล่มในวันเดียว 

 นิยายกับเรื่องสั้นคุณถนัดแบบไหนมากกว่ากัน           

มันไม่น่าจะใช้คำว่า ถนัด ได้ .. บางเรื่องมันเหมาะสำหรับเรื่องสั้น มันก็ต้องเป็นเรื่องสั้น บางเรื่องมันยาว ก็ต้องเป็นนิยาย คือเราไม่มีทางทำเรื่องสั้นให้เป็นนิยายได้ มันจะโหรงเหรง มีแต่น้ำ เห็นบางคนพยายามดันเรื่องสั้นให้เป็นนิยาย เพราะคิดว่ามันได้ตังค์เยอะกว่า แต่สุดท้ายพอออกมา เรื่องสั้นก็ไม่ได้ นิยายก็ไม่ได้ ไม่มีอะไรเลย หรืออย่างเรื่องที่ต้องเป็นนิยาย ก็เขียนเป็นเรื่องสั้น มันก็ยัดไม่ลงสิ เพราะภาชนะมันแคบแต่ของมันใหญ่

 ถ้าถามว่าผมสนุกกับอะไรมากกว่ากัน ก็ตอบว่า นิยาย ผมไม่ชอบเขียนงานคอลัมน์ ตอนนี้ที่เขียนมีอยู่ที่เดียวคือนิตยสาร สีสัน เพื่อนกันก็ช่วยกัน(หัวเราะ)

ผมไม่ชอบอะไรที่มันต้องส่งเป็นกำหนด อย่างบางที มันใกล้เข้ามาต้องส่งงานแล้ว เรามีพล็อตเรื่องที่เหมาะจะเป็นเรื่องสั้นดีๆ อยู่ ก็ต้องเอามาดัดแปลงเป็นบทความเป็นงานคอลัมน์เพื่อให้ได้ส่ง ทีนี้พอจะมาเขียนเรื่องสั้นมันก็ซ้ำแล้วไง งานคอลัมน์พอรวมเล่มก็เอาไปสร้างหนังไม่ได้ด้วย (หัวเราะ) 

กับหนังสือของคุณที่มีคนอื่นเอาไปทำหนัง ตรงนี้คิดอย่างไร           

ผมไม่ซีเรียสน สื่อมันคนละอย่างกัน มันดัดแปลงแต่งเติมได้ ถ้าเราคิดว่ามันเตะไม่ได้ ถ้าอย่างนั้นก็ขึ้นหิ้งดีกว่า สำหรับผมดูแค่ว่าสิ่งที่เราต้องการจะพูดมันยังอยู่ไหม เนื้อมันยังอยู่หรือเปล่า เหมือนกับดินน้ำมันก้อนหนึ่ง เขาเอาไปขยำยังไง เนื้อมันก็เป็นดินน้ำมัน ไม่ค่อยเข้มงวดกับเรื่องนี้เท่าไหร่ เพราะบางที ถ้าคงไว้ในงานวรรณกรรมเกินไป หนังก็ดูไม่ได้เลย ก็ในหนังสือ ตัวละครสามารถนั่งคิดได้สามถึงสี่หน้า อาจด้วยวรรณศิลป์หรืออะไรก็แล้วแต่ มันชวนให้คนอ่านติดตาม

 แต่ถ้าในหนัง ให้พระเอกมานั่งคิดริมกระท่อม เอาแค่นาทีเดียวคนดูก็เบื่อแล้ว (หัวเราะ) งานเขียนคุณมักจะมีรูปแบบใหม่ๆมาเสนอตลอดอย่าง เวลา หรือ ลมหลง ซึ่งเรื่องหลังนี่เขียนเป็นบทภาพยนตร์ทั้งเล่ม

ตรงนี้เนื่องด้วยเหตุผลอะไร           

เบื่อ ทำอะไรซ้ำๆมันเบื่อ ถามตัวเองก่อนเถอะ ขนาดคนเขียนยังเบื่อ แล้วคนอ่านไม่เบื่อหรือ อย่างมีคนถามถึงงานเรื่องใหม่ของผม (ซึ่งตอนนี้ปีกว่าแล้วเขียนได้ไม่กี่หน้า) โอเค อาจจะช้าหน่อย แต่เราสนุกนี่นา อย่างน้อยมันไม่เบื่อ เหมือนเราใส่ชุดลูกเสือทุกวัน (หัวเราะ)

มันก็มีบ้างแหละที่อยากใส่เสื้อยืดกางเกงขาสั้น ให้ใส่ชุดลูกเสือทุกวันอย่างนั้นไม่ไหว ลมหลงที่เขียนเป็นบทหนังทั้งเล่มนั้น ตอนแรกเขาวานให้ทำ เราก็คิดว่าไหนๆจะทำแล้วก็น่าจะอ่านได้ด้วย แต่ตอนนี้บริษัทหนังเขาเจ๊งไปแล้ว (หัวเราะ) ผมก็ไม่รู้เหมือนกันน่ะว่าทำไมเขาถึงไม่เอางานที่มีอยู่แล้วไปทำ ทำไมต้องเขียนบทใหม่ แต่ช่างมันเถอะ เพราะตอนที่ทำชิ้นนี้ ผมก็สนุกกับงานของผม  

คุณมีแนวคิดอย่างไรถึงได้เปิดอบรม โรงเรียนนักเขียนบ้านชาติ กอบจิตติ           

 คิดถึงตอนตัวเองเด็กๆ ตอนที่ผมเริ่มเขียนหนังสือใหม่ๆ ผมก็อยากไปหานักเขียน อยากเอางานไปให้เขาอ่าน แต่บางทีท่านเหล่านั้น อาจไม่ว่าง หรือเจอเด็กแบบนี้จนเบื่อแล้ว ก็เลยปฏิเสธ

ผมรู้สึกว่า มันยากในการเข้าหา ซึ่งพอมาปัจจุบัน ผมมีโอกาส ก็เลยคิดว่า มันน่าจะมีเด็กที่คิดเหมือนผมสมัยนั้น แต่ก็ไม่ได้คิดว่าต้องเปิดเป็นสถาบันเป็นอะไรจริงจังหรอก มีเวลา มีกำลัง พร้อมก็ทำ แต่พอดีปีนี้ไม่พร้อม ก็เลยพักไปปีหนึ่ง คือที่ผมทำเพราะคิดว่า ไม่เดือนร้อนตัวเอง ไม่เดือนร้อนคนอื่น อย่างถ้าจะทำบุญ แต่ต้องไปยืมเงินคนอื่น ก็อย่าไปทำเลย เอาไว้มีก่อนแล้วค่อยทำ และสำหรับปีนี้ก็คงต้องดูก่อน น่าจะเป็นช่วงเดิมคือประมาณเดือนตุลาคม แต่ก็ต้องใกล้ๆก่อนถึงจะรู้ว่าทำได้ไหม 

