‘พรรคสตรีโปแลนด์’-นู้ดเพื่อชาติ!

women-party.jpg

  แวดวงการเมือง “โปแลนด์” บังเกิดสีสันสั่นสะท้านสะเทือนเส้นศีลธรรม
  ภายหลังจากพรรคการเมืองน้องใหม่ “พรรคสตรี” (ปาเตีย โคเบียต : พีเค) ขึ้นป้ายรณรงค์หาเสียงสุดเร้าใจ
  จับสมาชิกร่างกายเปลือยเปล่า 7 คน มาถ่ายแบบโปสเตอร์หาเสียง ท้าทายทัศนคติ “อนุรักษ์นิยม” ของคนโปแลนด์รุ่นเก่า
  “มานูเอลา เกรตคอฟสกา” ประธานพรรคพีเค เผยเบื้องหลังว่า
  สาเหตุที่ตัวเธอกับเพื่อนสมาชิกอีก 6 คนลุกขึ้นมาปลดผ้าถ่าย “นู้ด” หาเสียง ถ้ามองแบบฉาบฉวยอาจหาว่าต้องการ “ขายเซ็กซ์”
  แต่เนื้อหาเบื้องลึกที่แท้จริงที่ต้องการสื่อสารไปยังประชาชนโปแลนด์ ก็คือ
  “เราไม่มีอะไรปิดบังซ่อนเร้นต่อประชาชน!”
  “โปสเตอร์ชิ้นนี้ตั้งใจทำขึ้นมาเพื่อทำลายภาพพจน์ทางการเมืองเก่าๆ ที่ถูกครอบงำโดยพวกผู้ชายใส่สูทเคร่งขรึม และไม่เคยมีแก่นสารอะไรเลย” มานูเอลาให้สัมภาษณ์สำนักข่าวเอเอฟพี

  มานูเอลาก่อตั้งพรรคสตรี หรือพรรคพีเค ขึ้นมาเมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา ชูคำขวัญ ซึ่งเป็นจุดขายหลักของพรรค
  “พรรคเพื่อผู้หญิง…โปแลนด์คือผู้หญิง!”
  ปัจจุบันมีสมาชิกหญิงล้วนเข้าร่วมประมาณ 1,500 คน
  ในจำนวนนี้บางคนเป็นสตรีที่มีฐานะทางสังคมสูง เข้าข่ายคนดังระดับประเทศ เช่น “คริสเตียนา แจนดา” นักแสดง และ “แอกเนียสกา ไรลิก” แชมป์มวยหญิงรุ่นจูเนียร์เวลเตอร์เวต
  “เราคือผู้หญิงที่มีความงดงาม เปิดเผย ภาคภูมิใจในตัวเอง เราเป็นคนตรงไปตรงมาและจริงใจทั้งทางร่างกายและจิตใจ การรณรงค์ครั้งนี้ของเราไม่ใช่การขายภาพอนาจาร…
  “ลองมองดูหน้าตาของเราแล้วจะเห็นว่าเต็มไปด้วยความฉลาดเฉลียวสมภาคภูมิและใส่ใจต่อสังคม” มานูเอลาบอกอย่างนั้น

  แม้ยุคสมัยคอมมิวนิสต์ครองเมืองจะได้ผ่านพ้นไปจากสังคมโปแลนด์แล้ว
  แต่สถานการณ์ทางการเมืองก็ยังเหมือนตกอยู่ในเงาทะมึน
  ฝ่ายผู้ใช้อำนาจรัฐยังคงใช้ “ตำรวจลับ” เป็นเครื่องมือสอดส่องจัดการกับฝ่ายตรงข้าม
  ข่าวอื้อฉาวเกี่ยวกับการ “ทุจริตคอร์รัปชั่น” ในวงการเมืองผุดขึ้นเป็นระยะๆ
  และอาจถือว่าสถานการณ์ใช้อำนาจในทางมิชอบนั้นเริ่มรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อสองพี่น้องฝาแฝด “เลช” กับ “ยอซลัว คาซินสกี้” ขึ้นปกครองโปแลนด์เมื่อปี 2548 ผ่านตำแหน่งประธานาธิบดีและนายกรัฐมนตรี ตามลำดับ
  มานูเอลาประกาศว่า ถ้าผู้สมัครจากพรรคพีเคมีโอกาสเข้าไปนั่งในสภา ภารกิจสำคัญที่จะเร่งทำได้แก่

1.หาทางยกระดับสถานะของสตรีโปแลนด์ให้ดีขึ้น
2.เปิดเผยข้อมูล-เอกสารการทำงานสกปรกของอดีตตำรวจลับทั้งหลาย

  อย่างไรก็ตาม ความฝันของมานูเอลาก็ใช่จะเป็นจริงง่ายๆ เนื่องจากผลสำรวจความนิยม (โพล) ล่าสุดพบว่า ได้คะแนนนิยมเพียง 3 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น
  ยังห่างจากเกณฑ์คะแนนเลือกตั้งขั้นต่ำไปอีก 2 เปอร์เซ็นต์ ถึงจะมีสิทธิมีในส.ส.ในสภา
  “เราถือว่าผลโพลที่ออกมานั้นดีมาก และมีที่ว่างให้เราสู้ต่อไป” ประธานพรรคพีเคกล่าวด้วยความมั่นใจ!

‘วันเสาร์’

ในทรรศนะของ”กิมย้ง”

col18091050p1.jpg

วงการนวนิยายกำลังภายในเวลานี้ แม้จะเป็นยุคของ “หวงอี้” แต่นักอ่านรุ่นใหม่จะละเลยปรมาจารย์ “กิมย้ง” ไม่ได้เด็ดขาด“กิมย้ง” ผู้ประพันธ์ “มังกรหยก” และเรื่องเด่นๆ อีกหลายสิบเรื่อง เขียนนวนิยายกำลังภายในตั้งแต่ปี 2498-2515 กว่า 50 ปีสร้างสรรค์ผลงานไว้ 36 เล่ม เรื่องยาว 12 เรื่อง เรื่องขนาดกลาง 2 เรื่อง ขนาดสั้น 1 เรื่อง บันทึกบุคคลและบทความอีกบางส่วน ในนวนิยาย “จิ้งจอกภูเขาหิมะ” ฉบับปรับปรุงใหม่ในวาระ 50 ปี กิมย้งแสดงทรรศนะการเขียนนวนิยายกำลังภายในไว้อย่างคมคายลึกซึ้ง

กิมย้ง บอกว่า เรื่องกำลังภายในก็เหมือนกับนวนิยายแนวอื่น คือ เขียนถึงคนเช่นกัน เพียงแต่ใช้ฉากยุคโบราณ ตัวละครมีวิทยายุทธ์ เค้าโครงเรื่องเน้นหนักไปที่การต่อสู้ช่วงชิง รุนแรงแต่มีรูปแบบพิเศษ คือแสดงออกถึงจิตใจคนถ้าเปรียบเทียบกับนักประพันธ์เพลงหรือผู้อำนวยการเพลง หากต้องการแสดงอารมณ์อย่างหนึ่ง จะสื่อผ่านเปียโน ไวโอลิน ซิมโฟนี หรือการขับร้อง จิตรกรสื่อผ่านภาพสีน้ำมัน ภาพสีน้ำ ภาพหมึกจีนหรือภาพพิมพ์

ปัญหาไม่ได้อยู่ที่รูปแบบการแสดงออก

หากแต่ฝีมือการแสดงออกดีหรือไม่ สามารถสื่อสารกับจิตใจของนักอ่าน ผู้ฟังหรือผู้ชมสร้างความรู้สึกร่วมของพวกเขาได้หรือไม่

นวนิยายเป็นรูปแบบทางศิลปะอย่างหนึ่ง มีทั้งศิลปะที่ดีและศิลปะที่ไม่ดี

ดีหรือไม่ดี ในทางศิลปะจัดอยู่ในขอบเขตของความงาม หาได้จัดอยู่ในขอบเขตของความเป็นจริงหรือความดีงามไม่ บรรทัดฐานที่ใช้ตัดสินความงามอยู่ที่ความงาม อยู่ที่อารมณ์ความรู้สึก หาใช่ความเป็นจริงหรือความไม่เป็นจริงตามหลักวิทยาศาสตร์ไม่ (ซึ่งในทางสรีรศาสตร์กับวิทยาศาสตร์ยังไม่ทราบว่าวิทยายุทธ์มีความเป็นไปได้หรือไม่)

ทั้งไม่อาจตัดสินว่าเป็นผลดีหรือไม่ดีทางด้านศีลธรรม มีราคาหรือไร้ค่าทางด้านเศรษฐกิจ หรือว่าเป็นผลดีหรือผลเสียสำหรับผู้ปกครองบ้านเมือง

แน่นอนไม่ว่าผลงานศิลปะแขนงใดล้วนมีผลสะท้อนต่อสังคม สามารถใช้ผลสะท้อนที่มีต่อสังคมเป็นเครื่องวัดคุณค่า หากทว่านั่นเป็นการประเมินค่าอีกชนิดหนึ่ง

นักเขียนทุกคนย่อมมุ่งหวังให้ผู้อ่านชื่นชอบในผลงาน

กิมย้งก็เช่นกันเขาบอกว่า สิ่งที่ยินดีที่สุดคือนักอ่านรักชอบหรือเกลียดชังตัวละครบางตัวในนวนิยาย ถ้าเกิดความรู้สึกเช่นนั้น แสดงว่านักอ่านเกิดความผูกพันกับตัวละครในนวนิยายเแล้ว

ความคาดหวังอย่างเอกอุของคนเขียน ไม่มีอะไรเกินกว่าการสร้าง สรรค์ตัวละครให้เป็นบุคคลที่มีชีวิตมีเลือดเนื้อในจิตใจของนักอ่านอีกแล้ว

กิมย้งกล่าวตอนหนึ่งอย่างน่าประทับใจว่า

จุดประสงค์หนึ่งของการเขียนเรื่องกำลังภายใน คือต้องการสลักเสลาลักษณะนิสัย บรรยายถึงความยินดีหม่นหมอง ความหรรษาโศกศัลย์ในผู้คน นวนิยายไม่ต้องการสื่อถึงอะไร ถ้าหากมีการประณามต้องเป็นด้านมืดที่ต่ำช้าในนิสัยใจคอผู้คน

“ข้าพเจ้าเห็นว่ามุมมองทางการเมือง กระแสความคิดทางสังคมมักเปลี่ยนไปตามกาลเวลา

แต่นิสัยใจคอของคนน้อยครั้งจะเปลี่ยนแปลง!?

ชนา ชลาศัย

‘หล่อหลอม’แล’ฟ้าฝัน’

หล่อหลอม

เดือนเย็นชื่นฉ่ำ                    ฟ้าฟากสรวง

เย็นหยาดหล้าซึ่งทรวง         ชื่นแย้ม

เผยทองปริ่มวาวรวง             หลอมทุ่ง

เลือดเหงื่อน้ำตาแต้ม            แต่งไว้ชื่นไหว

ชายคาหญ้าหม่นไหม้            มึนเงา

เงียบนิ่งในแสงเทา                ทาบเน้น

แมลงคืนค่ำเสียงเงา              งันข่าว

เปลือยเปล่าหัวใจเร้น             ลับแล้วแห่งหนาว

ระริกไฟตะเกียงว่ายเวิ้ง           วงหอม

พ่อแม่พี่น้องล้อม                    เปิบข้าว

ปลอบขวัญอุ่นรักถนอม           ชีวิต

วันใหม่ได้แรงก้าว                    เกี่ยวฟ้าล่าฝัน

………….

