ในทรรศนะของ”กิมย้ง”

col18091050p1.jpg

วงการนวนิยายกำลังภายในเวลานี้ แม้จะเป็นยุคของ “หวงอี้” แต่นักอ่านรุ่นใหม่จะละเลยปรมาจารย์ “กิมย้ง” ไม่ได้เด็ดขาด“กิมย้ง” ผู้ประพันธ์ “มังกรหยก” และเรื่องเด่นๆ อีกหลายสิบเรื่อง เขียนนวนิยายกำลังภายในตั้งแต่ปี 2498-2515 กว่า 50 ปีสร้างสรรค์ผลงานไว้ 36 เล่ม เรื่องยาว 12 เรื่อง เรื่องขนาดกลาง 2 เรื่อง ขนาดสั้น 1 เรื่อง บันทึกบุคคลและบทความอีกบางส่วน ในนวนิยาย “จิ้งจอกภูเขาหิมะ” ฉบับปรับปรุงใหม่ในวาระ 50 ปี กิมย้งแสดงทรรศนะการเขียนนวนิยายกำลังภายในไว้อย่างคมคายลึกซึ้ง

กิมย้ง บอกว่า เรื่องกำลังภายในก็เหมือนกับนวนิยายแนวอื่น คือ เขียนถึงคนเช่นกัน เพียงแต่ใช้ฉากยุคโบราณ ตัวละครมีวิทยายุทธ์ เค้าโครงเรื่องเน้นหนักไปที่การต่อสู้ช่วงชิง รุนแรงแต่มีรูปแบบพิเศษ คือแสดงออกถึงจิตใจคนถ้าเปรียบเทียบกับนักประพันธ์เพลงหรือผู้อำนวยการเพลง หากต้องการแสดงอารมณ์อย่างหนึ่ง จะสื่อผ่านเปียโน ไวโอลิน ซิมโฟนี หรือการขับร้อง จิตรกรสื่อผ่านภาพสีน้ำมัน ภาพสีน้ำ ภาพหมึกจีนหรือภาพพิมพ์

ปัญหาไม่ได้อยู่ที่รูปแบบการแสดงออก

หากแต่ฝีมือการแสดงออกดีหรือไม่ สามารถสื่อสารกับจิตใจของนักอ่าน ผู้ฟังหรือผู้ชมสร้างความรู้สึกร่วมของพวกเขาได้หรือไม่

นวนิยายเป็นรูปแบบทางศิลปะอย่างหนึ่ง มีทั้งศิลปะที่ดีและศิลปะที่ไม่ดี

ดีหรือไม่ดี ในทางศิลปะจัดอยู่ในขอบเขตของความงาม หาได้จัดอยู่ในขอบเขตของความเป็นจริงหรือความดีงามไม่ บรรทัดฐานที่ใช้ตัดสินความงามอยู่ที่ความงาม อยู่ที่อารมณ์ความรู้สึก หาใช่ความเป็นจริงหรือความไม่เป็นจริงตามหลักวิทยาศาสตร์ไม่ (ซึ่งในทางสรีรศาสตร์กับวิทยาศาสตร์ยังไม่ทราบว่าวิทยายุทธ์มีความเป็นไปได้หรือไม่)

ทั้งไม่อาจตัดสินว่าเป็นผลดีหรือไม่ดีทางด้านศีลธรรม มีราคาหรือไร้ค่าทางด้านเศรษฐกิจ หรือว่าเป็นผลดีหรือผลเสียสำหรับผู้ปกครองบ้านเมือง

แน่นอนไม่ว่าผลงานศิลปะแขนงใดล้วนมีผลสะท้อนต่อสังคม สามารถใช้ผลสะท้อนที่มีต่อสังคมเป็นเครื่องวัดคุณค่า หากทว่านั่นเป็นการประเมินค่าอีกชนิดหนึ่ง

นักเขียนทุกคนย่อมมุ่งหวังให้ผู้อ่านชื่นชอบในผลงาน

กิมย้งก็เช่นกันเขาบอกว่า สิ่งที่ยินดีที่สุดคือนักอ่านรักชอบหรือเกลียดชังตัวละครบางตัวในนวนิยาย ถ้าเกิดความรู้สึกเช่นนั้น แสดงว่านักอ่านเกิดความผูกพันกับตัวละครในนวนิยายเแล้ว

ความคาดหวังอย่างเอกอุของคนเขียน ไม่มีอะไรเกินกว่าการสร้าง สรรค์ตัวละครให้เป็นบุคคลที่มีชีวิตมีเลือดเนื้อในจิตใจของนักอ่านอีกแล้ว

กิมย้งกล่าวตอนหนึ่งอย่างน่าประทับใจว่า

จุดประสงค์หนึ่งของการเขียนเรื่องกำลังภายใน คือต้องการสลักเสลาลักษณะนิสัย บรรยายถึงความยินดีหม่นหมอง ความหรรษาโศกศัลย์ในผู้คน นวนิยายไม่ต้องการสื่อถึงอะไร ถ้าหากมีการประณามต้องเป็นด้านมืดที่ต่ำช้าในนิสัยใจคอผู้คน

“ข้าพเจ้าเห็นว่ามุมมองทางการเมือง กระแสความคิดทางสังคมมักเปลี่ยนไปตามกาลเวลา

แต่นิสัยใจคอของคนน้อยครั้งจะเปลี่ยนแปลง!?