สำหรับคนที่สนใจ มีเกณฑ์การคัดเลือกอย่างไร           

 ก็คงเป็นอย่างเดิม คืออายุไม่น่าจะเกิน 28 ปี ให้ส่งงานมาดู ไอ้เรื่องอายุนี่เคยมีคนถามมาเยอะว่า 40 กว่า 50 กว่า ทำไมไม่รับ จริงๆก็ไม่อยากจำกัด เพียงแต่คิดว่า ถ้าได้เด็กๆ มันจะได้เหลือเวลาทำงานเยอะหน่อย สมมติมาฝึกตอนอายุ 82 ปี เหลือเวลาทำงานอีกกี่ปีล่ะ (หัวเราะ) สำหรับช่วงอายุที่รับคือไม่เกิน 28 ปีประมาณนี้ก็น่าจะเขียนอะไรเป็นเรื่องเป็นราวได้แล้ว ตอนที่ผมเขียนเรื่อง คำพิพากษา ก็อายุประมาณนี้แหละ การเปิดอบรมแต่ละปี ถามว่ามีคนสนใจเยอะมั้ย ก็มีงานส่งงานเข้ามาให้พิจารณา เอ่อ น่าจะเกินร้อยชิ้น แต่ที่รับได้น้อย ก็อยู่บ้านอย่างนี้จะรับเยอะๆได้ไงล่ะ มาเยอะเดี๋ยวแบ่งทีมเล่นฟุตบอลกันอีก (หัวเราะ) เดี๋ยวไม่ได้เขียน 

 มองสถานการณ์วงการวรรณกรรมไทยตอนนี้อย่างไร           

ผมว่านักเขียนใหม่ๆจะลำบาก หนึ่งคือหนังสือมันเยอะขึ้น คนก็เลยไม่ค่อยได้อ่านวรรณกรรมไทย สมัยก่อน อย่างช่วง 14 ตุลาฯ 6 ตุลาฯ พิมพ์หนังสือ 5,000 เล่ม 6,000 เล่ม มันปกติมาก แต่ทุกวันนี้ 2,000 เล่ม ไม่รู้สามปีจะขายหมดหรือเปล่า แล้วอย่างนี้คนใหม่ๆที่ขึ้นมาจะอยู่กันอย่างไรล่ะ ในขณะเดียวกันมันก็เริ่มมีค่าย นักเขียนก็ไปสังกัดค่าย ซึ่งอนาคตไม่รู้ว่าจะต้องถูกกำหนดหรือเปล่าว่าต้องเขียนแนวนั้นแนวนี้ อันนี้ไม่แน่ใจ ใช้คำว่า อาจจะ 

แล้วอย่างชาติ กอบจิตติ พิมพ์หนังสือตัวเอง           

ผมมองอย่างนี้ ต้องบอกก่อนว่าพื้นฐานมันมาจากการที่ผมได้ทำกระเป๋า มีสตางค์เก็บ คิดว่าขาดทุนก็คงไม่เป็นไรเพราะได้เอาไปทำในสิ่งที่ตัวเองชอบ ก็เลยถามตัวเองว่า เรื่องของเราดีมั้ย เออ เรื่องของเราดี ถ้าดีแล้วทำไมเราไม่พิมพ์เอง เพราะว่ากำไรจากการพิมพ์มันมากกว่าการรับค่าลิขสิทธิ์ แต่ถ้าสมมติว่าเรื่องของเราไม่ดีล่ะ อ้าว! ไม่ดีแล้วเราไปหลอกคนอื่นเขาพิมพ์ทำไม พิมพ์เองดีกว่า  ถามเรื่องการมองโลก อย่างเพื่อนของคุณคนหนึ่งบอกว่าโลกนี้เหมือนสวนสนุก เขาแค่มาเที่ยว ถ้ารถเมล์ของเขามารับเมื่อไหร่เขาก็ไป

ชาติมองโลกอย่างไร           

 ไม่เชื่อว่าโลกนี้มีอยู่จริง มันอยู่ที่สถานะเรา อยู่ที่สิ่งแวดล้อมของเรา เอ่อเอาไว้อ่านนิยายเรื่องใหม่ดีกว่า ในนั้นจะมีคำตอบ ไม่เล่าเรื่องย่อน่ะ เดี๋ยวมีคนเร่งไปเขียน ผมยิ่งไม่ค่อยได้เขียนด้วย (หัวเราะ) 

คิดว่าอะไรที่จะทำให้เลิกเขียนหนังสือ           

ไม่เลิก เลิกทำไมล่ะก็เราชอบ บางทีละอายใจด้วยซ้ำที่ไม่ยอมเขียน เพราะครั้งหนึ่งเราใฝ่ฝันอยากเป็นนักเขียน พอได้เป็นสมใจแล้วไม่เขียนมันก็รู้สึกละอาย มันเป็นเพราะตัวเราเองมากกว่า 

จากหนังสือเล่มแรก ถึงหนังสือเล่มสุดท้าย มองย้อนกลับไปบนเส้นทางนี้คุณเห็นอะไร           

 เห็นการพัฒนาของตัวเอง การพัฒนาของงาน คือตอนนี้กลับไปอ่านงานเล่มแรกคือ ทางชนะแล้วรู้สึกว่ามันเชย แต่ว่าปัญหามันก็ไม่ได้อยู่ตรงนี้ มันอยู่ที่ว่า ตอนที่เราอายุขนาดนั้น ตอนที่เขียนงานชิ้นนี้ เราทำเต็มที่หรือเปล่า ถ้าเต็มที่ก็โอเค อย่างพอย้อนกลับไปดูงาน ช่วงอายุ 20 กว่าๆ โอ้! ทำไมมันเชยอย่างนี้ แต่ก็ไม่ได้แก้อะไรหรอก เก็บไว้อย่างนั้นแหละ 

‘เชตวัน’