ฟ้าฝัน

ดิน-ป่า-ฟ้า-หนึ่งเนื้อ            นวลใจ

แรงร่วมเวียนวาดไหว            หว่านกล้า

ชีวิตก่อสายใย                       ชีวิต

พันผูกใสไว้หล้า                     ร่วมซึ้งสู่สม

แห้งแข็งฝุ่นคั่งค้าง                 ขอดถม

หญ้าแด่วดิ้นเฉาขม                 ขื่นไข้

น้ำค้างรุ่งโลมพรม                   ผงมผ่อน

ดินกร่อนจึงหญ้าได้                 ตื่นฟื้นชื่นเหลือ

สูญเมฆดำฉ่ำฟ้า                      เหือดแดง

หายป่าเขียวสิ้นแรง                 ร่างไหม้

ไร้ดินอุ่นใจแหนง                    นอนป่วย

เลือด, ร่าง, ใจฝาก                  ทุ่งหญ้านาเหลือง

 ‘ระวิน’

เรื่องเล่าจาก’คอสะพาน’

br61.jpg 

ถึงแม้จะเป็นคนดื่มเหล้า แต่ผมไม่ค่อยยอมรับความเป็น คอสุรา ของตัวเองเท่าใดนัก เพราะถึงอยากจะมีเหล้ากินทุกวัน แต่ผมก็นิยมดื่มพอประมาณ จิบพออ้วก เน้นความรื่นรมย์ในการดื่มกิน พูดคุย เสียมากกว่า

ปะเหมาะเคราะห์ดีเจอเพื่อนร่วมวงประเภทคอหนักก็มักจะเจอค่อนขอดว่าการดื่มเหล้าของผมนั้นมันช่างเหลวไหล หาความเร้าใจไม่ได้เอาเสียเลย

หรืออย่าง คอหนังสือ ก็ไม่ใช่อีกนั่นแหละ ถึงจะชอบอ่านหนังสือแต่มันก็เป็นการตะลุยอ่านดะ อะไรก็ได้ที่มันวางอยู่ตรงหน้า หรืออ่านเพราะชื่อเรื่อง แบบปก แต่หาได้ละเลียดในการค้นหาความหมายในแต่ละบรรทัด หรือพินิจพิเคราะห์กลวิธีในการเขียนอย่างที่ คอ ประเภทนี้เค้านิยมกัน บางทีหนังสือที่เขาว่ากันว่าอ่านแล้วเหมือนโดนตีหัวแบะ ผมอ่านแล้วก็เฉยๆ ไม่รู้สึกโดน ขนาดที่ว่าชีวิตต้องเปลี่ยนไปเพราะหนังสือเล่มนึงอะไรประมาณนั้นไม่ใช่ผมแน่นอน

คอเพลง หรือครับ อืมม์…ก็เคยพอจะเรียกได้เหมือนกันละครับ แต่มันก็กลายเป็นอดีตไปเสียแล้ว ตอนนี้ชอบเพลงไหนก็หาโหลดเอาจากอินเตอร์เน็ตบ้าง แผ่นก็อปของเพื่อนบ้าง เครื่องที่ฟังก็เป็นแค่เอ็มพี-3 รุ่นกระป๋องกระแป๋ง ไม่ได้ฟังเครื่องเสียงจากสเตริโอเสียงกระหึ่มอีกต่อไป เรื่องฟังเพลงของผมในปัจจุบันนี่มันหยาบยิ่งกว่าทรายขี้เป็ดเสียอีก จะบอกให้

แล้วผมเป็น คอ อะไรกันเล่า?

ผมก็จะตอบว่า ไม่รู้เหมือนกัน เพราะผมไม่ได้อะไรนักหนากับเรื่องเหล่านี้ จะอ่านหนังสือ กินเหล้า ฟังเพลง ก็ไม่ได้ยึดเอาอะไรเป็นสรณะ ไม่มีความเชี่ยวชาญในระดับ คอ กับเรื่องเหล่านี้

ชีวิตของผมมันก็เรื่อยเปื่อยไปเรื่อยนั่นแหละ ไม่ค่อยจะมีความไฝ่ฝันอะไรเหมือนผู้คนธรรมดาเท่าใดนัก ไม่หวังมีบ้าน มีรถขับ หรือร่ำรวยเป็นเศรษฐีกะเขาครับ…

ใครจะว่าผมเพี้ยน แปลกแยก เป็นยอดมนุษย์จืดชืด ไม่ได้ความ ไร้น้ำยาก็ว่ามาเถอะครับ

แต่ผมก็คิดอย่างนี้จริงๆ

แต่ถามมาก็ดีแล้ว ทำให้ผมนึกถึงตัวเองว่า มีอะไรที่เชี่ยวชาญอย่างลึกซึ้งนะ มีบ้างมั๊ย อะไรที่ทำให้ผมรู้สึกผูกพันด้วย ไม่ว่าจะเป็นคน สิ่งของ หรือสถานที่สักแห่งก็ได้

นึกแล้วก็อึ้งขึ้นมาอย่างทันทีทันใด เมื่อพบคำตอบว่า เกือบจะไม่มีเอาเสียเลย

ใช้คำว่า เกือบจะ ไม่ได้หมายความว่าผมค้นพบว่าตัวเองมีความจัดเจน ลึกซึ้ง มีความเป็น คอ ในอะไรแขนงหนึ่งขึ้นมาหรอกนะครับเพียงแต่มันทำให้ผมหวนระลึกถึงอะไรบางอย่างขึ้นมาเท่านั้น 

เป็นบางอย่างในอดีต ที่ยังกระทำอยู่ในปัจจุบัน และอาจผูกโยงไปถึงวันพรุ่งนี้

มันคือเรื่องราวเล็กๆ แสนจะธรรมดา ไม่ควรค่าแก่ความสนใจ

นี่ถ้าไม่มีใครสะกิดเตือนก็คงเหมือนน้ำก้นบ่อ ที่ทำยังไงก็ไม่มีวันกระเพื่อมขึ้นมาถึงปากบ่อได้

แต่พอสะกิดเข้าเท่านั้นแหละ มันไหลบ่าเหมือนน้ำล้นทำนบยังไงยังงั้นเชียวแหละครับ

………..

ไม่อยากจะเรียกตัวเองว่าผู้เชี่ยวชาญอะไรนักหรอก แต่ถ้าถามผมว่าอะไรที่ทำเป็นกิจวัตรประจำวันนอกเหนือไปจากทำงาน และธุระส่วนตัวจิปาถะแล้วสิ่งที่ผมทำเป็นประจำก็คือ

การขึ้นลงสะพานครับ  

เห็นมั๊ยละว่า มันโคตรจะธรรมดา

แต่เชื่อเถอะครับ สิ่งที่ผมทำจนคุ้นเคยก็คือการขึ้นสะพาน อันหมายถึงการเดินขึ้น นั่งรถ อะไรอย่างนี้นะครับผมขึ้นลงสะพานอยู่เกือบทุกวันครับ จากสะพานหนึ่งไปอีกสะพานหนึ่ง จากสะพานเล็กไปสะพานใหญ่เรียกได้ว่าเป็น คอสะพาน คนหนึ่งเป็น คอสะพาน ที่ไม่ได้หมายถึง คอ อันเป็นส่วนหนึ่งของสะพานนะครับจริงอยู่-ใครก็ย่อมเคยขึ้น-ลงสะพานอยู่เป็นกิจวัตร ไม่มีอะไรแปลก แต่เชื่อเถอะครับ การขึ้นลงสะพานระหว่างคุณกับผม หรือใครๆก็ย่อมแตกต่างกันเราย่อมมีเรื่องเล่าเกี่ยวกับสะพานที่ไม่เหมือนกัน 

และนี่คือเรื่องของผมกับ สะพาน ครับ 

———-          

ถึงแม้พ่อจะเป็นคนอีสาน แม่เป็นคนภาคกลาง แต่ผมนะเป็นเด็กกรุงเทพฯ เป็นเด็กเมืองหลวงเต็มตัวเชียวแหละ ผมเกิดที่เกียกกาย เขตดุสิต ที่โรงพยาบาลวชิระ

ว่ากันตามจริงแล้ว ผมไม่รู้เรื่องราวเกี่ยวกับตอนเกิดของตัวเองได้มากนัก จำได้แต่เพียงคนอื่นเอามาเล่าให้ฟัง และจำสถานที่บ้านที่ตัวเองเกิดได้พอเลาๆ

บ้านที่ว่า อยู่ในซอยวัดประดู่ธรรมาธิปัตย์ เป็นบ้านที่อยู่ในตรอกลึกเข้าไป เป็นบ้านไม้ธรรมดา เหมือนบ้านทั้งหลายแหล่ในละแวกนั้นครับ-บ้านที่อยู่เป็นบ้านหลังไม่ใหญ่ คับแคบ ไม่มีพื้นที่

แต่ละบ้านเวลาเข้าออกก็ต้องใช้ สะพานไม้ ในการสัญจร เวลาเดินต้องระวังให้ดี เพราะถ้าหล่นลงไปก็จะลงไปลอยคอในน้ำครำกันเลยทีเดียวและตอนที่แม่เจ็บท้องไกล้คลอด ทั้งผมและแม่ก็ต้องผ่านสะพานไม้นี้เหมือนคนอื่นๆนั่นแหละ

มันเป็นสะพานแรกในชีวิตของผมครับคุณ

……….

พอผมโตขึ้น ผมก็วิ่งเล่นอยู่บนสะพานไม้ในตรอกเล็กๆในซอยวัดประดู่ฯนั่นอยู่นานพอเริ่มเรียนหนังสือ ก็ต้องเดินข้ามสะพานออกมานั่งรอรถเมล์อยู่ที่ปากซอย และรถเมล์จะต้องวิ่งขึ้นสะพานเกียกกาย เป็นสะพานปูนเล็กๆที่ผมจะรู้สึกตื่นเต้นเวลานั่งรถเมล์ลงจากสะพาน

เพราะความสูงชันของสะพานทำให้ผมรู้สึกเสียวที่ท้องน้อย ต้องเอาสองมือเล็กๆ จับที่พนักที่นั่งไปเสียทุกคราว

จนป้าๆน้าๆที่นั่งรถไปส่งที่โรงเรียนยังแซวว่า

ผมนะ-เป็นโรคกลัวสะพานขึ้นสมอง

——

โรงเรียนของผมอยู่เลยแยกวชิระไปไม่ไกล เป็นโรงเรียนฝรั่งที่ตั้งอยู่ในซอยมิตคาม ถิ่นที่อยู่อาศัยของคนญวนเป็นส่วนใหญ่เลยจากโรงเรียนไม่ไกล มีสะพานใหญ่ตั้งเด่นอยู่

 มันคือ สะพานกรุงธน ซึ่งเป็นสะพานแบ่งเขตระหว่างพระนครกับฝั่งธนบุรีในขณะนั้น

บางทีผมก็จะนั่งมองสะพานแห่งนี้จากตึกเรียน

ความรู้สึกในตอนนั้นเหมือนเห็นยักษ์ตัวใหญ่ที่กำลังนอนหลับ เคียงข้างกับสะพานคือแม่น้ำเจ้าพระยา ที่ช่างกว้างใหญ่ มองเห็นเรือลำเล็ก ลำน้อยวิ่งผ่านไปมาอยู่ตลอดเวลา

สารภาพตามตรง การนั่งดูสะพาน และเฝ้ามองแม่น้ำเจ้าพระยาจากห้องเรียนคือความเพลิดเพลินของผมเป็นที่สุดในยามนั้น

จนกระทั่งวันหนึ่ง บ้านของเราย้ายไปอยู่ฝั่งธน ตรงถนนจรัญสนิทวงศ์ และทำให้ผมต้องนั่งรถผ่านสะพานกรุงธนฯแห่งนี้เสมอห้วงเวลาที่นั่งรถผ่านสะพานแห่งนี้เป็นครั้งแรก ผมพบว่า สะพานก็คือสะพาน ไม่ใช่ยักษ์นอนหลับอย่างที่เข้าใจ และมันก็ไม่ดูสวยงามเหมือนเมื่อมองจากตึกเรียนแม้แต่น้อย

แม่น้ำเจ้าพระยานั้นเล่าก็ไม่ได้ใส มีกลิ่นหอม อย่างที่ผมนึกฝันไว้ บางเวลาก็ขุ่นมัว แถมยังมีกอสวะไหลผ่าน ไม่ได้สวยงามอย่างที่จินตนาการไว้เลย แต่ถึงอย่างนั้น ผมก็ยังชอบความรู้สึกที่นั่งรถผ่านสะพานและมองไปยังแม่น้ำเบื้องล่าง เลยไปถึงเวิ้งฟ้าเบื้องไกลนั่นอยู่ดี

มันไม่สามารถอธิบายถึงความรู้สึกได้ด้วยตัวหนังสือหรอกครับ เหมือนความรู้สึก ตกหลุมรัก ใครสักคนแต่ความรักของผมคือ สะพาน ไม่ใช่ คน นะซิครับ …………………. หลังจากย้ายมาอยู่บ้านใหม่ที่ถนนจรัญสนิทวงศ์ ผมกับพบกับรักครั้งใหม่อีกครั้ง

รักใหม่ของผมก็คือ สะพานพระราม 6

เป็นสะพานที่มีประวัติเก่าแก่ตั้งแต่ครั้งสงครามโลก แม้มันจะดูคับแคบ และมีรถยั้วเยี้ยมากกว่าสะพานกรุงธนเป็นไหนๆแต่ผมก็ชอบ

เสน่ห์ของมันก็คือ ทางรถไฟที่คู่ขนานไปกับสะพาน ช่วงเวลาที่น่าเพลิดเพลินที่สุดก็คือ ยามรถไฟส่งเสียวหวูดๆมาแต่ไกล ตามมาด้วยเสียงกระชึกกระชักของรถไฟอันเก่าคร่ำคร่า

โรงเรียนแห่งใหม่ของผมตั้งอยู่ไกล้สะพานพระราม 6 เมื่อมองจากหน้าต่างห้องเรียน จะมองเห็นรถไฟวิ่งขึ้นลงวันละหลายรอบ วิ่งผ่านครั้งใดการสอนก็จะหยุดชะงักไปชั่วคราว