ชนา ชลาศัย

คิดถึง’จรัล’

jaran.jpg 

หนังสือ “อื่อ..จา..จา จรัล มโนเพ็ชร” พิมพ์ครั้งแรกเมื่อเดือนก.ย.2527 โดยนิตยสาร “เพื่อนเดินทาง” ช่วงนั้นจรัลกำลังโด่งดังสุดขีด นับตั้งแต่ผลงานชุดแรก “โฟล์คซองคำเมือง ชุดอมตะ 1” ออกวางตลาดเมื่อปี 2520หนังสือเล่มนี้ “สิเหร่” และ “ฌาน” ร่วมกันเรียบเรียง ประกอบด้วยบทสัมภาษณ์เบื้องหลังการทำเพลงโฟล์คซองคำเมืองและผลงานเพลงตั้งแต่ชุดแรก จนถึงชุดหลังสุดที่ออกมาในช่วงนั้น คือ “เอื้องผึ้ง จันผา”

บุคคลสำคัญที่มีส่วนผลักดันหรือจะเรียกว่าค้นพบจรัลก็ว่าได้ คนนั้นคือ มานิต อัชวงศ์ เจ้าของร้านเทปในเชียงใหม่ ซึ่งต่อมากลายเป็นผู้จัดการส่วนตัวจนถึงวาระสุดของจรัล มโนเพ็ชร

จรัลเล่าถึงจุดกำเนิดโฟล์คซองคำเมืองว่า ประมาณเดือนม.ค.20 ไปเล่นดนตรีงานวันเกิดเพื่อน เล่นกันคนละเพลง มาถึงผมเป็นคนสุดท้าย ก็ไม่มีเพลงจะเล่นแล้ว เลยงัดเอาเพลง “น้อยใจยา” ขึ้นมาเล่น พอร้อง เจ้าของวันเกิดกับแม่ของเพื่อนลุกขึ้นรำ

ทุกคนร้องตามได้เป็นบางช่วง บางวรรค แต่ส่วนใหญ่ฮัมทำนองได้หมด ผมจึงรู้ว่าเพลงพวกนี้มันอยู่ในจิตใจของทุกคน ถึงแม้ว่าพวกเขาจะเล่นเพลงสากลกันอยู่ก็ตาม

คืนนั้น คุณมานิต อัชวงศ์ ไปในงานเลี้ยงด้วย ก็เลยชวนผมทำเพลงคำเมือง”

มานิตเล่าถึงเหตุการณ์เดียวกันว่า พบกับจรัลในลักษณะที่แปลกมาก จำได้ดีวันนั้น 10 ม.ค.20 ในงานวันเกิดเพื่อนคนหนึ่ง

“ผมเดินขนลุกเกรียวเข้าไปในงาน ใครนะร้อง “น้อยใจยา” ได้ขนาดนี้”

นั่นคือจุดเริ่มต้นของผลงานชุด “โฟล์คคำเมือง” ที่ออกขายในวงแคบๆ ในเมืองเชียงใหม่ เมื่อประมาณกลางปี 2520 ซึ่งมีแต่เทปเท่านั้น

ปอน เสวก เขียนไว้ว่า จรัล มโนเพ็ชร เป็นคนหนุ่มจากลานนาที่มีหลายๆ อย่าง อันเป็นสิ่งดีเฉพาะตัว ไม่ว่าจะเป็นความมุ่งมาดปรารถนาเผยแพร่ความเป็นลานนาออกไปให้คนไทยทั้งแผ่นดินได้รู้จัก

ไม่ว่าจะเป็นความใส่ใจไยดีต่อเด็กๆ รวมถึงการให้เกียรติต่อคนอื่นๆ และด้วยสายตากว้างไกล ด้วยจิตใจที่มองลึกลงไปถึงชีวิตคน อย่างที่ปรากฏในเพลง “อุ๊ยคำ” หรือในเพลง “ลุงต๋าคำ” แม้กระทั่งเพลง “ตากับหลาน”

ผมคงเขียนถึงจรัล มโนเพ็ชร ได้ไม่มาก แต่การที่สิเหร่ ได้พยายามเรียบเรียงเรื่องราวส่วนหนึ่งของเขาออกมา จนเป็นหนังสือเล่มนี้ จะช่วยให้ผู้อ่านรู้จักและเข้าใจในความเป็นจรัล มโนเพ็ชร ได้ดี

จะบอกอย่างไรดีว่า ทั้งหมดนี้ใน “อื่อ..จา..จา” เล่มนี้ มีความพยายามของชายหนุ่มสองคนแฝงเร้นอยู่

คนหนึ่งคือ จรัล มโนเพ็ชร และอีกคนหนึ่งคือ สิเหร่ และผมเชื่อมั่นว่าความพยายามอย่างมากของชายหนุ่มคู่นี้ ซึ่งชายหนุ่มคนหนึ่งมาจากลานนา และอีกคนหนึ่งมาจากปักษ์ใต้ เพื่อจะมาพานพบกันที่กึ่งกลางระหว่างทาง ที่กรุงเทพมหานครนี้

ในที่สุดจะกลายเป็นตำนานของชีวิตไป…”

จรัล มโนเพ็ชร เสียชีวิตเมื่อเช้ามืดวันที่ 3 ก.ย.2544

แม้ตัวตาย แต่บทเพลงของเขายังอยู่และจะเป็นตำนานตลอดไป

ชนา ชลาศัย