กวีซีไรต์’มนตรี ศรียงค์’

fea3.jpgfea2.jpgfea1.jpg

‘เบื้องหน้าคือหม้อน้ำบนเตาไฟ ที่คายไอร้อนผ่าวมาอ้าวหน้า
จึงผุดเหงื่อราวแมงลัก-ทะลักมา และเกาะบนขนตาเป็นหยาดดวง
เขายกแขนเสื้อเช็ดหยดเม็ดน้ำ ก่อนหยดฉ่ำเม็ดใสจะไหลร่วง
ลึกลึกรู้สึกได้ถึงในทรวง ว่ากำลังขับท่วงทำนองเพลง
โอบทเพลงเปล่งเสียงมาเลี้ยงหล่อ เลือดหนอก็เวียนไวก็ไหลเร่ง
บทเพลงแห่งการงานยังบรรเลง เขายังเคร่งคร่ำต่อหน้าหม้อน้ำ

เป็นคนขายก๋วยเตี๋ยวก็ต้องขายก๋วยเตี๋ยว กระเทียมเจียวต้องเหลืองให้เรืองก่ำ
เส้นเล็กแห้งหมูแดงไก่เส้นใหญ่ต้มยำ ทุกคำหอมเกรียมกระเทียมเจียว
ราววาทยกรได้ฟ้อนมือ
แต่เริ่มฝึกปรือจนมือเชี่ยว
คือชีวิตเอาจริงเพียงสิ่งเดียว ก๋วยเตี๋ยวเป็ดตุ๋นรสคุ้นลิ้น
ทุกเม็ดน้ำพราวเนื้อคือเหงื่องาน อันผลิบานหวานชื่นกว่าอื่นสิ้น
สัมมาอาชีวะ-เหงื่อระริน เขาทำมาหากินด้วยยินดี
โรยหอมซอย ตังฉ่ายแล้วใส่กับ พร้อมพร้อมกับผักกาดหอมล้อมรอบหมี่
มหาเสน่ห์นางกวัก-มิพักมี
เขาเชื่อมั่นเต็มที่ในฝีมือ

ยังก้มหน้าดูหม้ออยู่ต่อไป หมูแดงไก่เป็ดตุ๋นอันกรุ่นชื่อ
ล้วนมาจากพลังที่ถั่งฮือ โหมกระพือเร้าเร่งของเพลงงาน
เพลงงานที่ประสานเสียงมาเลี้ยงหล่อ เลือดหนอก็เวียนไวก็ไหลพล่าน
เป็นจังหวะจะโคนเพื่อดลดาล การผลิบานหวานชื่นกว่าอื่นใด
โถมชีวิตเอาจริงเพียงสิ่งเดียว ก๋วยเตี๋ยวหมี่เป็ดเส้นเล็กเส้นใหญ่
เขาลวกเสร็จสะเด็ดพลันในทันใด หอมซุปตุ๋นกรุ่นไอชื่นใจแท้’

(บทกวี “คนหน้าหม้อ”, จากเล่ม “ดอกฝัน ฤดูฝนที่แสนธรรมดา”)

———-

มนตรี ศรียงค์ พ่อค้าหมี่เป็ดตุ๋น เมืองหาดใหญ่ สงขลา

ได้รับรางวัลวรรณกรรมสร้างสรรค์ยอดเยี่ยมแห่งอาเซียน (ซีไรต์) ประจำปี 2550 จากรวมบทกวี “โลกในดวงตาข้าพเจ้า”เป็นลูกครึ่งไทย-จีน เกิด 6 มี.ค.2511 บิดาอพยพจากจีนแผ่นดินใหญ่ มาตั้งรกรากที่หาดใหญ่ มารดาเป็นชาวหัวไทร นครศรีธรรมราช มนตรีมีชื่อภาษาจีนว่า “เฉินเสี่ยวย้ง” แปลว่า “ไอ้เสือน้อย”ชีวิตวัยรุ่นสมบุกสมบันพอควร เคยหัดมวยจีนกับอาเจ็กใกล้บ้าน แต่ชอบขี่บีเอ็มเอ็กซ์ยกล้ออยู่หลังตลาดกิมหยง ก่อนจะเริ่มแสดงอิทธิฤทธิ์สมฉายา “ไอ้เสือน้อย” เมื่อเข้าร่วม “แก๊งสี่คน” ในชั้นมัธยมฯ ปลายในโรงเรียนมหาวชิราวุธ ลบภาพไอ้เด็ก “ขี้แพ้” ไปอย่างสิ้นเชิง เคยเกเรหนักถึงขนาดถูก “ขาใหญ่” ควงปืนถึงสามกระบอก มีดสปาร์ตาอีกหนึ่งบุกจี้หัวกลางสนามฟุตบอลไปเรียนต่อมนุษยศาสตร์ เอกภาษาไทย ที่รามคำแหง ก็ยังคงเส้นคงวาบนเส้นทางนักเลง เคยโดนรุมสกรัมจนสลบเหมือด นอนหยอดน้ำข้าวต้มอยู่ร่วมสองเดือน

สอบตกวิชาร้อยกรองและวรรณกรรมวิจารณ์หลายครั้งจนระอา เลยย้ายไปเรียนรัฐศาสตร์

มนตรีเริ่มแสดงความเป็นเจ้าบทเจ้ากลอนมาตั้งแต่ชั้นมัธยมฯ 2 เพื่อนหลายคนขอกลอนรักไปจีบหญิงจนได้เป็นแฟน ขณะคนเขียน จีบไม่เคยติด ซ้ำไม่เคยรู้ตัวด้วยซ้ำตัวเองมีดีทางกลอนกวี ชีวิตเลยเตลิดในเส้นทางนักเลง แทบจะกู่ไม่กลับ

จึงเมื่อกระแสชีวิตพัดพามาเจอเพื่อน ประดิษฐ์ เรืองดิษฐ์ ในกลุ่ม “รามภูเขา” แนะนำให้อ่านหนังสือสองเล่ม “ปีศาจ” กับ “ความรักของวัลยา” ของ เสนีย์ เสาวพงศ์ จึงเริ่มเป็นผู้เป็นคน และตะลุยอ่านวรรณกรรมดีๆ อีกมากมาย ทั้งของไทยและของโลก