หลังจากนั้นนักเรียนในห้องก็จะหันมานับขบวนรถไฟว่ามีกี่ตู้ คู่หรือคี่ จะส่งเสียงหวูดกี่ครั้งกัน

มันเป็นเกมที่มีเล่นเฉพาะโรงเรียนของเราเท่านั้น

แต่เรื่องราวระหว่างผมกับสะพานแห่งนี้ ทางรถไฟ และแม่น้ำเจ้าพระยาที่ทอดตัวยาวอยู่เบื้องล่างนั้นก็ไม่ใช่ว่ามีแต่ความทรงจำที่งดงามเท่านั้น

มีอดีตที่อยากลืมเกิดขึ้นเช่นกัน

เหมือนอย่างครั้งหนึ่ง ในตอนเช้าที่มีหมอกในตอนเช้าๆโรยตัวกันอยู่เหนือสะพาน แม้จะมองมาจากห้องเรียนแต่มันก็ช่างสวยงามเหลือเกิน

แต่เสียดายที่มันเป็นวันที่เกิดเรื่องเศร้าเกิดขึ้น ในตอนสายของวันเดียวกัน ทุกคนในโรงเรียนได้รับข่าวว่า นักเรียนสาวรุ่นพี่คนสวยที่เป็นที่หมายปองของใครหลายคนในโรงเรียน ฆ่าตัวตายด้วยการให้รถไฟทับ หลังจากทะเลาะกับพี่ชาย

แต่ก็มีร่ำลือว่าไม่ใช่หรอก-เธอผิดหวังในความรักต่างหากเล่า

บางคนก็โวยวายว่าเข้าใจผิดกันไปใหญ่ คนบ้าที่ไหนจะยอมให้รถไฟทับตายกันง่ายๆ เธอคนนั้นคงเดินพลาดจนเกิดอุบัติเหตุเสียมากกว่า

ผมและเพื่อนในห้องหลายคนได้แต่นั่งนิ่งอยู่ในห้อง ไม่มีใครกล้าไปดูศพ เพราะมันคงไม่น่าดูนักหรอก ไม่กล้าแม้แต่คิดว่าอะไรกันหนอที่ทำให้รุ่นพี่คนนั้นตัดสินใจทำอย่างนั้นที่สำคัญ ผมและเพื่อนเป็นแค่เด็กนักเรียนมัธยม ไม่มีใครชอบเห็นความเศร้า ความผิดหวัง ไม่อยากมีความทุกข์นักหรอกแต่หลังเหตุการณ์นั้นไม่กี่วัน จะด้วยอะไรก็แล้วแต่ ผมและเพื่อนบางคนชวนกันเดินขึ้นไปบนสะพานในยามหัวค่ำมองออกไปในแม่น้ำเบื้องล่าง มองไม่เห็นอะไรเลยนอกจากแสงตะเกียงวอมแวมจากเรือนไม้ที่ปลูกอยู่ริมแม่น้ำ กลิ่นดอกไม้ลอยมาปะทะจมูก แล้วผมกับเพื่อนก็ยกขวดเหล้าที่เตรียมกันมาขึ้นดื่มกันคนละอึก โดยไม่ได้พูดอะไรกัน

รู้แต่ว่ามันคลายความเศร้าลงไปได้นิดหนึ่ง

——

ผมยังพักอาศัยอยู่ที่ละแวกจรัญสนิทวงศ์เหมือนเดิม ยังนั่งรถขึ้นสะพานอยู่ตามปกติ

แต่สะพานที่นั่งรถข้ามอยู่ทุกวัน คือ สะพานพระราม 7 ซึ่งใหญ่โต มีเส้นให้รถวิ่ง 4 เลน แต่ก็ยังเป็นเส้นที่รถติดอยู่เหมือนเดิม

ส่วนสะพานพระราม 6 ปิดลงอย่างถาวร เปิดไว้เพื่อให้รถไฟวิ่งผ่านเท่านั้น

และผมก็ห่างเหิน สะพาน ของผมไปนานเหลือเกิน

แต่วันนี้ระหว่างที่ผมนั่งรถติดอยู่บนแท็กซี่บนสะพานพระราม 7 อะไรก็ไม่รู้ทำให้ผมจ่ายเงินกับโชฟอร์ แล้วก้าวลงจากรถกลางคัน เดินย้อนไปทางสะพานพระราม 6 เพื่อรำลึกถึงวันเก่าๆ

สะพาน ของผมทรุดโทรมไปตามเวลา รวมทั้งโรงเรียนเก่าของผมนั่นด้วย

ท่าน้ำที่เคยเป็นศาลาให้ไปนั่งเอกเขนก กลายเป็นร้านอาหารริมน้ำใหญ่โตไปแล้ว ต้นก้ามปูที่เคยแผ่กิ่งก้านสาขาร่มครึ้มหายไปแล้ว และถูกแทนที่ด้วยเสาปูนซีเมนต์ เลยไปอีกนิดสวนที่เคยโดดเรียนไปปีนต้นไม้เล่นก็สูญหายไปแล้วเช่นกัน

ผู้คนเดินสวนไปมาอย่างรีบเร่ง ไม่น่าแปลกใจนักหรอก เพราะเลยจากที่ตั้งโรงเรียนเก่าเป็นที่ตั้งของอู่รถประจำทางหลายสาย ชักช้ารถก็จะออกไปเสียก่อน เวลาของผู้คนวันนี้เป็นเงินเป็นทองทั้งนั้นนี่

ผมนั่งลงเงียบๆตรงท่าน้ำหลังโรงเรียนเก่า ลมพัดรวยรินมาจากแม่น้ำอันคุ้นเคย เงยหน้าขึ้นไปมองเห็น สะพาน ของผมตั้งเด่นอยู่ที่เดิม เพียงแต่วันนี้มีแต่ความเงียบเหงาปกคลุมแทน

และผมอยากได้ยินเสียงรถไฟวิ่งกึงกังผ่านสะพานของผมอีกสักครั้ง

………….

เป็นอีกวันที่ผมปล่อยเวลาให้อดีต

ผมย้อนกลับมาที่สะพานกรุงธนอีกครั้ง เพื่อจะออกไปรำลึกความหลังเก่า

ผมก้าวเดินขึ้นสะพานในขณะที่แดดยามบ่ายอ่อนแรงลงไป มีเด็ก ผู้ใหญ่ สาละวนอยู่กับการหย่อนเบ็ดลงแม่น้ำ ในขณะที่รถบนสองฝั่งของสะพานแน่นขนัด และคงจะติดยาวมากกว่านี้เมื่อโรงเรียนละแวกนี้ปล่อยเด็กกลับบ้าน

ในแม่น้ำมีเรือลำใหญ่จอดเรียงรายทั้งสองฟากฝั่ง ร้านอาหาร โรงแรม ผุดสะพรั่งขึ้นเต็มไปหมด และทำให้สะพานที่ผมคุ้นเคยเปลี่ยนไปไม่เหมือนแต่ก่อน

มองย้อนกลับไปที่ตั้งของโรงเรียนเก่า แม้ตึกเรียนไกล้โบสถ์ฝรั่งจะยังตั้งตระหง่านอยู่ แต่มันก็เปลี่ยนจากตึกเรียนสำหรับเด็กประถม ไปเป็นโรงเรียนพาณิชย์เสียแล้ว

ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป

แต่รู้มั๊ยว่ามันไม่ทำให้ผมเศร้าได้อีกต่อไป

หลังจากได้ลงไปสัมผัส “สะพานพระราม 6” เมื่อวันก่อน พบก็เริ่มเข้าใจว่า ไม่มีอะไรคงอยู่ได้ต่อไป

ไม่ว่าจะเป็นสะพาน ความหลัง หรือแม้แต่ชีวิต

ผมบอกกับตัวเองว่านี่คือวัฎจักรของชีวิต ไม่มีอะไรจะคงอยู่ไปตลอด

เรื่องระหว่างผมกับสะพานก็เช่นกัน

ว่าไปแล้วมันก็เป็นแค่สะพานที่มีความทรงจำของผมอยู่ในนั้น

แต่ในวันหนึ่งก็ต้องมีคนรุ่นต่อไปมานั่งโหยหาอดีตเหมือนอย่างที่ผมกระทำอยู่เช่นกัน

กลิ่นแม่น้ำอันแสนจะคุ้นเคยลอยเข้ามากระทบจมูกอีกครั้ง มีลมอ่อนโชยมาแผ่วๆ

และผมกำลังก้าวลงจากสะพาน มุ่งไปสู่ที่หมายเบื้องหน้า ที่ไม่รู้ว่าจะเป็นที่ไหน

มีสะพานที่รอให้ผม “ขึ้น-ลง” อยู่อีกมา

แล้วผมจะกลับมาเล่าให้ฟังอีกครั้งเมื่อเวลามาถึง

‘ชิกไก้ปั่ว’

All rights reserved. None of the content may be reproduced with out express concent from Whitechair.wordpress.com, Thailand. Copyright © 2007.

หลุมบ่อ

1.

“แดดร้อนจัง” มาลีพูดกับเพื่อนของเธอ

เธอกำลังเล่นกองทรายอยู่ในพื้นที่ก่อสร้างแห่งหนึ่ง ใจกลางกรุงเทพมหานคร มาลีเป็นเด็กตัวเล็ก ผิวคล้ำ เหมือนกับเด็กผู้หญิงอายุ 6 ขวบทั่วไป เธอและเพื่อนไว้ผมทรงเดียวกันหมด คือตัดสั้นแค่ติ่งหู

วันนี้ก็เหมือนกับทุกวัน ที่นอกจากอากาศจะร้อนจัดแล้ว มาลียังต้องอยู่ตามลำพัง เพราะพ่อของเธอต้องทำงานอยู่ในไซท์ตั้งแต่มาลียังไม่ตื่น อันที่จริงเธอเองก็ไม่ได้อยู่ตามลำพังนักหรอก เพราะยังมีเพื่อนลูกคนงานก่อสร้างเหมือนกันอีก 4 คน คอยเล่นเป็นเพื่อน พวกเด็กทั้งหมดไม่ได้เข้าโรงเรียน

มาลีไม่มีแม่…แม่ของเธอทิ้งเธอไปตั้งแต่เธอเกิดในโรงพยาบาล ซึ่งเธอไม่ได้รู้สึกเสียใจแต่อย่างใด เพราะในหมู่คนที่เธอรู้จักแถวๆนี้ ก็ทิ้งกันเป็นเรื่องปรกติอยู่แล้ว ไม่ว่าจะทิ้งกันเพราะความอดอยาก ทิ้งเพื่อไปอยู่กับลูกใหม่(มาลีเข้าใจว่าอย่างนั้น) หรือจากกันด้วยอุบัติเหตุก็สุดแล้วแต่ ทุกวัน มาลีอาศัยเพื่อนคนงานของพ่อเป็นทั้งครู คนดูแล พ่อครัวไปในตัว แค่นี้เธอก็อยู่ได้แล้ว

2.

“ปั้นให้กลมๆ เลยนะ แต่อย่าให้ใหญ่กว่าของกูล่ะ ไหนดูเด่ะ”

เพื่อนคนหนึ่งในกลุ่มพูดขึ้น พวกเด็กๆกำลังจะเล่นดีดลูกหิน โดยขั้นแรกทุกคนต้องแอบไปเอาปูนที่เพิ่งผสมเสร็จจาก “ที่ทำงาน” ของพ่อแม่มาปั้นเป็นลูกกลมๆ เสร็จแล้วก็เอาไปฝังไว้ในกองทราย รอให้ปูนแข็ง ก็เป็นอันเสร็จ มาลีชอบปั้นปูนมากกว่าเล่นลูกหินซะอีก เธอปั้นไว้หลายลูกกะว่าจะเก็บเอาไว้เล่นคนเดียวตอนกลางคืนที่เพิงพักคนงาน เวลาที่พ่อของเธอไปกินเหล้าแล้วกลับดึก…เธอปั้นได้ 3 ลูกแล้ว

ช่วงระหว่างนั่งรอให้ลูกหิน(ลูกปูน)แข็ง มาลีนั่งกอดเข่ามองกองทราย…เธอชอบกองทรายเพราะมันคือของเล่นของเธอ “เกิดมาก็เห็นกองทรายแล้ว” เด็กน้อยฝันถึงที่ราบกว้างใหญ่ที่เต็มไปด้วยทราย ทะเลทรายนั่นเองที่มาลีอยากไป เธอเคยเห็นทะเลทรายจากในทีวี แต่เธอคงต้องหารองเท้ามาใส่ เพราะทะเลทรายที่เธอเห็นนั้นมีทั้งงู และแมงป่องอยู่ด้วย

แต่ที่มาลีเห็นตอนนี้มีแต่ตึก ตึกที่รายล้อมพื้นที่ที่เธออยู่ โดยมีแผงสังกะสีกั้นเป็นกำแพง “เขากั้นไว้ไม่ให้เด็กออกไปซน เดี๋ยวโดนรถชนตาย” พ่อบอกเธออย่างนั้น พวกผู้ใหญ่นี่ถ้าจะกลัวรถกันมาก

มาลีมองเห็นระเบียงห้องๆหนึ่งข้างหน้าเธอ…เห็นเด็กในวัยเดียวกันกับเธอและเพื่อนๆกำลังนั่งห้อยขากินอะไรบางอย่าง มาลีไม่มีมื้อเที่ยง ที่นี่มีแต่เช้ากับเย็น แต่วันนี้เธอกลับรู้สึกหิว “เป็นเพราะเจ้าเด็กคนนี้รึเปล่านะ” เธอคิด เด็กน้อยใช้มือคุ้ยกองทรายคว้าลูกหินทั้ง 3 ลูกแล้วลุกยืน เธอรู้สึกคิดถึงพ่อขึ้นมา…

3.