ทนเรียนรัฐศาสตร์อยู่ 4 ปี ก็ตัดสินใจคืนกลับบ้านเกิด ตามคำเรียกร้องของแม่ ที่อยากให้ลูกชาย “ใจนักเลง” สืบทอดกิจการก๋วยเตี๋ยวเป็ดตุ๋น ร้านหมี่เป็ดศิริวัฒน์ ถนนละม้ายสงเคราะห์ หาดใหญ่

ก่อนกลับหาดใหญ่ มนตรี ศรียงค์ มานั่งคุยในบ่ายวันหนึ่งในร้านกาแฟย่านประชาชื่น

ชีวิตก่อนจะได้อ่านของ เสนีย์ เสาวพงศ์ ดุเดือดแค่ไหน

พอสมควร มันเป็นช่วงวัยหนุ่มที่เราไม่รู้สึกว่ามันอันตราย ไม่รู้ว่ามันน่ากลัวเพียงใด เราเชื่อมั่นในเรี่ยวแรง การตัดสินใจของเรา เดินหน้าอย่างเดียว ไม่สนใจ ว่าอันตรายอยู่ไหน

จะบอกว่าเคยเดินบนเส้นทางนักเลงได้ไหม

ผมบอกอย่างนี้ดีกว่า ชีวิตผมช่วงนั้น ไม่ได้เป็นพวกเดียวกับที่หนีบกระเป๋านักเรียนไปเรียน ไม่เรียบร้อยเท่าไหร่ ค่อนข้างเกเร หนักหนาพอสมควร

ก่อนหน้านั้น เคยอ่านอะไรมาบ้าง

ประสาเด็กๆ เช่น พล นิกร กิมหงวน ของ ป.อินทรปาลิต ยืมจากห้องสมุดประชาชนหาดใหญ่ ตอนนั้นประถมฯ 5 จนได้มาเจอเพื่อน ประดิษฐ์ เรืองดิษฐ์ คงเห็นว่าผมไร้สาระเกินไป หานิยาย “ปีศาจ” และ “ความรักของวัลยา” มาให้อ่าน นั่นคือการเปิดประตูสู่แวดวงวรรณกรรมครั้งแรกจากน้ำมือของมิตร ตอนอยู่รามฯ ปีสอง

อ่านนิยาย เรื่องสั้นมาตั้งเยอะ ทำไมเลือกเป็นกวี ชอบฟังเพลงครับ โดยเฉพาะเพลงลูกทุ่ง บทกวีมันมีจังหวะคล้ายๆ เพลง กลอนแปดที่ผมหยิบมาใช้ผมเลือกจังหวะให้เป็นลักษณะเดียวกับเพลงลูกทุ่งเก่าๆ บทกวีของคนอื่นๆ อาจจะมีกลิ่นอายของร็อก บลูส์ แต่ผมเลือกจะสื่อด้วยกลอนที่มีกลิ่นอายเพลงลูกทุ่ง ด้วยความชื่นชอบในน้ำเสียงของมัน ผมเขียนกวีตั้งแต่มัธยมฯ ต้น มาจริงจังช่วงพฤษภาทมิฬ ปี 2536 เริ่มมีชื่อตามหน้านิตยสาร เช่น อาทิตย์ ข่าวพิเศษ ที่มี “นายพรานผี” คุมคอลัมน์กวี ตอนนั้นกลับไปอยู่บ้านแล้ว เรียนไม่จบ แม่เรียกกลับบ้านก่อน สาเหตุส่วนหนึ่งผมเกเรเกินไป และที่บ้านไม่มีคนดูแลกิจการ เตี่ยกับแม่อายุเริ่มมาก หมี่เป็ดสืบทอดจากเตี่ย เป็นสูตรที่เตี่ยคิดขึ้นมาเอง เตี่ยหัดให้ผมค้าขายมาตั้งแต่ผมสิบกว่าขวบ หัดให้ทำบะหมี่ช่วงนั้น

สมัยเรียนรามฯ เคยคิดไหมต้องมาขายหมี่เป็ด

ช่วงเรียนรามฯ เป็นช่วงวัยหนุ่ม เราเชื่อมั่นในเรี่ยวแรงของเรา และเชื่อว่าโลกนี้จะทำงานอะไรก็ได้ แต่ไอ้อาชีพขายบะหมี่เหมือนเตี่ยเหมือนแม่ ไม่เคยอยู่ในความคิด ผมปฏิเสธมาตลอด มันเป็นอาชีพที่คนดูถูกว่าต่ำต้อย ผมต้องการอะไรมากกว่านั้น

ตอนนั้นอยากเป็นอะไร

ตามในอุดมคติของวัยหนุ่มสมัยนั้น อยากเป็นครูชนบทไปอยู่บนดอย แต่ก็เป็นเพียงแค่อุดมคติ เอาเข้าจริงผมก็คงทำไม่ได้ ผมอาจจะได้รับการซึมซับบรรยากาศในรามฯ มาก็ได้ ผมยังทันยุคหนุ่มสาวในวัยแสวงหา ได้รับรู้รับฟังมาบ้าง

ใครเป็นต้นแบบกวี

มันเริ่มต้นมาจากเพลงลูกทุ่ง ครูไพบูลย์ บุตรขัน เป็นหลัก คนอื่นเช่น สุรพล สมบัติเจริญ เบญจมินทร์ จูเลี่ยม กิ่งทอง ครูเพทาย ทางใต้ เป็นต้นแบบที่แท้จริง แต่จะละเลย เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ สถาพร ศรีสัจจัง ไม่ได้เลย รวมทั้งนักกลอนเก่าๆ ทุกอย่างผสมผสานกลายเป็นน้ำเสียงของผม

เคยดูนักร้องลูกทุ่งคนไหนบ้างที่ประทับใจ

สายัณห์ สัญญา เขามาเล่นวิกเฉลิมไทย ในตลาดกิมหยง เมื่อก่อนผมอยู่แถวนั้น โตขึ้นมาหน่อยมีวงสตริง แกรนด์เอ็กซ์มาเล่น ผมซื้อบัตรเข้าไปดูเลย มาเรียนรามฯ ได้ดูอีกหลายวง