สมบูรณ์เงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าที่ตอนนี้มีภาพเป็นกรอบสี่เหลี่ยมขอบดำ แดดส่องแรง เขาอยู่ในหลุมเสาเข็มใจกลางของตึกในอนาคตที่เขากับเพื่อนคนงานช่วยกันสร้าง แต่คงไม่ได้มาอยู่ตอนมันสร้างเสร็จ

สมบูรณ์จากบ้านมาตั้งแต่ยังหนุ่ม เขาทำมาแล้วเกือบทุกอย่างในมหานครแห่งนี้ แต่ส่วนใหญ่จะเป็นงานรับจ้าง หลังจากพบรักกับสาวบ้านเดียวกันที่มาทำงานโรงงานในกรุงเทพฯ และมีลูกสาวด้วยกันหนึ่งคน เมียที่เด็กกว่าเขาเกือบ 10 ปี ก็ทิ้งเขากับลูกไว้ให้อยู่กันตามลำพัง เขาไม่มีเงินส่งลูกเรียน ที่ทำได้ก็แค่เลี้ยงไม่ให้อดตายเท่านั้นเอง

แต่เขามีแผนการสำหรับอนาคตแล้ว ชายกลางคนฝันถึงทุ่งนากว้างใหญ่ ทุ่งนาที่เต็มไปด้วยรวงข้าว นาที่มีเขาเป็นเจ้าของ การทำนาเป็นสิ่งเดียวที่เขารู้จักดี เพราะเกิดมาเขาก็เห็นท้องนาเป็นสิ่งแรก สมบูรณ์ต้องการชีวิตที่ดีกว่านี้ ฐานะสูงขึ้น แต่ที่เขาต้องทำตอนนี้คือขุดให้ลึกลงไป มันช่างขัดแย้งกันเสียจริง สมบูรณ์คิด

4.

สมบูรณ์ผูกเหล็กเส้นเล็กรอบแกนเหล็กเสาเข็มเรียบร้อยแล้ว เขาลุกยืน รู้สึกหน้ามืดนิดๆ เขาคงจะแก่ลงไปมากไม่ค่อยแข็งแรงเหมือนเก่า เขาคิด นี่ก็บ่ายกว่าแล้ว วันนี้เขาจะหุงข้าวเหนียวให้มาลีลูกสาวได้กินเป็นพิเศษ อาจเป็นเพราะภาพทุ่งนาในหัวก็ได้ที่ทำให้เขาหิวเร็วกว่าปรกติ

เขาปีนขึ้นมาถึงปากหลุมแล้ว โดยใช้เท้าเหยียบเสาเข็มไว้ข้างหนึ่ง อีกข้างยันกับขอบดินรอบหลุม ที่เหลือก็แค่คว้าขอบหลุมให้มั่น แล้วยกตัวขึ้นก็เท่านั้นเอง พลันเท้าข้างที่เหยียบขอบดันเกิดลื่น เขาตกลงไปในบ่อเสาเข็ม มือไม้ตวัดมั่ว คว้าได้แต่อากาศ ห้วงเวลานั้นเองเขาคิดถึงมาลี…

5.

“ฮ้าวววว” อณูนั่งหาวหวอดๆ บนรถเมล์ เขาดูนาฬิกาข้อมือ

“วันนี้ก็สายอีกกู”

สภาพการจราจรบนถนนจรัลสนิทวงศ์ช่างนิ่งสนิทเหมือนชื่อ ยิ่งตอนนี้เป็นช่วงเช้าตรู่อันเป็นช่วงเวลาที่ทุกคนพร้อมกายกันออกจากบ้านไปทำงาน(แต่ไม่พร้อมใจหรอก อย่างน้อยก็อณูคนหนึ่งล่ะ)

เขาจ่ายเงินค่าโดยสาร เก็บตั๋วรถเมล์ไว้ในกระเป๋าเสื้อ แต่พอกระเป๋ารถเมล์หันหลังไปเขาก็เอาตั๋วมาเหน็บไว้ตรงเบาะข้างหน้าตัวเอง พลางเตรียมหลับตาไว้ก่อนเผื่อมีเด็กนักเรียนขึ้นรถมา อณูมีข้ออ้างกับตัวเองเสมอ เวลาทำเช่นนี้

“เรานั่งนานกว่า ไปไกลกว่า เด็กเดี๋ยวก็ลงแล้ว ใครมันจะเลือกเรียนโรงเรียนไกลบ้านตัวเองเกิน5-6ป้ายรถเมล์” (เป็นต้น)

แต่วันนี้เขาโชคดีกว่าทุกวัน เพราะตาลุงที่มานั่งข้างๆ กางหนังสือพิมพ์ออกอ่านซะเต็มที่

“ช่วยบังได้ดีจริงๆ เยี่ยมมากลุง” อณูคิด

การที่ต้องนั่งข้างคนอ่านหนังสือพิมพ์บนรถเมล์นั้น ทำให้เขาอดไม่ได้ที่จะต้องเหลือบตาไปดูบ้าง พลันตาก็ไปพบเห็นกับภาพข่าวที่ดูน่าสนใจ(ตามความคิดของเขา) เป็นภาพคนโดนเหล็กเสียบ เขาอ่านใต้ภาพ

เสียบจู๋ – หนุ่มคนงานก่อสร้างดวงกุด พลัดตกลงไปในบ่อเสาเข็ม โดนเหล็กเสียบอวัยวะเพศทะลุไปออกข้างหลังที่ก้น ต่อหน้าลูกสาว เจ้าหน้าที่ต้องช่วยกันตัดเหล็กออกอย่างทุลักทุเลเพื่อนำคนเจ็บส่งโรงพยาบาลต่อไป เมื่อวันก่อน

อณูตาสว่าง หายง่วงแล้ว เขาเลือกที่จะชมวิวนอกหน้าต่าง หากแต่หัวเข่าทั้งสองข้างเริ่มหุบเข้าหากัน..

ปอล นาโช่

‘ไล่เงาตัวเอง’

long-way-round150.jpg

ขณะนั้นเป็นเวลาใกล้จะหกโมงเช้าแล้ว..

อณูรู้สึกว่าอากาศรอบตัวหนาวเย็นเหมือนกับอยู่ในฤดูหนาว ทั้งที่จริงแล้ว ช่วงเดือนนี้อยู่ในฤดูที่ฝนตกเกือบทุกวัน และเดือนหน้าก็จะเข้าสู่เดือนน้ำท่วมประจำปี ที่บ้านของเขาก็ไม่รอดสภาพการกลายเป็นบ่อปลาขนาดย่อมเหมือนกัน

“หนาวก็ยังดีกว่าร้อนล่ะวะ!”

อณูคิดในใจพลางใช้มือดึงผ้านวมผืนเก่าที่เขาใช้ตั้งแต่สมัยเรียนขึ้นห่มจนถึงอก จากนั้นจึงเอนหลังบิดขี้เกียจ ด้วยท่าทางคล้ายกับแมวที่เขาเห็นบ่อยๆ บนหลังคาของเพื่อนบ้าน

สายตาเขามองไปรอบๆ ห้อง ห้องของเขามีสภาพแตกต่างจากห้องอื่นๆ ในบ้านเล็กน้อย ตรงที่มันถูกกั้นจากที่ว่างใต้บันไดเป็นทางยาว ตัวห้องจึงมีลักษณะเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้า คล้ายกับห้องโดยสารรถเมล์ ส่วนเตียงนอนอยู่ปลายสุดด้านใน เขาเลือกวางเตียงไว้ตรงนั้นโดยที่ไม่รู้เหตุผลเหมือนกัน

“ทุ่งราบอันกว้างใหญ่”

เสียงของความคิดดังก้องอยู่ในหัว หลังจากที่เขาเพิ่งอ่านหนังสือที่ชื่อ ‘long way round’ จบ

long.jpg

มันทำให้เขาเสียเวลาไปเกือบสองวัน

เป็นสองวันที่ทำให้เขาอดทำกิจกรรมโปรดอื่นๆ

แต่เขาก็ยอมแลกมัน เพราะเขาตั้งใจแล้วว่าต้องอ่านให้จบ และที่สำคัญหนังสือเล่มนี้ไม่ได้มีเขาเป็นเจ้าของคนเดียว เพราะมีเงินจำนวน 35 บาทจากเพื่อนรุ่นพี่ที่ให้เขายืมไปซื้อ สมทบรวมเป็นราคาค่าตัวของมันอยู่ด้วย

‘Chasing shadow across the world’

คำโปรยหัวหนังสือฉบับภาษาอังกฤษ เป็นเหตุผลสำคัญที่ดึงให้เขาตัดสินใจซื้อมันมา

“ใช่ซิ การไล่ตามเงาตัวเอง ทั้งๆ ที่มันเกิดขึ้นจากตัวเรา บางทีต้องหากันไกลถึงรอบโลก หรือบางที การออกค้นหา นั้น สำคัญกว่าสิ่งที่เจอมากมายนัก”

…เป็นคำที่เขาใช้พูดกับเจ้าของเงิน 35 บาท

“มันเริ่มต้นจากฝันกลางวัน หลังการเพ่งมองแผนที่โลกในบ้านตอนบ่ายวันเสาร์อันเงียบสงบ ผม(ยวน แม็คเกรเกอร์) สังเกตเห็นความเป็นไปได้ที่จะขี่มอเตอรไซค์ระยะทางไกลรอบโลก ประจวบกับที่ชาร์ลี(บอร์แมน) เพื่อนนักแสดงที่คลั่งไคล้มอเตอร์ไซค์เหมือนกัน โทรศัพท์มาพอดี ชาร์ลี ฉันว่านายควรมากินมื้อค่ำกับเรา”

เริ่มต้นแบบนั้นเอง จากนั้นคนทั้งคู่ต้องขี่มอเตอรไซค์กว่า 20,000 ไมล์ ข้ามภูมิประเทศทุรกันดารผ่าน ทวีปยุโรป ยูเครน คาซัคสถาน มองโกเลีย รัสเซีย ข้ามมหาสมุทรแปซิฟิกไปอะแลสกา จากนั้นก็ขี่ลงใต้ผ่านแคนาดา และสหรัฐอเมริกา

“ดีนะที่ข้างฝาบ้านยวนติดแผนที่โลก ไม่เป็นแผนที่อื่นๆ เช่น อิรัก หรือภาคใต้ของบางประเทศ” อณูคิด

หกโมงครึ่งแล้ว แต่เขากลับไม่ง่วงเลย แถมยังมีกะจิตกะใจเอี้ยวตัวหยิบหนังสือขึ้นมาเปิดดูรูปอีกครั้ง ในหนังสือบรรจุภาพประกอบไว้มากมาย จากฝีมือการถ่ายของ ‘james simak’ ตากล้องผู้ติดตาม ภาพส่วนใหญ่ เป็นภาพทุ่งราบอันกว้างใหญ่ในมองโกเลีย ภาพทะเลสาบ ภาพบ้านเรือนในยุโรป

เขาไม่แน่ใจว่าที่สุดแล้วคนทั้งคู่ได้อะไร แต่ที่แน่ๆ มิตรภาพของเพื่อนที่ได้ร่วมเดินทางด้วยกัน ผ่านอุปสรรคต่างๆ ต้องแน่นแฟ้นมากขึ้นเป็นแน่ เขาจะมีคนแบบนั้นบ้างไหมนะ เขาคิด

“เป็นผู้หญิงด้วยยิ่งดี”

ระยะทางช่วงสุดท้ายของคนทั้งคู่ คือการเดินทางเข้าสู่มหานครนิวยอร์ก ในวันที่ 29 ก.ค. (ก่อนจะขึ้นเครื่องบินกลับลอนดอน เป็นอันครบรอบวงกลมพอดี) เมื่อถึงสี่แยกไฟแดงสุดท้าย อันเปรียบเสมือนเส้นชัยของคนทั้งสอง ชาร์ลีนั้นน้ำตาไหลอยู่ในหมวกกันน็อกไปเรียบร้อยแล้ว เขาชูสองนิ้วขึ้น ขณะที่ยวนเปิดหมวกตะโกนฝ่าเสียงดังของเครื่องยนต์รถ ว่า“เราทำได้ เราทำได้โว้ย เราอยากจะทำ เราบอกว่าจะทำ แล้วเราก็แม่งทำได้แล้วโว้ย”