ขายบะหมี่ไปด้วย เขียนกวีไปด้วย สับสนไหม

ไม่ครับ ผมเป็นอัจฉริยะ แยกสมองซ้ายขวาได้ หูฟังลูกค้า บะหมี่น้ำสองก้อน เป็ดตุ๋น แต่สมองผมกำลังเขียนบทกวี หูของผมจะฟังเสียงของสมองนั้น ว่างผมก็จะรีบไปนั่งที่โต๊ะของผม จดๆ ผมเป็นคนขี้ลืมอย่างร้ายกาจ ลูกค้าจะคุ้นชินตากับภาพผมนั่งหน้าร้าน จดยิกๆ ลูกค้าบางคนสงสัย เรียนอะไรต่อ เขียนอะไร บางทียิ้มตอบไป บางคนที่สนิทกันจริงๆ มีรสนิยมอ่านหนังสือเหมือนกันจะรู้เราเป็นกวี นักเขียน มันไม่ใช่เรื่องน่าอาย เขาถามผมก็จะบอกว่า ผมเขียนบทกวีอยู่ ลูกค้าร้านผมมีหลายรูปแบบ บางทีผมต้องตอบปัญหาชีวิตด้วย สามีมีเมียน้อย ลูกเกเรอะไรพวกนี้ รับฟังปัญหาลูกค้าด้วย

ชอบฟังเพลง ถ้าไม่ได้เป็นกวี เคยคิดอยากเป็นนักร้องบ้างไหม

ผมร้องเพลงไม่เป็น เพี้ยนตลอด แต่เขียนเพลงได้ ใช้กีตาร์หาเมโลดี้ แล้วให้เพื่อนที่มีความรู้ใส่ทำนอง เรียบเรียงเสียงประสาน ใส่ดนตรี เคยทำเดโมไปแล้ว 95 เปอร์เซ็นต์แต่ยังไม่เคยเผยแพร่ ตอนนี้กำลังคิดว่าจะเสนอที่ไหนดี ผมแต่งเพลงไว้หลายแนว ทั้งลูกทุ่ง เมื่อก่อนเคยเร่ขายแต่ไม่มีใครเอา ตอนนี้ถ้าขายคงคิดแพงหน่อย เพราะผมได้ซีไรต์แล้ว

เหนื่อยไหม ขายบะหมี่ไป เขียนกวี

ทุกงานมันเหนื่อยหมดแหละครับ

แต่การงานของคุณมันขัดแย้งกันมาก

ใช่ครับ อย่างที่ว่าการงานทุกอย่างมันเหนื่อยหมด แม้แต่งานที่เราไม่อยากทำ ไม่หนื่อยกาย เรายังเหนื่อยใจ แต่ในเมื่อผมเลือกที่จะขายก๋วยเตี๋ยว เขียนบทกวีไปด้วย ผมต้องสร้างความสุขให้ตัวเอง ลวกก๋วยเตี๋ยวไป เขียนหนังสือไปอย่างละเมียดละไม

เคยบอกกับตัวเองไหมว่าเราเป็นกวี

บอกครับ เราต้องบอกตัวเอง ว่าเราเป็นกวี ในชีวิตเราต้องมีสิ่งเชื่อมั่นสักอย่าง มีคนคิดว่าผมพูดเล่นๆ ว่า ผมเชื่อว่าผมรูปหล่อ นั่นคือการสร้างความเชื่อมั่นให้ตัวเองเพื่อทรงตัวยืนอยู่ในโลกนี้ เพียงแต่ว่าในการหาความเชื่อมั่นนั้นต้องมีสติด้วย เราต้องมีสติกำกับอยู่เสมอ

แสดงว่ามั่นใจในงานแต่ละชิ้นมากว่าต้องโดน

มั่นใจครับ เพราะผมเกลาแล้วเกลาอีก อ่านแล้วอ่านอีก จนพอใจสูงสุดในห้วงขณะนั้น ส่งเสร็จแล้วมาดูอีกที แก้ใหม่ บางทีไม่เอาเลยทั้งชิ้น บางทีผมเขียนสองสามชิ้นพร้อมๆ กัน ผมทำได้

นานที่สุดใช้เวลากี่วัน

บางชิ้นเขียนทิ้งไว้เป็นสิบปี เขียนหัวไว้สองสามบท ทิ้งจนลืม มาเปิดเจอเฮ้ยได้ประเด็นมุมมองใหม่ เขียนต่อ ตอนนี้ในร้านผมมีสมุดจดบทกวีเป็นสิบๆ เล่ม เขียนครบทุกหน้าด้วยลายมือ คนอื่นอ่านไม่ออก ผมเองยังต้องมานั่งแกะทีละตัว

ช่วงเริ่มเขียนบทกวี เคยได้ยินคำตัดพ้อว่ากวีตายแล้วบ้างไหม

กวีบ้านเราไม่มีตาย ไทยเป็นประเทศกวี เรามีกวีอยู่มากมาย อย่ากังวลว่ามันจะตาย กวีมีการสืบทอด สืบรุ่น แต่ละคนก็พยายามดิ้นหาอัตลักษณ์ตัวเองออกมานำเสนอ กวีประเทศนี้ไม่มีทางตาย และจะยืนหยัดไปจนสิ้นชาติ สิ้นโลก

แต่มันก็ผ่านพิสูจน์แล้วว่าขายยาก

มันมีหลายองค์ประกอบ ตัวกวี ระบบการศึกษา สังคม ทุนนิยม โลกาภิวัตน์ การเมือง มีส่วนทั้งนั้น แต่มันเกินแรงที่กวีคนหนึ่งจะออกมาขับเคลื่อนตรงนี้ได้ แต่กวีแก้ปัญหาตรงนี้ได้ ด้วยการตั้งคำถามที่ว่า กวีกำลังเขียนอะไรอยู่ ทำไมคนไม่อ่าน นี้คือการพยายาม รีดเค้นศักยภาพตัวเองออกมา เพื่อสื่อสารกับเพื่อนมนุษย์ในประเทศนี้ด้วยน้ำเสียงของบทกวี ถ้ากวีแต่ละคนตอบคำถามตรงนี้ได้ สักวันหนึ่งการอ่านบทกวีจะเข้มแข็ง ครั้งหนึ่งบทกวีขายได้มหาศาล จู่ๆ ตกฮวบจนแทบจะสูญหายไปจากประเทศนี้ มันเกิดจากอะไร กวีต้องตอบคำถามนี้ก่อน หารากเหง้าปัญหานั้นให้เจอ

การเคลื่อนไหวของกลุ่มประชาคมวรรณกรรม คุณคิดเห็นอย่างไร

ยืนยันอีกครั้ง ใครก็มีสิทธิ์ที่จะแสดงความคิดเห็นได้ทั้งนั้น วงการนี้พี่น้องร้องเพลงกัน ไม่มีโกรธเคือง เพียงแค่แสดงความเห็น กับพี่กานติ ณ ศรัทธา วรภ วรภา, วิสุทธิ์ ขาวเนียม ในกลุ่ม “คลื่นใหม่” ผมสนิทหมด มีกิจกรรมอะไร ยินดีไปร่วม บางทีเขาลืม ผมเสนอหน้าไปเองเลย

ตารางชีวิตของคุณทุกวันนี้ เป็นอย่างไร

ผมตื่นแต่ตีห้าทุกเช้า ไปตลาด กลับมาเตรียมของขาย เส้นบะหมี่เมื่อก่อนทำเอง ตอนนี้ให้น้องๆ ทำ ผมจะอยู่หน้าร้านลวกบะหมี่ไป หน้าผมรับแขกอยู่แล้ว ขายของไปด้วย เขียนกวีไปด้วย สี่ห้าโมงเย็นเก็บร้าน เมื่อก่อนไม่เตะบอลก็เล่นเน็ต ตอนนี้เล่นแต่เน็ต เพราะเล่นบอลวิ่งไล่เด็กไม่ไหว สองทุ่มจะอยู่หน้าคอมพ์ ถ้าไม่ได้เล่นเน็ตผมก็นั่งเขียนงาน สี่ห้าทุ่มเข้านอน

มองคนในชุมชนไซเบอร์อย่างไร

ผมเริ่มท่องเน็ตเว็บหลุดโลกในยุคคลาสสิค หลุดโลกเป็นเว็บของคนอีกกลุ่ม ที่ต้องการปลดปล่อยความเคร่งเครียดแต่ละวัน แต่ในนั้นจะมีงานเขียนดีๆ ที่ไม่น่าเชื่อ ทั้งเรื่องสั้น บทกวี หลายคนน่าทึ่งมาก เพียงแต่เรื่องไม่สามารถตีพิมพ์ตามสื่อได้ แต่ลีลาการใช้ภาษาได้เลย สำหรับผม เน็ตก็แค่ของเล่น ผมเปิดเว็บไซต์ (www.softganz.com/meeped/index.php) เพื่อเก็บงาน แต่มีบอร์ด ให้น้องๆ เพื่อนๆ เข้ามาคุย เล่นหัวกัน กวี นักเขียนไม่ได้ยิ่งใหญ่ไปกว่าคนอื่นหรอก เว็บไซต์ คือ การงานอย่างหนึ่ง

กับเล่มนี้ “โลกในดวงตาข้าพเจ้า” ใช้เวลากับมันมากแค่ไหน

เยอะ แก้ไขเยอะ บางทีแก้แล้ว พี่เวียง-วชิระ บัวสนธ์ บ.ก.ส่งมาให้อ่าน ผมก็แก้กลับไปอีกหลายครั้ง จนพี่เวียงบอกเอาให้แน่ อันไหนใหม่สุดของมึง จะได้พิมพ์เสียที คือ ผมเป็นคนแก้งานตัวเองตลอด เห็นข้อบกพร่องในงานตัวเองทุกครั้ง อ่านเมื่อใดก็เจอ พี่เวียงเป็นบ.ก.ที่ทำงานด้วยแล้วสนุก สมกับที่เป็น “ดอน” เราคุยกันตลอด งานชุดนี้จึงออกมาสมบูรณ์ บ.ก.มองเห็นว่างานเรามีอะไรอยู่ แล้วดึงตรงนั้นออกมาอย่างมีเอกภาพและพลัง

นอกจากเรื่องสั้นที่ออกมาแล้ว ตอนนี้กำลังเขียนอะไร

กำลังวางโครงเรื่องนิยายเกี่ยวกับปัญหาชายแดนใต้ แตกแขนงจากเรื่องสั้นเรื่องหนึ่งของผม นิยายเรื่องนี้ จะจับประเด็นความแตกแยกระหว่างพุทธกับมุสลิม ผมอยากจะบอกว่า เราถูกปลูกฝังความคิดให้เกลียดมุสลิมมาตั้งแต่ครั้งสังคมศักดินา โดยที่เราไม่เคยตั้งคำถามว่า ทำไมต้องเหยียดหยามเขา เรื่องนี้เป็นปัญหายาวนานมากแล้ว ควรจะถูกหยิบยกมาพูดบ้าง เพื่อละลายความเกลียดชังซึ่งกันและกัน ถ้าการได้ซีไรต์ทำให้ผมเสียงดังพอที่จะไปละลายตรงนั้นผมก็ยินดีและดีใจมาก

แต่หลังจากนี้ยังต้องกลับไปขายหมี่เป็ดต่อ

ใช่ๆ ผมยังชอบขายก๋วยเตี๋ยวไป เขียนกวี และคุยกับลูกค้าไป หลายคนเป็นพี่เป็นเพื่อน ไม่ใช่แค่คุณซื้อ ผมขาย คุณกิน ผมล้างถ้วย ยังเป็นลักษณะการค้าแบบยุคเก่า ที่ทุนนิยมสมัยใหม่ ไม่คิดว่ามันจะเป็นไปได้ ลูกค้าบางคนความเห็นทางการเมืองไม่ตรงกัน ทะเลาะกันก็มี แต่ยังเป็นเพื่อนกัน ยืมเงินกันก็มี

ผมยังมีความสุขกับการยืนลวกก๋วยเตี๋ยวขายและคุยกับลูกค้าไปด้วย

“กลายเป็นการงานอันแสนสุข

ตื่นปลุกเบิกบานในหน้าที่

วันเป็นวันเดือนเป็นเดือนปีเป็นปี

คนขายบะหมี่จะไปนิพพานแล้ว!”