“เออ นายทำได้”

อณูคิดถึงบทสุดท้ายในหนังสือ พลางปาดเหงื่อบนหน้าผาก ตอนนี้เขาร้อนมาก เพราะเขากำลังรื้อลังหนังสือที่มุมห้อง มันเป็นลังเก็บหนังสือเก่าที่เขาดัดแปลงมาจากกล่องใส่ทีวี เขาเก็บหนังสือทุกประเภท และทุกช่วงชีวิตไว้ในนี้

“อ้า…เฮ้ย” เขาอุทานเมื่อมือเขาไปคว้าได้แฟ้มบุนวมสีม่วงที่มีสภาพซีดจาง ฝุ่นจับ เขาเพ่งดูและเอามือปัดฝุ่นออก มันเป็นปริญญาบัตรของเขานั่นเอง

“โห นึกว่าหายไปไหน ไม่เห็นตั้งนาน” แต่นี่ไม่ใช่สิ่งที่เขาหา

อณูยังคงหาต่อไปในที่สุดเขาก็พบ แต่ด้วยความร้อน เขาจึงเข้าห้องน้ำไปล้างหน้าล้างตา อณูเงยหน้าขึ้นมองตัวเองในกระจก หยดน้ำเกาะพราวไปทั่วใบหน้า เขาพูดกับตัวเอง “นายก็ทำได้”

อณูกางแผนที่ประเทศไทยให้แนบติดกับข้างฝาเหนือเตียงนอน แล้วใช้กระดาษกาวสองหน้า ติดมันให้แน่นกับฝาเบื้องหลัง เขาถอยออกมาสองก้าว เพื่อดูความเที่ยงตรง บนแผนที่มีลอยปากกาวงกลมเป็นสีแดงรอบอำเภอหนึ่งในจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ที่เขาเคยไปมาแล้ว…อณูมองไปทั่วแผนที่ เลื่อนเลยออกไปนอกหน้าต่าง เลยออกไปบนท้องฟ้า…

เขายิ้ม แล้วล้มตัวลงนอนต่อ

ปอล นาโช่

 

ชาติ กอบจิตติ : ‘ผมกำลังรอโทรศัพท์จากพระเจ้า!’

chart.jpg

หากใช้รางวัลต่างๆเป็นเครื่องการันตีความสำเร็จชื่อชั้นของ “ชาติ กอบจิตติ” ก็เคยได้ซีไรต์มาแล้วถึง 2 ครั้ง ไม่นับรวมถึงอีกสารพัดความสำเร็จจากหลายสถาบัน ไม่ว่าจะเป็นรางวัลศิลปินแห่งชาติ รางวัลศิลปาธร ฯลฯ

แต่ท้ายที่สุดแล้ว “รางวัล” มันก็ไม่ใช่สิ่งที่ควรยึดติด เหตุเพราะที่ชาติลงมือเขียนหนังสือก็เพียงเพราะ “เขารักการเขียนหนังสือ” สั้นๆ ง่ายๆ เท่านั้นเอง!

หนังสือของชาติทั้ง 14 เล่มนั้น ถือว่าเป็นงานคุณภาพ ถ้าเทียบอายุงานกับหนังสือที่ออกมาสู่สายตาผู้อ่าน ชาติเป็นคนที่ทำงานน้อย จนบางคนบอกว่า “ช้า” แต่จะไม่ให้ช้าได้อย่างไรล่ะ เจ้าตัวบอก แค่รดน้ำต้นไม้ กวาดใบไม้ ก็ปาเข้าไปครึ่งวันแล้ว (ฮา)

ถอยหลังกลับไปประมาณ 4 ปีก่อน ชาติ กอบจิตติ ทำให้คนที่อยากเป็นนักเขียนได้กระดี๊กระด๊า อื้อหือ อ้าฮา ! เมื่อเขาเปิดอบรม แนะนำเกี่ยวกับการเขียนหนังสือ ซึ่งทุกวันนี้ผู้คนรู้จักกันดีในชื่อ “โรงเรียนนักเขียนบ้านชาติ กอบจิตติ” (แม้เขาจะไม่อยากให้มันเป็นโรงเรียนเป็นสถาบันก็ตาม)

ชาติเปิดบ้านต้อนรับคนที่จะมาอบรมประมาณช่วงเดือนตุลาคมของแต่ละปี ผ่านไป 3 รุ่นแล้วสำหรับการใช้ชีวิต 10 วัน 10 คืน กิน อยู่ หลับนอน ฟรี ที่บ้านไร่ของชาติ อ.สีคิ้ว (เดินทางฝั่ง อ.ปากช่อง สะดวกกว่า) จ.นครราชสีมา ซึ่งชาติบอกว่านี่เป็นสิ่งที่เขาพอจะ “ให้ได้”

ระหว่างคำว่า “ให้” กับ “บริจาค” .. สำหรับชาติ กอบจิตติ แล้ว สองคำนี้มันต่างกันมากทีเดียว

โรงเรียนนักเขียนบ้านชาติ กอบจิตติ หยุดพักไปหนึ่งเทอม เนื่องด้วยความไม่พร้อมบางอย่างบางประการ แต่ก็คาดว่าสำหรับปีนี้ “ตุลาคม 2550” ชาติก็จะกลับมาเปิดบ้านต้อนรับผู้ที่ใฝ่ฝันจะเป็นนักเขียนอีกครั้ง เตรียมงานเขียนสำหรับให้เขาพิจารณาให้พร้อมก็แล้วกัน

“เชตวัน เตือประโคน” นักเขียนหนุ่มเจ้าของรางวัล “7 บุ๊คส์ อวอร์ด” และหนึ่งในมวลหมู่ศิษย์เก่าโรงเรียนบ้านชาติ ถือโอกาสกลับไปเยี่ยมสำนักเก่า พูดคุย ทบทวนสิ่งที่ชาติเคยแนะนำอีกครั้ง และเรียบเรียงบทสัมภาษณ์กลับมา ให้ผู้ที่ใฝ่ฝันจะเป็นนักเขียนได้กระดี๊กระด๊า อื้อหือ กันตามอัธยาศรัย

ชีวิต ชาติ กอบจิตติ ตอนนี้เป็นอย่างไรบ้าง           

อยู่บ้านกับภรรยา และหมาอีก 8 ตัว มีเพื่อนพ้องน้องพี่มาเยี่ยมบ้าง  แต่ละวันที่ผ่าน ก็เลี้ยงหมา  รดน้ำต้นไม้ กวาดใบไม้ เหมือนอยู่วัดเลย แต่ไม่ได้ห่มจีวรนะ (หัวเราะ) ผมจะตื่นประมาณตี 5 คืออาจจะก่อน 6 โมงเช้าหน่อย  เช็คเมลล์ ดูโน่นดูนี่ไปเรื่อย ก็ชงกาแฟแล้วเข้าห้องทำงาน  พอสัก 8 โมง คนงานมา เราก็ออกมาสั่งงานหน่อย จากนั้นกินข้าว เสร็จแล้วก็เข้าห้องทำงานอีก อ่านหนังสือ อาจไม่ได้เขียนงานเป็นเรื่องเป็นราวนะ จะว่าเรื่องการตื่นเช้าเหมือนตอกบัตรเข้างานที่เราเป็นเจ้านายตัวเอง ก็น่าจะใช่ คือ คนมันแก่แล้วก็มักจะตื่นเช้า อีกอย่างก็เข้านอนเร็วด้วย เพราะที่นี่มันมืด เงียบ สัก 4-5 ทุ่มก็นอนแล้ว 

ถามถึงช่วงแรกที่คุณเริ่มเขียนหนังสือ ตอนที่เขียน เรื่องสั้น ผู้แพ้ทำไมพอให้ เรืองเดช จันทร์คีรี อ่าน ถึงบอกว่าเป็นงานของ มานพ ถนอมศรี           

 โดยปกติ คนเขียนหนังสือใหม่ๆ คนอ่านเขาจะมีอคติอยู่ก่อนแล้วว่า เขียนไม่ดี เพราะยังใหม่ไง แต่ถ้าเป็นคนที่มีชื่อเสียง คล้ายกับว่าเวลาอ่าน คนอ่านจะไม่ค่อยมีอคติ เช่น ถ้าบอกว่างานชิ้นนี้เป็นของอีกคนดีกรีก็จะเพิ่มขึ้น  คือ ถ้าเรารู้จักคนเขียนก่อน ยิ่งเป็นนักเขียนที่เราชอบ เราก็ยิ่งเพิ่มความมั่นใจ สมมติชอบ วินทร์(เลียววารินทร์)หรือปราบดา (หยุ่น) แล้วเราอ่านงานเขียนที่เป็นชื่อเขาให้คนอื่นอ่าน  แต่ปราบดาหรือวินทร์อาจจะไม่ได้เขียนก็ได้ ซึ่งพออ่านเราก็จะรู้สึกดี บางทีอาจคิดว่า  เรื่องนี้ปราบดาเขียนฉีกแนว  ทั้งๆที่จริงใครก็ไม่รู้เป็นคนเขียน 

คุณได้แรงบันดาลใจในการเขียนงานแต่ละชิ้นจากไหน หรือจากอะไร  

มี 3 อย่าง  หนึ่งประสบการณ์ที่เราผ่าน อย่างประชาคม (ลุนาชัย) เคยเป็นลูกเรือประมงมาก่อน ก็ได้ประสบการณ์ตรงนั้น หรืออย่างเรื่อง พันธุ์หมาบ้า ของผม นี่ก็เป็นประสบการณ์ตรง สองเหมือนกับเราคิดแก่นของเรื่องขึ้นมา เอ่อ เรียกอะไรไม่รู้ 

อย่างเช่นเรื่อง คำพิพากษา ก็คือจะบอกว่า อย่าตัดสินใครง่าย ๆ อย่างนี้เป็นต้น คือเราตั้งไว้ แล้วก็มาแตกย่อย มาหารายละเอียด หาตัวละครเพื่อที่จะมาบอกในสิ่งที่เราคิดหรือตั้งใจ และสามคือ มันมีสิ่งที่มากระทบ

มักจะมีคนถามว่าตอนนี้ทำอะไรอยู่ ผมก็ตอบไปว่า ไม่ได้ทำอะไร รอโทรศัพท์จากพระเจ้า คือ รอให้พระเจ้าโทรมาบอกว่าควรจะทำอะไร ก็อย่างเรื่อง รายงานถึง ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี  อันนี้ก็เป็นโทรศัพท์จากพระเจ้าที่บอกว่า ผมยังไม่ได้รับรายงานเลย (ประโยคที่นายกรัฐมนตรีสมัยหนึ่งชอบใช้ตอบคำถามนักข่าวบ่อยๆ) นี่คือสิ่งที่มากระทบ มันมาจากแค่นี้เอง 

ถ้าเป็นอย่างนี้ แรงบัลดาลใจข้อสุดท้ายที่ว่าการรอโทรศัพท์จากพระเจ้า หรือรออะไรมากระทบนั้น การออกมาอยู่ต่างจังหวัด สิ่งที่มากระทบ ถ้าเทียบกับในเมือง ที่นี่เจอน้อยกว่าไหม           

มันคนละอย่างกัน อยู่ที่นี่เราจะเจอปัญหาของชาวบ้าน  ซึ่งถ้าอยู่ในเมืองเราก็จะไม่รู้  อย่างกรณีหนี้เงินล้าน หรืออะไรต่อมิอะไร ถ้าเราอยู่ในเมืองเราก็จะรู้สึกเฉยๆ แต่พอเรามาอยู่ที่หมู่บ้าน มีโอกาสได้เข้าประชุมกับชาวบ้านก็จะรู้ว่า อ๋อ มันเป็นอย่างนี้ คือเห็นคนละอย่างกัน สิ่งที่มากระทบคนละอย่างกัน

แต่สำหรับคนที่จะเขียนหนังสือ  ผมว่าเราอยู่ตรงไหนก็ได้ เชื่อว่าการเขียนหนังสือสอนกันไม่ได้ แต่แนะนำได้   สอนไม่ได้ ถ้าไม่งั้นคงมีคนเปิดโรงเรียนสำหรับนักเขียน ออกใบรับประกันการเรียนจบออกมาเป็นนักเขียนแล้วล่ะ มีใบประกาศ มีอะไรไปแล้ว แต่เชื่อว่าแนะนำได้

เคยมีคนเขาถามผมว่า เด็กที่มาอบรมเป็นไงกันบ้าง มีงานเขียนอะไรหรือยัง ผมบอกเขาว่ามันไม่ใช่  คือเด็กเขาเก่งของเขาเอง เราเพียงแต่แนะนำ มันเหมือนการขับรถ  คือเราเคยขับมาก่อนก็จะรู้ว่าเส้นทางตรงนี้มันมีบ่อ ตรงนี้มันเป็นหลุม เป็นอย่างนี้ เดี๋ยวตรงนี้แตะเบรกหน่อย ส่วนเขาจะทำได้ไหมนั่นอีกเรื่อง มันเป็นประสบการณ์ส่วนตัวของเรา เราเอามาแนะนำสำหรับคนที่สนใจจะก้าวมาทางนี้ ซึ่งถ้าวันหนึ่งไม่บอกมันก็จะหายไปกับเรา ถ้าจะให้แนะนำอย่างเป็นขั้นเป็นตอน 

กับคนที่เพิ่งจะเริ่ม           

 คุณต้องถามตัวเองก่อนว่า ชอบจริง ๆ หรือเปล่า? ถ้าไม่ชอบก็ไปทำอย่างอื่นเถอะ เพราะเท่าที่เห็นการเขียนหนังสือมันก็ไม่ได้ทำตังค์อะไรมากมายนักเลย นั่นแหละ อย่างแรกต้องถามตัวเองว่าชอบไหม ถ้าชอบมันก็จะดิ้นรนไปของมันเอง ส่วนเรื่องการอ่านนั้นมันแน่นอนอยู่แล้ว คือถ้ามีคนเดินมาบอกผมว่าอยากเป็นนักเขียน ผมก็จะบอกเขาเลยว่า ลองเขียนดู ต่อไปนี้เป็นคำแนะนำจากชาติ กอบจิตติ ถามเรื่องการสร้างฉากก่อนแล้วกัน ในแต่ละเรื่อง

ฉากเอามาจากไหน                     

การเขียนหนังสือมันก็เหมือนกับที่ว่า ใคร? ทำอะไร? ที่ไหน? ฉากก็คือที่ไหนนั่นเอง คือเราต้องดูว่ามันเข้ากับเรื่องที่จะเขียนมั้ย สมมติว่าเราเขียนเรื่องสมัยสุโขทัย แต่ไปเอาฉากของเซ็นเตอร์พอยท์ มันก็ไม่ได้ เพราะฉากมันต้องกลืนกับเรื่อง ฉากจะเป็นตัวบอกว่าเรื่องที่เรากำลังจะเล่ามันสมจริงไหม เรื่องที่เกิดขึ้น บรรยากาศในฉากมันก็จะบรรยายเรื่องด้วย

 สมมติถ้าเราจะเขียนเรื่องสยองขวัญ แต่บรรยายฉากสีชมพูหวานแหวว อย่างนั้นมันก็ไม่ใช่  มันต้องมืดๆ ดำๆ ลึกลับ มีควันมีหมอก มีแสงน้อยๆ  คือทำยังไงก็ได้ที่เอื้อให้คนอ่านเชื่อ ตัวละครในเรื่อง  เราต้องรู้จักตัวละครของเราทะลุ เช่น คนเคยถูกไล่ตีมา ผ่านเหตุการณ์อย่างนี้มา คนพวกนี้จะหวาดระแวงข้างหลังอยู่พักใหญ่ เสียวๆ วูบๆ พักหนึ่ง

เราต้องรู้ปมของตัวละคร เด็กที่เคยถูกผู้ใหญ่รังแก ถูกข่มขืน เรื่องอย่างนี้มันก็จะส่งผลต่อตัวละคร หรือแม้แต่กระทั่งเหตุการณ์ในปัจจุบัน มันก็จะไปส่งผลกับอนาคต  ตัวละครตรงนี้เราต้องรู้ทะลุ  อยู่แต่ว่าจะเอามาใช้ แค่ไหน ยังไง แค่นั้นเอง

สำหรับเรื่องการสร้างตัวละครขึ้นมาใช้นั้น อันที่จริงมันไม่ใช่กฎตายตัวหรอกนะว่าจะสร้างให้เสร็จก่อน หรือค่อยๆ สร้างไปพร้อมๆ กับการเดินเรื่อง คือแต่ก่อน ผมอาจจะยังใหม่ ก็เลยพยายามทำให้อุปสรรคน้อยที่สุด คิดตัวละครให้เสร็จ ผมสร้างตัวละครขึ้นมาก่อน รูปร่าง หน้าตาลักษณะนิสัย ความสูง สร้างขึ้นมาก่อน คือปั้นเสร็จเรียบร้อยแล้วค่อยปล่อยเดิน แต่พอมาระยะหลังนี้ไม่แล้ว ผมปล่อยเรื่องเดินก่อน พอเจอตัวละครค่อยหยิบกลับมาปั้น มันเป็นเรื่องของประสบการณ์ เหมือนหัดขับรถอีกนั่นแหละ ถ้าขับรถแรงๆ เลย แล่นปรู๊ดปร๊าดเลย บางทีเราก็เอาไม่อยู่

ถ้าจะให้ผมแนะนำสำหรับ คนเขียนหนังสือใหม่ ควรคิดให้เสร็จก่อนค่อยเขียน เพราะถ้าพลาดแล้วมันจะท้อ แต่ว่าจริงๆแล้วจะทำอย่างไรก็ได้ไม่มีถูกไม่มีผิดหรอก มันไม่ตายตัว คือจะปล่อยตัวละครมาเลยก็ได้ การเขียนหนังสือมันเขียนยังไงก็ได้ จะนอนเขียน นั่งเขียน เดินเขียน ตีลังกาเขียน คนอ่านเขาไม่ถามหรอกว่าเขียนยังไง เขาจะอ่านงานที่ออกมาแล้ว 

บทสนทนาที่เราจับใส่ปากตัวละครล่ะ           

 คือเราเขียนเรื่องคน ต้องฟังว่าคนเขาพูดยังไง มันมีเคล็ดลับง่ายๆ เวลาจะเขียนบทสนทนา พอเขียนจบลองอ่านออกมาดังๆ ดูสิว่ามันเข้าปากไหม ประโยคอย่างนี้คนเขาพูดกันไหม เพราะนักเขียนใหม่มักเจอเรื่องความไม่สมจริง คือคนเขาไม่พูดกันอย่างนี้หรอก ชาวบ้านเขาไม่พูดปรัชญาเอ็กซิตอง[1]หรอก แต่ไม่ได้หมายความว่าชาวบ้านเขาคิดไม่ถึง เขาคิดเป็น แต่จะพูดอีกอย่าง เขาอาจจะไม่รู้หรอกว่าพูด แต่ว่ามันสามารถตีความเป็นอย่างนั้นได้ มีวิธีการทำอย่างไรให้เรื่อง น่าสนใจหรือน่าติดตาม

เมื่อก่อนตอนเขียนเรื่อง พันธุ์หมาบ้า เป็นตอนๆลงนิตยสาร ลลนา ก็ใช้วิธีให้เรื่องมันเดินตอนต่อตอน จบค้างไว้ให้คนอยากรู้เรื่องต่อ เรื่องมันต้องเดิน ต้องเคลื่อนไหว ไม่ใช่ตอนหนึ่งให้ตัวละครนั่งคิดอยู่ 4-5 หน้า อย่างนี้ถ้าเป็นพ็อกเก็ตบุ๊คมันอาจจะทำได้ แต่การลงเป็นตอนๆ มันต้องน่าติดตาม สมมติ ตัวละครถือมีดกำลังจะแทงอีกฝ่าย คือ แทงหรือไม่แทง โปรดอ่านต่อฉบับหน้า อันนี้ไม่รู้ คนอ่านต้องติดตามเอง พอฉบับหน้ามา อาจจะแทงไปโดนปลั๊กไฟ ไฟช็อตตาย เป็นอย่างนี้ก็ได้

 สำหรับนักเขียนใหม่ๆ แนะนำว่า หากเขียนเรื่องเสร็จแล้วลองเอาให้เพื่อนอ่าน  ถ้าอ่านแล้วชอบ 4 ใน 5 โอเคประสบความสำเร็จ คือคนอ่านจะต้องติด ไม่งั้นเราก็จะไม่สามารถบอกอะไรกับคนอ่านได้  ไม่ใช่ว่าอ่านไป 4 หน้าแล้วยังไม่ได้อะไร ไม่รู้อะไรเลย คือข้างในต่อจากนั้นเรื่องดีน่ะ ภาษาดี แต่คนอ่านไม่ไหวแล้วล่ะ เขาด้นไปไม่ไหวแล้ว แต่ทั้งหมดทั้งปวงก็อย่างที่บอก  คือมันไม่ใช่เรื่องตายตัว อาจมีคนอ่านที่ด้นไปได้

สำหรับผม สิ่งที่เราจะให้กับคนอ่านคือ 1.ให้ความคิด คิดอะไรก็บอกคนอ่านไป 2.ให้ความรู้ เรื่องที่เราจะเขียนบอกคนอ่านนั้นเราต้องรู้จริง  3.ให้ความบันเทิง ไม่ได้หมายความว่าอ่านแล้วหัวเราะตลอดทั้งเล่ม แต่มันคือการอ่านแล้วไหลลื่น อ่านแล้ววางไม่ลงต้องติดตาม สามอย่างนี้ถ้าทำได้ก็สำเร็จ 

คุณสมบัติการจะเป็นคนเขียนหนังสือ ควรเป็นอย่างไร           

 บอกไม่ได้  คือมันไม่ใช่ลักษณะที่ว่าต้องกล้ามใหญ่ ไม่ใช่ (หัวเราะ) มันต้องเป็นคนที่ชอบ ไม่รู้ว่าจะแรงไปหรือเปล่าน่ะที่ผมจะพูดอย่างนี้ แต่ก็ต้องบอกว่า ชีวิตนี้อุทิศให้กับการเขียน ส่วนเรื่องคุณสมบัติการช่างสังเกตอะไรพวกนี้มันจำเป็น

คนเขียนหนังสือเป็นคนช่างสังเกตอยู่แล้ว คนเขียนภาพ ตากล้อง มันจะมีโดยสัญชาตญาณ แต่เรื่องอย่างนี้ก็ฝึกกันได้ ผมไม่ค่อยเชื่อเรื่องพรสวรรค์ สมัยก่อนนี่ไม่เชื่อเลย แต่ก็เคยสงสัยเหมือนกันว่า ทำไมไอ้เด็กคนนี้วาดรูปเก่ง  เด็กคนนี้เล่นฟุตบอลเก่ง ทั้งที่ต่างก็ไม่ได้ฝึกมา เรื่องนี้เราตอบไม่ได้  ถ้าถามเรื่องพรสวรรค์อย่างจริงๆจังๆ มันไม่น่าจะใช่ มันอยู่ที่การฝึกด้วย อย่างคนที่เคยเขียนเรียงความสมัยเด็กๆ ได้คะแนนเต็ม แต่วันหนึ่งก็ทิ้งไป ถ้าเทียบกับคนที่อยู่ระดับกลางๆ แต่ว่าฝึกทุกวันๆ ไอ้คนที่เขียนทุกวันน่าจะดีกว่า 

พรสวรรค์ในทางวิทยาศาสตร์ ผมว่ามันเป็นความชอบ  คือแต่ละคนจะชอบอะไรไม่เหมือนกัน บางคนชอบร้องเพลง บางคนชอบเล่นกีฬา ซึ่งพอมันชอบแล้วมันก็จะเกิดความใส่ใจ  เรื่องพรสวรรค์ เรื่องท่านให้มา อะไรทำนองนี้ผมไม่อยากให้คิดมาก คือถ้ามันเดิน 4 ตีนแล้วเรายังเดิน 2 ตีน เออ สู้มันไม่ได้ไม่เป็นไร แต่ถ้ามันเดิน 2 ตีนเหมือนกันกับเรา มันก็ไม่น่า…. มันอยู่ที่ความพยายาม ความเอาใจใส่ เรารู้ว่าเราขาด เราก็ต้องทำงานให้เยอะกว่าคนอื่น เหมือนอย่างที่อาจารย์วานิช (วิทยากรคนหนึ่งในโรงเรียนนักเขียนบ้านชาติ กอบจิตติ) เคยเล่าให้ฟัง ตอนที่ทำโฆษณาใหม่ๆ คนอื่นทำ 1 ชิ้น แกรู้ว่าตัวเองขาดก็ทำ 10 ชิ้น คนอื่นทำ 20 ชิ้น แก 60 ชิ้น แล้วมาเลือกเอา มันต้องลักษณะนั้น

บางคนรู้ว่าตัวเองอ่อน แต่ก็ไม่เคยพยายามแล้วยังมาตีโพยตีพายว่า ท่านไม่ได้ให้มา อย่างนั้นไม่ใช่ คือกำลังจะบอกว่า ใครก็เขียนหนังสือได้ ถ้าชอบน่ะ ย้ำ ถ้าชอบ เขียนได้ถ้าใส่ใจกับมัน ศึกษา ฝึกฝน เรื่องดาราเขียนหนังสือนี่ผมไม่เคยปฏิเสธเลย แต่เขียนดีหรือเปล่าล่ะ เขียนเองหรือเปล่า ถ้าเขียนดีเขียนเองด้วยนั้นก็ยกย่อง คนที่จะให้เป็นนักเขียนหรือไม่ให้เป็น คือคนอ่าน