(บทกวี “นิพานในร้านหมี่เป็ดศิริวัฒน์”, จากเล่ม “โลกในดวงตาข้าพเจ้า”)

ผลงาน มนตรี ศรียงค์

1.รวมบทกวี “ดอกฝัน ฤดูฝนที่แสนธรรมดา” (2541)

2.รวมบทกวีทำมือ “การพังทลายของทางช้างเผือก” (2549)

3.รวมบทกวี “ดอกตะแบกเริ่มบาน” (2550)

4.รวมเรื่องสั้น “THE DUCKDUCK”S MANIFESTO! : มาจากร้านหมี่เป็ดศิริวัฒน์” (2550)

5.รวมบทกวี “โลกในดวงตาข้าพเจ้า” (2550)

ชนา ชลาศัย

ทางออกวิกฤต”ไฟใต้” ในทัศนะผู้นำมุสลิมอินโดฯ

sam.jpg

เมื่อเร็วๆ นี้ กระทรวงการต่างประเทศเชิญ ศ.ดร.เอ็ม ดิน ซัมซูดิน ประธานองค์กร มูฮัมมาดิยาห์ องค์กรมุสลิมใหญ่อันดับ 2 ของประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งมีสมาชิก 35 ล้านคน มาเยือนประเทศไทย เพื่อลงพื้นที่สำรวจสถานการณ์ “ไฟใต้”

ในการนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภูมิพลอดุลยเดช พระราชทานพระราชวโรกาสให้ศ.ดร.ซัมซูดิน เข้าเฝ้าฯ ณ พระราชตำหนักจิตรลดารโหฐาน

ก่อนเดินทางกลับอินโดนีเซีย ศ.ดร.ซัมซูดิน ยังได้เข้าหารือกับพล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรี และพล.อ.สนธิ บุญรัตกลิน ประธานคมช. และผบ.ทบ. เพื่อแลกเปลี่ยนทัศนะ รวมทั้งมอบข้อเสนอแนะในการแก้ปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ พร้อมให้สัมภาษณ์พิเศษ ซึ่งหนึ่งในทีมงาน ‘WhiteChair’ ได้มีโอกาสเข้าไปพูดคุยกับศ.ดร.ซัมซูดิน มีสาระสำคัญดังนี้

-ท่านลงพื้นที่จังหวัดใดและพบปะหารือกับใครบ้าง?

ศ.ดร.ซัมซูดิน : จังหวัดปัตตานี ได้พบกับทั้งผู้ว่าฯ ปัตตานี ยะลา นราธิวาส รวมถึงผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการบริหารชายแดนใต้ (ศอ.บต.) และผู้นำมุสลิมประมาณ 500-600 คน

ข้อสังเกตที่ได้จากการพูดคุย สอบถาม พบว่า ผู้นำมุสลิมในภาคใต้ส่วนใหญ่เป็นพวก “สายกลาง” ไม่นิยมความรุนแรง ไม่ได้สนับสนุนกลุ่มคนที่ก่อความรุนแรงทางภาคใต้ และพร้อมให้ความร่วมมือในการแก้ปัญหาอย่างสันติวิธี

ผู้นำมุสลิมในทางภาคใต้ต้องการให้รัฐบาลแก้ปัญหาด้วยแนวทาง “ซอฟต์เพาเวอร์” (แนวทางที่นุ่มนวล) เนื่องจากเป็นวิธีการที่ดีกว่าใช้กำลังทางทหาร และต้องการให้รัฐบาลให้ความช่วยเหลือคนทางภาคใต้ให้มากขึ้น ในเรื่องของการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านต่างๆ รวมถึงเรื่องของการศึกษา การพัฒนาคน

โดยภาพรวมแล้ว ขณะนี้การแก้ปัญหาภาคใต้ของไทยโดยสันติวิธีมีความเป็นไปได้มาก รัฐบาลจะต้องพยายามฉวยโอกาสนี้ทำให้เกิดขึ้นให้ได้ ก่อนที่โอกาสจะหายไป

– หลัก “สันติวิธี” ได้รับการพูดถึงว่าเป็นทางออกของปัญหา แต่สภาพจริงในพื้นที่นั้นปัญหาบานปลายไปมาก ยังเกิดเหตุรุนแรงรายวัน มีการจัดตั้งมวลชนมุสลิมมาปิดล้อมโรงพักเพื่อให้ปล่อยตัวผู้ต้องสงสัย ขณะที่ฝ่ายไทยพุทธก็ปิดถนนบ้างเพื่อตอบโต้ ฯลฯ ท่านมีข้อเสนอแนะอย่างไร?

ศ.ดร.ซัมซูดิน : ต้องทำทุกวิถีทางที่จะไม่ให้ปัญหานี้กลายเป็น “ข้อขัดแย้งระหว่างศาสนา” เพราะโดยพื้นฐานจากการสังเกตของผม ปัญหาภาคใต้โดยธรรมชาติของมันเองนั้นไม่ใช่ปัญหาทางศาสนา ฉะนั้นจึงต้องทำทุกทางเพื่อตัดการเชื่อมโยงกับศาสนาให้ได้

การจะดึงเอาความขัดแย้งด้านมิติศาสนาออกไป ก็ต้องเน้นการแก้ไขด้วยมาตรการดังที่กล่าวมาแล้ว

เช่น จัดทำโครงการพัฒนาเศรษฐกิจ สร้างความยุติธรรมในสังคม พยายามหลีกเลี่ยงการสร้างภาพความขัดแย้งทางศาสนา

ปัญหาภาคใต้ขณะนี้ไม่ใช่มีเฉพาะเรื่องศาสนาอย่างเดียว แต่ยังมีเรื่องของ “เชื้อชาติ” เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย เพราะคนนับถืออิสลามก็มีความผูกพันกับเชื้อชาติทางมาเลย์ อาจยิ่งทำให้ปัญหารุนแรงบานปลาย

ผู้นำศาสนาพุทธและอิสลามจะต้องจับมือกัน แก้ปัญหาร่วมกันโดยไม่มีการแบ่งแยกทางศาสนา แล้วก็มองว่าคนที่ก่อปัญหาเป็น “อาชญากร” ไม่ใช่พวกที่ทำเพื่อศาสนา

– ข้อมูลจากบางฝ่าย เช่น หน่วยข่าวกรอง มองว่า มีกลุ่มผู้ต้องการแบ่งแยกดินแดนอยู่จริง ไม่ว่าจะใช้แนวทางสันติวิธีขนาดไหน หรือใช้วิธีการใดๆ แก้ปัญหาก็ไม่มีวันยุติ?