ยกตัวอย่างอาชีพตำรวจ พอเรียนจบ ได้ใบประกาศ คนที่จะให้เป็นตำรวจคืออธิบดี หรืออะไรอย่างนี้ใช่มั้ย แต่นักเขียน ขนาดเรียนจบคณะอักษรศาสตร์ ถ้าคนอ่านไม่ให้เป็น ก็ไม่ได้เป็น ก่อนหน้าที่ ชาติ กอบจิตติ จะยึดอาชีพนักเขียนอย่างเดียว เรียกว่าต้องทำงานทั้งสองอย่าง คือ งานเลี้ยงปากท้อง และงานเลี้ยงจิตวิญญาณ   

 โอเค ผมรู้ว่าตัวเองชอบเขียนหนังสือ ตั้งแต่ตอนอายุประมาณ 13-14 ปี แต่ไม่รู้ว่าเพราะอะไร รู้แต่ว่าอยากเป็นนักเขียน แต่ถ้าต้องเรียนจบมาแล้วเป็นนักเขียนเลย คือต้องเขียนงานตามใจตลาด เช่น อาจต้องเขียนเรื่องรัก เรื่องบู๊ เพื่อให้ได้เงินมาเลี้ยงปากท้อง อย่างนี้ผมมองว่า ถ้าเราจะเอางานที่เราชอบ มาทำเพื่อเลี้ยงปากเลี้ยงท้อง เราน่าจะไปทำอย่างอื่นดีกว่า

อย่างที่บอกไง เงินดีกว่าด้วย แล้วก็ไม่ต้องปวดหัว ไม่ต้องมองหน้าตัวเองไม่สนิท ผมก็เลยมาทำกระเป๋าหนัง ตกกลางคืนก็เขียนหนังสือ คือไม่ต้องเอาสิ่งที่เราชอบมาหากินมาเบียดเบียน ทำอย่างนี้อยู่สักพัก พอเห็นว่าอยู่ได้ พอเลี้ยงตัวเองได้ก็เลิกทำกระเป๋า ไอ้คำว่า นักเขียนไส้แห้ง ก็เลยไม่เคยรู้จัก (หัวเราะ) มันขึ้นอยู่กับคนๆไป ไม่ได้หมายความว่าทุกคน เคยพูดเหมือนกันว่า มันไม่ได้ไส้แห้งหรอก ถ้าคุณอยู่ 1-5 หรือ 1-10 ของประเทศนี้ มันอยู่ได้ แต่ถ้าคุณเป็นลำดับที่ 112 หรือลำดับที่115 ล่ะ มันยาก

แต่ถามว่าทำอย่างไรล่ะที่จะขึ้นมาอยู่ในลำดับต้นๆให้ได้ มันก็ต้องพัฒนาฝีมือ เหมือนนักเทนนิสที่ต้องซ้อม

สำหรับผม เรื่องที่เคยเขียนก่อนเรื่องสั้นเรื่องแรกจะได้ตีพิมพ์ มีเก็บไว้เป็นลัง เขียนทิ้งๆไว้ คุณเรียนจบเพาะช่าง เคยเล่นละครเวที เคยเป็นผู้กำกับภาพยนตร์ เคยทำกระเป๋าหนังขาย

เรื่องพวกนี้สามารถเอามาประยุกต์ใช้ได้           

เรื่องเหล่านี้มันมีประโยชน์ อะไรที่ผ่านเข้ามาในชีวิตคนเขียนหนังสือ ผมว่ามันมีประโยชน์ทั้งนั้น แต่ที่กำลังจะพูดคือ ไม่ได้ให้ไปลอง อย่างเช่นคนเคยติดคุก บางทีเขียนเรื่องเกี่ยวกับคุกอาจได้ดี หรืออย่างอกหักก็มีประโยชน์ แต่บางเรื่องก็ไม่จำเป็นต้องไปลอง อย่างเช่นขาหัก ขาด้วน อย่างนี้ไม่ต้องลอง

ที่ผมเคยเล่าว่า เคยลองผูกคอตาย อืม เรื่องจริง แต่ผมป้องกัน มีคนอยู่ด้วยเยอะ ตอนนั้นคือเราอยากรู้ว่า อาการของคนผูกคอตายเป็นอย่างไร แต่พอเริ่มรู้สึกว่าไม่ไหวแล้ว แขวนคอไว้อีกหน่อยคงไปแน่เลย ก็ต้องเลิก เลยทำให้รู้ว่า คนผูกคอตายอาการเป็นอย่างไร อ๋อ มันอื้ออึงอย่างนี้ คือก่อนหน้านั้น เราไม่เคยได้เห็นการบรรยายอาการคนผูกคอตาย เคยอ่านเจอแต่เขาเขียนแค่ว่าพบศพคนที่ผูกคอตายเท่านั้น ยังไม่มีใครเคยบรรยายอาการอย่างจริงๆจังๆ 

ประสบการณ์ชีวิตสำคัญขนาดไหน           

 มาก แต่ทุกคนก็มีเวลาเท่ากัน คือ 24 ชั่วโมงต่อวัน เพียงแต่ว่าบางคนที่ไม่ได้ออกไปเจอผู้คน ก็อาจจะมีประสบการณ์ภายใน เรื่องจิตใจ เรื่องการคิดหรืออะไรต่อมิอะไร นักเขียนไม่มีพักร้อน มันอยู่ข้างใน

อย่างบางคนเห็นเขาบอก ทำงานค้างไม่เสร็จ พอจะเข้านอนก็นอนไม่หลับ เพราะในหัวมันยังติดอยู่ไง ยังคิดอยู่เรื่อยทั้งที่อยากนอนหรือเกิน เทียบกับงานอื่น อย่างเช่นไปแบกหามของมา พอนอนเหนื่อยก็หลับ เก็บข้าวโพด ถอนถั่ว กลับมานอนก็หลับได้ง่าย

แต่ไอ้การเขียนหนังสือ ขนาดเขียนถึงตีสามตีสี่ แสบตาอยากนอน ก็นอนไม่หลับ บางครั้งต้องอยู่จนเช้า ก็คิดเรื่องที่ค้างอยู่ในหัวนั่นแหละ เผลอๆในฝันก็เป็นเรื่องเป็นราวอีก 

อุปสรรคการเป็นคนเขียนหนังสือคืออะไร           

 น่าจะเป็น ความขี้เกียจ สำหรับนักเขียนใหม่ๆ แต่สำหรับผมคือเรื่องความคิด มันเหมือนกับว่า ความคิดใหม่ๆไม่ค่อยมี คืออย่างเขียนเรื่องธรรมดา อย่างเล่าเรื่องหมา เราเขียนได้เพราะฝีมือมีใช่ไหมล่ะ

อันนี้ไม่ได้พูดยกตัวเองน่ะ แต่หมายความถึงทั่วๆไป เขียนมานานขนาดนี้ ความเป็นช่างฝีมือมันมีอยู่แล้ว เขียนอะไรมันก็น่าอ่าน แต่ว่า เออ มันไม่มีอะไรที่เป็นความคิดใหม่ๆ ส่วนมากอุปสรรคเป็นเรื่องความคิดมากกว่า ไม่ใช่คิดไม่ออก เพราะการคิดไม่ออกคือมีเรื่องที่จะเขียนแล้วแต่ไปต่อไม่ได้ แต่นี่มันยังไม่เป็นรูปเป็นร่างเลย ยังไม่รู้จะคิดอะไร ยังไม่เจออะไรเลย รอพระเจ้าโทรมาบอก (หัวเราะ) 

ช่างฝีมือกับศิลปินต่างกันอย่างไร           

ช่างฝีมือ ขอโทษ ตรงนี้ผมพูดด้วยความเคารพนะครับ คืออย่างคนที่แกะช้างที่เชียงใหม่ เห็นไม้มาก็เป็นช้างอย่างเดียว ไม้ใหญ่หน่อยช้างตัวใหญ่ ไม้เล็กช้างตัวเล็ก ไม้ยาว เอ้า! ช้างเป็นโขลง คือมองอะไรเป็นช้าง ทำอะไรซ้ำๆ ทำด้วยความชำนาญ แต่ทำดี ทำสวย ทำเก่ง ทำเนียน แต่พอไม้มาก็ช้าง

ศิลปินมันจะต่างออกไป เอออันนี้ช้างได้ อันนี้เป็นปลาโลมา หรืออันนี้อาจจะเป็นปลัดขิก มันก็แล้วแต่ และความแนบเนียนของศิลปินอีกอย่างคือ คนไม่รู้ว่าเอามาจากไหน เหมือนอย่างคำที่ว่า ช่างฝีมือขอยืม แต่ศิลปินขโมย ยืมมาคือยังรู้ว่าไปเอาของใครมา แต่ศิลปินนี่แนบเนียนมาก แต่ว่าหากสืบไปสืบมาก็อาจจะรู้น่ะ จริงๆ ก็คือเอามาโดยไม่ให้จับได้ มันเป็นการพัฒนาอีกขั้น อย่างช่างฝีมือ อาจจะจากหนึ่งไปสอง แต่ศิลปิน จากหนึ่งไปเจ็ด ไปแปดเลย หาที่มาไม่เจอ จริงๆแล้วมันไม่มีอะไรลอยๆมาเลยหรอก งานศิลปะก็เหมือนกัน ใช่ว่าจู่ๆมันก็มาเป็นแอบสแต็ก[2]เลยเมื่อไหร่ ในวงการงานเขียน การพิสูจน์

ความเป็นตัวจริงคืออะไร           

อาชีพนี้โอกาสฟลุ๊คไม่มีเลย ขอโทษ อย่างวงการเพลง อาจจะมีเพลงหนึ่งที่แต่งได้ดี ร้องดีก็ดังได้แล้ว แต่จะอยู่ยาวไหม อยู่ได้ตลอดไหมล่ะนั่นอีกเรื่อง แต่งานเขียนมันยาก คือผมไม่ได้พูดเข้าข้างอาชีพตัวเอง คุณก็รู้ เขียนหนังสือหนึ่งเรื่อง 100-200 หน้า มันไม่มีทางฟลุ๊ค การพิสูจน์ความเป็นตัวจริงอีกอย่างคือคุณต้องยืนระยะได้ ผมเคยพูดเปรียบ คือ คุณต้องยืนครบยก อาชีพอย่างนี้มันใช่วิ่ง 100 เมตร มันคือการวิ่งมาราธอน (หัวเราะ) ใช่ว่า 100 เมตรเข้าเส้นชัยแล้วเลิกเลย 

ตอนนี้เขียนหนังสืออย่างไร หมายถึงใช้อุปกรณ์อะไรบ้าง    

คอมพิวเตอร์ นั่งพิมพ์เลย แต่เมื่อก่อนที่ทำจะเป็นในลักษณะเขียนลายมือก่อนแล้วพิมพ์ดีด เพราะถ้าให้มานั่งจิ้มมันคิดไม่ออก แต่เพื่อนบางคนที่ผ่านงานหนังสือพิมพ์หรืองานข่าวมาก่อน พวกนี้จะเขียนได้คล่อง เขาเรียกว่ากดแบบ ข้าวตอกแตก พอมาถึงยุคคอมพิวเตอร์ ผมก็ใช้ คือมันเป็นเรื่องของยุคสมัย เพราะถ้าไม่ใช้ก็เหมือนกับคนแก่ที่อ่านหนังสือไม่ออก

ปัญหาที่เจอสำหรับการเขียนงานด้วยคอมพิวเตอร์ในระยะแรกๆก็คือ เหมือนว่ามันจะจ้องดูเราตลอด ถามเราตลอดว่าเมื่อไหร่จะเขียน เมื่อไหร่จะพิมพ์ ก็เลยเขียนไม่ค่อยได้ แต่ถ้าจะให้เขียนใส่กระดาษแล้วไปพิมพ์ ก็คิดว่าตรงนั้น มันไม่น่าจะใช่ขั้นตอนของการใช้คอมพิวเตอร์ ก็เลยเอาใหม่ ไม่กลัว พูดกับคอมพิวเตอร์ กูซื้อมึงมานี่หว่า มึงต้องคอยกู กูเป็นเจ้าของมึง อย่ามาจ้อง (หัวเราะ) ก็เรียนรู้กับมันไป แต่มันก็มีปัญหาอีก คือเวลาเราลบหรือแก้อะไร มันจะหาย

เพราะถ้าเป็นอย่างยางลบ เป็นปากกา แก้ตรงไหนเรารู้ ตรงนี้มีวิธีแก้ปัญหาคือ ปริ๊นออกมาบ่อยๆ ปริ๊นแล้วแก้ๆ จะได้เห็นพัฒนาการของงานด้วย การเขียนหนังสือเคยได้ยินคุณบอกว่าเหมือนการหยอดกระปุก เอาว่าเขียนเรื่องยาวหนึ่งเรื่อง มันไม่ได้ในวันเดียวไง บางทีเขียนได้วันละหน้าสองหน้า มันไม่ได้เป็นเงินเลยในวันนั้น หากได้วันละหน้า แต่ถ้าเขียนทุกวันหนึ่งปีก็ได้ 300 กว่าหน้า เป็นไปไม่ได้เลยที่จะได้งานเป็นเล่มในวันเดียว 

 นิยายกับเรื่องสั้นคุณถนัดแบบไหนมากกว่ากัน           

มันไม่น่าจะใช้คำว่า ถนัด ได้ .. บางเรื่องมันเหมาะสำหรับเรื่องสั้น มันก็ต้องเป็นเรื่องสั้น บางเรื่องมันยาว ก็ต้องเป็นนิยาย คือเราไม่มีทางทำเรื่องสั้นให้เป็นนิยายได้ มันจะโหรงเหรง มีแต่น้ำ เห็นบางคนพยายามดันเรื่องสั้นให้เป็นนิยาย เพราะคิดว่ามันได้ตังค์เยอะกว่า แต่สุดท้ายพอออกมา เรื่องสั้นก็ไม่ได้ นิยายก็ไม่ได้ ไม่มีอะไรเลย หรืออย่างเรื่องที่ต้องเป็นนิยาย ก็เขียนเป็นเรื่องสั้น มันก็ยัดไม่ลงสิ เพราะภาชนะมันแคบแต่ของมันใหญ่

 ถ้าถามว่าผมสนุกกับอะไรมากกว่ากัน ก็ตอบว่า นิยาย ผมไม่ชอบเขียนงานคอลัมน์ ตอนนี้ที่เขียนมีอยู่ที่เดียวคือนิตยสาร สีสัน เพื่อนกันก็ช่วยกัน(หัวเราะ)

ผมไม่ชอบอะไรที่มันต้องส่งเป็นกำหนด อย่างบางที มันใกล้เข้ามาต้องส่งงานแล้ว เรามีพล็อตเรื่องที่เหมาะจะเป็นเรื่องสั้นดีๆ อยู่ ก็ต้องเอามาดัดแปลงเป็นบทความเป็นงานคอลัมน์เพื่อให้ได้ส่ง ทีนี้พอจะมาเขียนเรื่องสั้นมันก็ซ้ำแล้วไง งานคอลัมน์พอรวมเล่มก็เอาไปสร้างหนังไม่ได้ด้วย (หัวเราะ) 

กับหนังสือของคุณที่มีคนอื่นเอาไปทำหนัง ตรงนี้คิดอย่างไร           

ผมไม่ซีเรียสน สื่อมันคนละอย่างกัน มันดัดแปลงแต่งเติมได้ ถ้าเราคิดว่ามันเตะไม่ได้ ถ้าอย่างนั้นก็ขึ้นหิ้งดีกว่า สำหรับผมดูแค่ว่าสิ่งที่เราต้องการจะพูดมันยังอยู่ไหม เนื้อมันยังอยู่หรือเปล่า เหมือนกับดินน้ำมันก้อนหนึ่ง เขาเอาไปขยำยังไง เนื้อมันก็เป็นดินน้ำมัน ไม่ค่อยเข้มงวดกับเรื่องนี้เท่าไหร่ เพราะบางที ถ้าคงไว้ในงานวรรณกรรมเกินไป หนังก็ดูไม่ได้เลย ก็ในหนังสือ ตัวละครสามารถนั่งคิดได้สามถึงสี่หน้า อาจด้วยวรรณศิลป์หรืออะไรก็แล้วแต่ มันชวนให้คนอ่านติดตาม

 แต่ถ้าในหนัง ให้พระเอกมานั่งคิดริมกระท่อม เอาแค่นาทีเดียวคนดูก็เบื่อแล้ว (หัวเราะ) งานเขียนคุณมักจะมีรูปแบบใหม่ๆมาเสนอตลอดอย่าง เวลา หรือ ลมหลง ซึ่งเรื่องหลังนี่เขียนเป็นบทภาพยนตร์ทั้งเล่ม

ตรงนี้เนื่องด้วยเหตุผลอะไร           

เบื่อ ทำอะไรซ้ำๆมันเบื่อ ถามตัวเองก่อนเถอะ ขนาดคนเขียนยังเบื่อ แล้วคนอ่านไม่เบื่อหรือ อย่างมีคนถามถึงงานเรื่องใหม่ของผม (ซึ่งตอนนี้ปีกว่าแล้วเขียนได้ไม่กี่หน้า) โอเค อาจจะช้าหน่อย แต่เราสนุกนี่นา อย่างน้อยมันไม่เบื่อ เหมือนเราใส่ชุดลูกเสือทุกวัน (หัวเราะ)

มันก็มีบ้างแหละที่อยากใส่เสื้อยืดกางเกงขาสั้น ให้ใส่ชุดลูกเสือทุกวันอย่างนั้นไม่ไหว ลมหลงที่เขียนเป็นบทหนังทั้งเล่มนั้น ตอนแรกเขาวานให้ทำ เราก็คิดว่าไหนๆจะทำแล้วก็น่าจะอ่านได้ด้วย แต่ตอนนี้บริษัทหนังเขาเจ๊งไปแล้ว (หัวเราะ) ผมก็ไม่รู้เหมือนกันน่ะว่าทำไมเขาถึงไม่เอางานที่มีอยู่แล้วไปทำ ทำไมต้องเขียนบทใหม่ แต่ช่างมันเถอะ เพราะตอนที่ทำชิ้นนี้ ผมก็สนุกกับงานของผม  

คุณมีแนวคิดอย่างไรถึงได้เปิดอบรม โรงเรียนนักเขียนบ้านชาติ กอบจิตติ           

 คิดถึงตอนตัวเองเด็กๆ ตอนที่ผมเริ่มเขียนหนังสือใหม่ๆ ผมก็อยากไปหานักเขียน อยากเอางานไปให้เขาอ่าน แต่บางทีท่านเหล่านั้น อาจไม่ว่าง หรือเจอเด็กแบบนี้จนเบื่อแล้ว ก็เลยปฏิเสธ

ผมรู้สึกว่า มันยากในการเข้าหา ซึ่งพอมาปัจจุบัน ผมมีโอกาส ก็เลยคิดว่า มันน่าจะมีเด็กที่คิดเหมือนผมสมัยนั้น แต่ก็ไม่ได้คิดว่าต้องเปิดเป็นสถาบันเป็นอะไรจริงจังหรอก มีเวลา มีกำลัง พร้อมก็ทำ แต่พอดีปีนี้ไม่พร้อม ก็เลยพักไปปีหนึ่ง คือที่ผมทำเพราะคิดว่า ไม่เดือนร้อนตัวเอง ไม่เดือนร้อนคนอื่น อย่างถ้าจะทำบุญ แต่ต้องไปยืมเงินคนอื่น ก็อย่าไปทำเลย เอาไว้มีก่อนแล้วค่อยทำ และสำหรับปีนี้ก็คงต้องดูก่อน น่าจะเป็นช่วงเดิมคือประมาณเดือนตุลาคม แต่ก็ต้องใกล้ๆก่อนถึงจะรู้ว่าทำได้ไหม 

สำหรับคนที่สนใจ มีเกณฑ์การคัดเลือกอย่างไร           

 ก็คงเป็นอย่างเดิม คืออายุไม่น่าจะเกิน 28 ปี ให้ส่งงานมาดู ไอ้เรื่องอายุนี่เคยมีคนถามมาเยอะว่า 40 กว่า 50 กว่า ทำไมไม่รับ จริงๆก็ไม่อยากจำกัด เพียงแต่คิดว่า ถ้าได้เด็กๆ มันจะได้เหลือเวลาทำงานเยอะหน่อย สมมติมาฝึกตอนอายุ 82 ปี เหลือเวลาทำงานอีกกี่ปีล่ะ (หัวเราะ) สำหรับช่วงอายุที่รับคือไม่เกิน 28 ปีประมาณนี้ก็น่าจะเขียนอะไรเป็นเรื่องเป็นราวได้แล้ว ตอนที่ผมเขียนเรื่อง คำพิพากษา ก็อายุประมาณนี้แหละ การเปิดอบรมแต่ละปี ถามว่ามีคนสนใจเยอะมั้ย ก็มีงานส่งงานเข้ามาให้พิจารณา เอ่อ น่าจะเกินร้อยชิ้น แต่ที่รับได้น้อย ก็อยู่บ้านอย่างนี้จะรับเยอะๆได้ไงล่ะ มาเยอะเดี๋ยวแบ่งทีมเล่นฟุตบอลกันอีก (หัวเราะ) เดี๋ยวไม่ได้เขียน 

 มองสถานการณ์วงการวรรณกรรมไทยตอนนี้อย่างไร           

ผมว่านักเขียนใหม่ๆจะลำบาก หนึ่งคือหนังสือมันเยอะขึ้น คนก็เลยไม่ค่อยได้อ่านวรรณกรรมไทย สมัยก่อน อย่างช่วง 14 ตุลาฯ 6 ตุลาฯ พิมพ์หนังสือ 5,000 เล่ม 6,000 เล่ม มันปกติมาก แต่ทุกวันนี้ 2,000 เล่ม ไม่รู้สามปีจะขายหมดหรือเปล่า แล้วอย่างนี้คนใหม่ๆที่ขึ้นมาจะอยู่กันอย่างไรล่ะ ในขณะเดียวกันมันก็เริ่มมีค่าย นักเขียนก็ไปสังกัดค่าย ซึ่งอนาคตไม่รู้ว่าจะต้องถูกกำหนดหรือเปล่าว่าต้องเขียนแนวนั้นแนวนี้ อันนี้ไม่แน่ใจ ใช้คำว่า อาจจะ 

แล้วอย่างชาติ กอบจิตติ พิมพ์หนังสือตัวเอง           

ผมมองอย่างนี้ ต้องบอกก่อนว่าพื้นฐานมันมาจากการที่ผมได้ทำกระเป๋า มีสตางค์เก็บ คิดว่าขาดทุนก็คงไม่เป็นไรเพราะได้เอาไปทำในสิ่งที่ตัวเองชอบ ก็เลยถามตัวเองว่า เรื่องของเราดีมั้ย เออ เรื่องของเราดี ถ้าดีแล้วทำไมเราไม่พิมพ์เอง เพราะว่ากำไรจากการพิมพ์มันมากกว่าการรับค่าลิขสิทธิ์ แต่ถ้าสมมติว่าเรื่องของเราไม่ดีล่ะ อ้าว! ไม่ดีแล้วเราไปหลอกคนอื่นเขาพิมพ์ทำไม พิมพ์เองดีกว่า  ถามเรื่องการมองโลก อย่างเพื่อนของคุณคนหนึ่งบอกว่าโลกนี้เหมือนสวนสนุก เขาแค่มาเที่ยว ถ้ารถเมล์ของเขามารับเมื่อไหร่เขาก็ไป

ชาติมองโลกอย่างไร           

 ไม่เชื่อว่าโลกนี้มีอยู่จริง มันอยู่ที่สถานะเรา อยู่ที่สิ่งแวดล้อมของเรา เอ่อเอาไว้อ่านนิยายเรื่องใหม่ดีกว่า ในนั้นจะมีคำตอบ ไม่เล่าเรื่องย่อน่ะ เดี๋ยวมีคนเร่งไปเขียน ผมยิ่งไม่ค่อยได้เขียนด้วย (หัวเราะ) 

คิดว่าอะไรที่จะทำให้เลิกเขียนหนังสือ           

ไม่เลิก เลิกทำไมล่ะก็เราชอบ บางทีละอายใจด้วยซ้ำที่ไม่ยอมเขียน เพราะครั้งหนึ่งเราใฝ่ฝันอยากเป็นนักเขียน พอได้เป็นสมใจแล้วไม่เขียนมันก็รู้สึกละอาย มันเป็นเพราะตัวเราเองมากกว่า 

จากหนังสือเล่มแรก ถึงหนังสือเล่มสุดท้าย มองย้อนกลับไปบนเส้นทางนี้คุณเห็นอะไร           

 เห็นการพัฒนาของตัวเอง การพัฒนาของงาน คือตอนนี้กลับไปอ่านงานเล่มแรกคือ ทางชนะแล้วรู้สึกว่ามันเชย แต่ว่าปัญหามันก็ไม่ได้อยู่ตรงนี้ มันอยู่ที่ว่า ตอนที่เราอายุขนาดนั้น ตอนที่เขียนงานชิ้นนี้ เราทำเต็มที่หรือเปล่า ถ้าเต็มที่ก็โอเค อย่างพอย้อนกลับไปดูงาน ช่วงอายุ 20 กว่าๆ โอ้! ทำไมมันเชยอย่างนี้ แต่ก็ไม่ได้แก้อะไรหรอก เก็บไว้อย่างนั้นแหละ 

‘เชตวัน’