ศ.ดร.ซัมซูดิน : ผมเห็นด้วยว่าการใช้แนวทางสันติวิธีโดยลำพังคงแก้ไขปัญหาไม่ได้ เพราะกลุ่มที่เป็นพวกแบ่งแยกดินแดน หรือที่มีอุดมการณ์ทางการเมืองก็จะขยายตัวใหญ่โตขึ้น

แต่ถ้าใช้แนวทาง “ฮาร์ด เพาเวอร์” (แนวทางปราบปรามอย่างแข็งกร้าว) เพียงอย่างเดียว ใช้ “ความรุนแรงสยบความรุนแรง” ก็จะยิ่งก่อให้เกิดความเกลียดชังกัน จึงไม่สามารถยุติวงจรที่แท้จริงของปัญหา

อย่างไรก็ตาม เราต้องให้น้ำหนัก-เปิดทางแก่แนวทางสันติวิธีให้มากขึ้น

การแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นต้องทำไปด้วยกัน เราจะใช้สันติวิธีอย่างเดียวคงไม่ได้ แต่ต้องมีการบังคับใช้กฎหมายที่มีประสิทธิภาพควบคู่ไปด้วย สิ่งเหล่านี้คือวิถีทางแก้ปัญหาแบบที่เรียกกันว่า “สายกลาง”

– ท่านได้หารือกับนายกฯ และผบ.ทบ. เรื่องใดและมีข้อเสนอแนะอะไรบ้าง?

ศ.ดร.ซัมซูดิน : 1.รัฐบาลไทยมีนโยบายชัดเจนว่าไม่ต้องการให้ปัญหาภาคใต้ถูกยกขึ้นไปสู่ระดับสากล ซึ่งก็ตรงกับความเห็นของผมว่า ปัญหานี้เป็นปัญหาภายในของไทย จากประสบการณ์ของอินโดนีเซียเองที่ผ่านมาก็แสดงให้เห็นแล้วว่า ปัญหากลุ่มแบ่งแยกดินแดนในจังหวัดอาเจะห์ รวมถึงปัญหาอะไรก็ตาม ความยุ่งยากมักมาจากการที่ “ต่างชาติ” เข้ามา

2.ปัญหาภาคใต้ คนก่อปัญหาไม่ใช่คนทั้งหมด เป็นแค่ “คนกลุ่มเล็กๆ”

3.ต้องเปลี่ยนกระบวนทัศน์ในการแก้ปัญหาแบบใหม่ โดยเน้นหนักลงไปที่แนวทาง “ซอฟต์ เพาเวอร์” เน้นการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การพัฒนาคน ซึ่งท่านผบ.ทบ.ก็บอกว่าได้ดำเนินการตามแนวทางนี้อยู่ อาทิ ให้ทุนนักเรียนภาคใต้ 3,000 คนไปเรียนพยาบาล

4.”ต่างชาติ”ก็มีส่วนสนับสนุนการแก้ปัญหาภาคใต้ของไทยในทางบวกได้ แต่ควรต้องเข้ามา”ทางอ้อม”หมายความว่า ให้ตัวอย่างที่ดีสำหรับแก้ปัญหา หรืออาจจัดให้คนในภาคใต้ได้ไปเรียนรู้แนวทางแก้ปัญหาที่เคยเกิดขึ้นในชาติเหล่านั้น โดยเฉพาะประเทศที่มีวัฒนธรรม-ศาสนาเดียวกัน เพื่อดูว่าสามารถนำตัวอย่างการแก้ปัญหามาใช้กับประเทศไทยได้อย่างไร

5.สาเหตุหนึ่งของปัญหาไฟใต้ก็คือ มีความไม่ไว้วางใจกันระหว่างรัฐบาลกลางกับคนในพื้นที่ค่อนข้างสูง ดังนั้น ถ้าไทยสามารถนำมิตรประเทศมุสลิมที่มีแนวความคิดคล้ายๆ กับรัฐบาลไทยอยู่แล้ว เข้ามาช่วยพูดช่วยทำให้เกิดผลบวก

– บางฝ่ายเสนอว่าการตั้ง “เขตปกครองพิเศษ” อาจช่วยแก้ปัญหาระยะยาว?

ศ.ดร.ซัมซูดิน : การให้เขตปกครองตนเองเป็นปัจจัยเสริม ไม่ใช่ปัจจัยหลักในการแก้ปัญหา ถ้าให้อำนาจปกครองตนเองไปแล้ว แต่รัฐบาลชุดใหม่ที่เข้ามาไม่มีศักยภาพในการสร้างความเจริญรุ่งเรือง กินดีอยู่ดีให้กับประชาชน ปัญหาก็จะยังคงอยู่ต่อไป สิ่งสำคัญ คือ จะทำให้คนใต้ได้รับสิทธิเท่าเทียมกับคนเหนือ หรือคนภาคอื่นๆ ได้อย่างไร

เราต้องทำให้คนใต้มีความรู้-ความสามารถเท่าเทียมกับคนอื่นๆ เพราะถ้านักเรียนในภาคใต้ จบมาด้วยวุฒิการศึกษาต่ำ ก็ย่อมแข่งขันกับพี่น้องพลเมืองร่วมชาติคนอื่นๆ ไม่ได้ ซึ่งจะก่อให้เกิด “ปมด้อย” เมื่อสิ่งนี้หลอมรวมเข้ากับความแตกต่างทางชาติพันธุ์ จะยิ่งจุดชนวนโหมเพลิงแห่งความไม่สงบทางสังคมให้เกิดขึ้นมา

นอกเหนือจากการดูแลสิทธิของประชากรทั้งภาคใต้กับภาคอื่นๆ โดยเท่าเทียมกันแล้ว การพัฒนาทำให้ปากท้องประชาชนอิ่มก็เป็นเรื่องสำคัญ เพราะถ้าคนท้องหิวเมื่อไหร่ ปัญหาเรื่องศาสนา เรื่องเชื้อชาติที่แตกต่าง ก็จะยิ่งเป็นปัจจัยเสริมกระตุ้นให้ปัญหาบานปลาย

เราต้องพยายามทุกทางไม่ให้คนในภาคใต้เกิด “ปมด้อยในจิตใจ” รู้สึกว่าตนเองได้รับอะไรๆ น้อยกว่าคนภาคกลาง หรือคนภาคอื่นๆ จึงต้องมีการพัฒนาเพื่อสร้างความเท่าเทียมกันและลดช่องว่าง เช่น เรื่องของการศึกษาก็ควรสร้างโรงเรียนที่ดี ที่ทันสมัย ให้กับคนมุสลิมทางภาคใต้ให้มากขึ้น ให้เทียบเท่ากับโรงเรียนของคนภาคอื่นๆ

ทำให้พวกเขารู้สึกว่ากำลังอาศัยอยู่ในบ้านหลังเดียวกัน

‘วันเสาร์’